FAQ KM กรมอนามัย [4] - ถ้าจะ ลปรร. ไปดูงานวิจัยที่เขามีอยู่แล้ว ไม่ดีกว่าหรือ

  ติดต่อ

  ลปรร มักจะเป็น how to ซึ่งไม่มีในตำรา หรือในงานวิจัย  

 

 คำถามที่ 4

 ถ้าจะ ลปรร. ไปดูงานวิจัยที่เขามีอยู่แล้ว ไม่ดีกว่าหรือ

  • เรื่องที่ ลปรร มักจะเป็น how to ซึ่งไม่มีในตำรา หรือในงานวิจัย ถ้าจะเทียบก็อาจบอกว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีอยู่น้อย หรือถ้ามีก็มักเป็นบทเรียนหรือข้อสรุปกว้างๆหรือเป็นหลักการใหญ่ๆ
  • .... รอข้อเสนอค่ะ ...

 

FAQ KM กรมอนามัย [1] - เริ่มต้นตรงไหนดี ผู้บริหารไม่สน จะทำยังไง

FAQ KM กรมอนามัย [2] - อะไรคือ CoP ... สร้างยังไง

FAQ KM กรมอนามัย [3] - เราก็ทำคู่มือโดยไม่เคยใช้ KM ... ทำไมบอกว่า KM นำไปสู่คู่มือ

FAQ KM กรมอนามัย [5] - ความรู้ที่ได้จาก ลปรร. เชื่อถือได้แค่ไหน

FAQ KM กรมอนามัย [6] - Website มีประโยชน์อะไร ทำ KM โดยไม่มี Web ไม่ได้หรือ

FAQ KM กรมอนามัย [7] - คำเท่ห์ๆ จากการ ลปรร.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรมอนามัย

หมายเลขบันทึก: 29937, เขียน: , แก้ไข, 2013-09-06 17:23:41+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #km#จัดการความรู้#เรียนรู้

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (3)

อ้อ_สคส.
IP: xxx.151.216.4
เขียนเมื่อ 
       การไปหาดูงานวิจัย ที่เขามีอยู่แล้ว  คิดว่าเป็นขั้นแรกสุดในการสำรวจความรู้ที่มีอยู่แล้ว (ดีค่ะ)  แต่อย่างที่รู้กันอยู่ในหมู่นักปฏิบัติที่เคยนำงานวิจัยมาลองปฏิบัติตาม ว่ายังไม่พอ  บางทีต้องดั้นด้นไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เจาะลึกกับตัวนักวิจัยเพื่อให้ได้ความรู้ Tacit Knowledge แบบละเอียดยิบ   และตามไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มคนอื่นๆ อีกที่ทำจริง     อาจเป็นเพราะว่าเทคนิคอันละเอียดอ่อนอีกมากมาย และบริบทที่แตกต่าง ที่เป็นความรู้ฝังลึกนั้นถ่ายทอดลงใน paper วิจัยไม่หมดและยากที่จะเขียนออกมาได้หมด   กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงมีประโยชน์มากในการสกัดความรู้เหล่านี้ออกมาใช้ค่ะ        
สมศักดิ์
IP: xxx.144.160.243
เขียนเมื่อ 

อีกประเด็นที่อยากเติมก็คือ ความจริงแล้วการไปหางานวิจัยที่มีอยู่แล้วมาอ่าน ก็คือ KM แบบหนึ่งที่มีการยำ้เน้นมานานแล้ว เพราะสำหรับ KM ที่เน้น explicit knowledge ขั้นตอนที่หนึ่งคือการถามตัวเองว่า เรื่องที่เราอยากรู้คือเรื่องว่าด้วยอะไร จากนั้นก็ลงมือค้นดูว่ามีใครรวบรวมสรุปความรู้ไว้แล้วยังไงบ้าง ซึ่งถ้าทำด้วยวิธีปกติในปัจจุบันก็จะไปเจอความรู้จากตำรา หรือไม่ก็จากผลงานวิจัยที่มีคนตีพิมพ์ไว้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับความต้องการของเรา โดนเฉพาะในประเด็นที่ว่ามันอยู่ในบริบทเดียวกันหรือไม่ มาประยุกต์ได้แค่ไหน

ส่วนการเรียนรู้จากการ ลปรร ความรู้แฝงก็ควรทำ เพราะเหตุผลอย่างน้อสอข้อ ข้อหนึ่งก็อย่างที่คุณอ้อว่ามา อีกข้อก็คือว่า หลายเรื่องอาจไม่มีทั้งในตำรา หรืองานวิจัยเลย ต้อง ลปรร อย่างเดียว  ผมเคยพยายามหาเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนในแง่ของ แนวทางการจัดระบบและกลไกนโยบายกำลังคนว่า แต่ละประเทศมีระบบยัไง ปรากฏว่าไม่เจอ เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเรื่องระบบวิจัย  อย่างนี้เป็นต้น

รู้จกการ ลปรร ย่อมดีกว่ารู้แค่วิธีค้นข้อมูลจาก web หรือ search engine ต่างๆเพียงอย่างเดียวครับ

แต่เมื่อ ลปรรเป็นแล้วก็อย่าลืมฝึกฝนวิธีฝช้ search engine หรืออ่านหนังสือบ้างนะครับ 

ทำให้อดคิดถึงสำนวนเหน็บแนมที่พวกนักปฏิวัติชอบใช้ (นัยว่าอ้างอิงจากคำพูดของ เหมา) ที่บอกว่า พวกลัทธิคัมภีร์(ชอบอ้างตำรา) กับพวกลัทธิเจนจัด (ชอบอ้างประสบการณ์ ตัวเอง)  

อโนชา-สถาบันเพิ่ม
IP: xxx.19.59.122
เขียนเมื่อ 

ความรู้ที่ได้จากการทำวิจัยนั้น แม้จะเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่นักวิจัยก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดทุกอย่างผ่านอักษรและร้อยเรียงเป็นข้อความได้อย่างถ่องแท้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถอ่านผลงานวิจัยได้อย่างกระจ่าง ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ปฏิบัติ จึงเป็นการดึงดูดและถ่ายทอดความรู้สู่กลุ่มผู้ปฏิบัติได้ และถ้าเป็นการแลกเปลี่นรเรียนรู้ระหว่างผู้วิจัยก็อาจจะทำให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้