สำนักงานต่างๆ ในกรุงเทพ นิยมใช้บริการแม่บ้านทำความสะอาดและช่วยงานจุกจิก จากบริษัททำความสะอาด   รวมทั้ง สกว. และ สคส. ที่ผมเคยดูแลด้วย  
          ผมจะคอยบอกผู้จัดการสำนักงานให้พูดและปฏิบัติกับคนเหล่านี้อย่างคนเสมอกัน   และให้ความเมตตาเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์   ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ตามจริตของผู้จัดการสำนักงานผู้นั้น
          ผมเคยถามรายได้ของแม่บ้าน   ก็พบว่าค่าจ้างต่ำมากอย่างน่าตกใจ    บางคนจึงต้องทำ ๒ งาน   ทำให้ชีวิตตรากตรำอย่างยิ่ง   ผมหาทางช่วยเหลือเล็กๆ น้อยตามที่ทำได้
          มาพบวิธีที่ได้ผลดีมากตอนทำ สคส.   คือช่วยอย่างสม่ำเสมอทุกวัน   คือให้ค่าอาหารกลางวันทุกวันที่มาทำงาน โดยจ่ายเป็นรายเดือน   แรกๆ ให้วันละ ๓๐ บาท ก็ตกเดือนละ ๖๐๐ บาทกว่าๆ   เงินนี้ไม่ใช่แค่ช่วยค่าครองชีพ   แต่เป็นเครื่องแสดงน้ำใจ   แสดงความเอื้ออาทรต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ยากลำบากกว่า   เข้าใจว่าเวลานี้ สคส. ให้วันละ ๕๐ บาท
          ผมเข้าใจว่า การช่วยเหลือแบบนี้มีผลทางใจสูงมาก   และไม่ใช่แค่ผลทางใจต่อผู้รับ   แต่เป็นผลทางใจต่อสมาชิกองค์กรทุกคน    ให้ปฏิบัติต่อแม่บ้านอย่างสมาชิกในครอบครัว
          เรามีแม่บ้านคนเดียว จึงง่ายที่ผมจะคอยสอบถามชีวิตความเป็นอยู่เพื่อหาทางช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ช่วยได้    เช่นการใช้บริการรักษาพยาบาลจากระบบประกันสังคม   ค่าใช้จ่ายการศึกษาของลูกตอนเปิดเทอม  
          เงินเหล่านี้เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น   แต่มันดูมีค่ามากสำหรับแม่บ้าน   คือค่ามันมากกว่าเงิน    ผมสังเกตเห็นจากสีหน้าแววตาท่าทีของเขา    มันให้ความสุขแก่มนุษย์มากกว่าตัวเงินที่ได้รับ  
          แต่คนที่ได้มากที่สุดคือตัวผมเอง    ที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนตนเองในการยกระดับจิตใจ และยกระดับความเข้าใจมนุษย์และสังคม
          นี่คืออีกสิกขาบทของผม
 
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.ย. ๕๒
วันศุกร์ที่อยู่บ้าน