อีกประเด็นที่อยากเติมก็คือ ความจริงแล้วการไปหางานวิจัยที่มีอยู่แล้วมาอ่าน ก็คือ KM แบบหนึ่งที่มีการยำ้เน้นมานานแล้ว เพราะสำหรับ KM ที่เน้น explicit knowledge ขั้นตอนที่หนึ่งคือการถามตัวเองว่า เรื่องที่เราอยากรู้คือเรื่องว่าด้วยอะไร จากนั้นก็ลงมือค้นดูว่ามีใครรวบรวมสรุปความรู้ไว้แล้วยังไงบ้าง ซึ่งถ้าทำด้วยวิธีปกติในปัจจุบันก็จะไปเจอความรู้จากตำรา หรือไม่ก็จากผลงานวิจัยที่มีคนตีพิมพ์ไว้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับความต้องการของเรา โดนเฉพาะในประเด็นที่ว่ามันอยู่ในบริบทเดียวกันหรือไม่ มาประยุกต์ได้แค่ไหน
ส่วนการเรียนรู้จากการ ลปรร ความรู้แฝงก็ควรทำ เพราะเหตุผลอย่างน้อสอข้อ ข้อหนึ่งก็อย่างที่คุณอ้อว่ามา อีกข้อก็คือว่า หลายเรื่องอาจไม่มีทั้งในตำรา หรืองานวิจัยเลย ต้อง ลปรร อย่างเดียว ผมเคยพยายามหาเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนในแง่ของ แนวทางการจัดระบบและกลไกนโยบายกำลังคนว่า แต่ละประเทศมีระบบยัไง ปรากฏว่าไม่เจอ เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเรื่องระบบวิจัย อย่างนี้เป็นต้น
รู้จกการ ลปรร ย่อมดีกว่ารู้แค่วิธีค้นข้อมูลจาก web หรือ search engine ต่างๆเพียงอย่างเดียวครับ
แต่เมื่อ ลปรรเป็นแล้วก็อย่าลืมฝึกฝนวิธีฝช้ search engine หรืออ่านหนังสือบ้างนะครับ
ทำให้อดคิดถึงสำนวนเหน็บแนมที่พวกนักปฏิวัติชอบใช้ (นัยว่าอ้างอิงจากคำพูดของ เหมา) ที่บอกว่า พวกลัทธิคัมภีร์(ชอบอ้างตำรา) กับพวกลัทธิเจนจัด (ชอบอ้างประสบการณ์ ตัวเอง)