ที่จริงบทบาทของผู้นำที่จะกล่าวถึงนี้จะมองจากมุม KM ก็ได้    หรือมองจากหลักการบริหารทั่วไป ก็ได้ 

   บทบาทหลักคือการส่งเสริมผู้ร่วมงานให้เกิดแรงบันดาลใจ (inspiration)   หรือเติมน้ำมัน (ใส่ฟืน) ให้แรงบันดาลใจลุกโชน   ผู้นำที่แท้จริงจะมีศาสตร์และศิลป์ที่จะ inspire ในทุกโอกาส 


   ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงาน ร่วมกันทำความเข้าใจ (ค้นพบ) คุณค่าของงาน  ทั้งคุณค่าในระดับองค์กร  ระดับหน่วยงานย่อย  และระดับงานของตนเองเป็นคนๆ   เพื่อนำมาสู่การเห็นคุณค่า (ที่ลึก) ของตนเอง และของเพื่อนร่วมงาน   และเห็นความเชื่อมโยง (connectedness) ของการทำงานเพื่อบรรลุคุณค่าใหญ่ขององค์กร 


   โยงคุณค่า สู่ “ฝันร่วม” (shared vision)  


   Inspire โดยการชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ   และเชื่อมโยงความสำเร็จเล็กๆ (ย้ำคำว่าเล็ก) ของพนักงาน เข้าหาคุณค่า และ  “ฝันร่วม”   ให้เห็นว่าเป็น “เป้าหมายรายทาง” ของ “ฝันร่วม” อย่างไร   และท้าทาย (อย่างมีศิลปะ มีความพอดี) ให้มองหา / มองเห็น เป้าหมายรายทางขั้นต่อไป 


   ผู้นำจึงต้องฝึกทักษะ inspire ด้วยการชื่นชม ผสมการท้าทาย 


   ทักษะในการชี้ทางให้ทำดีกว่าเดิม (improvement) โดยไม่ตำหนิ    คือสุดยอดของศิลปะแห่งการเป็นผู้นำ  


   ทำได้โดยสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน ชื่นชมความมุ่งมั่นของคน (ทีม)   ตอกย้ำคุณค่าและเป้าหมายของคน (ทีม)   ตอกย้ำให้เห็นว่าพนักงานคน (กลุ่ม) นั้น กำลังพากเพียรเพื่อบรรลุ new possibility   ช่วยทำให้ new possibility นั้นชัดขึ้น ทรงคุณค่ายิ่งขึ้น    ชี้ให้เห็นคุณค่าของการฝึกฝนตนเอง   และชี้ให้เห็นแนวทางที่ถูกต้องในการฝึกฝนในการเข้าสู่ new possibility นั้น     เมื่อผู้ (ทีม) นั้นทำได้ดีขึ้น (แม้เพียงเล็กน้อย) ก็ชื่นชมและให้กำลังใจ    โดยที่เจ้าตัวเขาก็รู้ว่ายังต้องฝึกฝนต่อไปอีก

          เขียนขึ้นจากการตีความภาพยนตร์เรื่อง The Art of Possibility

 

วิจารณ์ พานิช
๒๓ ส.ค. ๕๒