ผมได้แนวคิดเรื่องนี้มาจากการสนทนากับลูกสาวที่กำลังเรียนวิชา พยาธิวิทยา ที่อธิบายถึงสภาวะผิดปกติต่างๆของร่างกาย
ที่ลูกสาวบอกว่า แต่ก่อนนี้เรียน “สรีระวิทยา” ก็พอเข้าใจแต่ไม่ค่อยซึ้งในเนื้อหา
แต่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหน้าที่ต่างๆของส่วนต่างๆของร่างกายมนุษย์ ก็ตอนที่มาเรียน สภาพที่ผิดปกติของร่างกายนี่เอง
ผมก็เลยนึกไปถึงเหตุการณ์คล้ายกันเวลาไปซ่อมรถ ที่ปัญหาของรถที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากการทำงาน “ไม่ปกติ” ของชิ้นส่วนขององค์ประกอบ ต้องมีตรวจสอบและการลองเปลี่ยน จึงจะรู้ว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร และแก้ได้โดยวิธีใด
และเราจะรู้ค่าของ “อะไหล่” เหล่านั้น ก็ตอนที่มันไม่ทำงานนั่นเอง
ขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ ทำงานเป็นปกตินั้น เรามักจะ “เฉยๆ” ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับการทำงานแบบ “ปกติของมัน”
บางทีไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีอะไรกำลังทำงานให้เราอยู่อย่าง “ปกติ”
แต่ต่อเมื่อมันหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้แล้วนั่นแหละที่เราจะรู้ และเห็นความสำคัญของมัน
นี่ก็เป็นปัญหาของการเรียนรู้ และการจัดการความรู้อย่างหนึ่งของเรา
ที่รวมไปถึง ธรรมชาติ ระบบนิเวศ สังคม ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่ง คู่ครอง หรือ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราเอง ที่ทำหน้าที่ของตัวเอง “ดี” อย่างเป็นปกติ แต่เราก็เฉยๆ กับความดีเหล่านั้น
จนกระทั่งต้องมีเพลง “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก...”
นั่นแหละที่อาจทำให้เราเริ่มคิด
แต่ผมคิดว่าเราน่าจะคิดก่อนนั้นสักหน่อยนะครับ
เพราะหลายๆอย่าง เมื่อสูญเสียไปแล้วนำกลับคืนไม่ได้ หรือได้ ก็ไม่เหมือนเดิม
และมาลงเอยที่ “ไม่น่าเล้ย” หรือ “ถ้ารู้อย่างนี้” ที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับใครสักเท่าไหร่
ดังนั้น ผมคิดว่า บางทีเราต้องมีการจัดการความรู้ล่วงหน้า แบบ Exante Analysis ครับ
ก็อาจจะเป็นเพราะส่วนมากคนเรามักจะไม่ค่อยได้เอาใจเขามาใส่ใจเรานี่แหละครับอาจารย์ ....อย่างไรก็ตามแม้แต่ชิ้นส่วนที่ไม่มีมีชีวิต ก็ยังต้องการการดูแลเอาใจใส่ ตรวจเช็คซ่อมบำรุงตามระยะเวลาการใช้งานอย่างเหมาะสมจึงจะสามารถทำงานได้ตามปกติ ดังนั้นถ้ามองคนเราเป็นชิ้นส่วนซึ่งมีชีวิตและความรู้สึกก็ยิ่งต้องการการการดูแลและซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ อย่ามัวรอให้ถึงเมื่อมันหยุดทำงาน หรือเมื่อทำงานไม่ได้แล้วเลย ถึงค่อยมาดูแลกัน เพราะเมื่อถึงตอนนั้นก็คงลงเอยเหมือนที่อาจารย์สรุปหละครับ....."สูญเสียแล้วค่อยเห็นค่า"
เข้ามาเจอโดยบังเอิญครับ......ขอบคุณมากครับ
เป็นไงครับ ไกลบ้าน คงต้องระวังตัวและหัวใจมากกว่าคนใกล้บ้านนะครับ
ขอให้มีความสุขสำเร็จในชีวิต และหน้าที่การงานนะครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
เหงาจนเคยชินแล้วครับ แต่บนความรู้สึกที่ดูเหมือนขาดหาย ก็ได้อย่างอื่นขึ้นมา เช่น มีเวลาที่ได้ทบทวนตัวเอง มีเวลาว่างมากขึ้นที่จะเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมที่มากมาย หลากหลาย ในเครือข่ายที่ไร้พรมแดนเหมือนปัจจุบัน
ขอบพระคุณอีกครั้งที่กลับมาเห็นอาจารย์ตอบกลับทันที อาจารย์นอนดึกนะครับ ที่นี่เพิ่งสองทุ่มครึ่ง แต่ผมตั้งนาฬิกาเป็นเวลาเมืองไทยครับ จะติดตามอ่านงานอาจารย์ครับ ดูสารบัญแล้วมีหัวข้อที่กระตุ้นต่อมอยากอ่านมากเลยครับ
ก็มีงานประเมินที่ต้องอ่าน และมีคนชอบมาถามว่าตอนเช้าจะใช้งานต้องรีบตอบครับ
เด็กๆไม่ค่อยคิด ต้องค่อยๆสอนไปครับ
เช่น http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/206252?page=6
และ ต้องคอยช่วยคนคิดสั้นใน
http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/134839?page=5
ก็ทำเท่าที่ทำได้ครับ
ขอบคุณครับที่มาแลกเปลี่ยน
สวัสดีครับ อาจารย์แสวง
ยินดีมากๆ เลยครับที่ได้พบอาจารย์ และได้ทานข้าวรสชาติอร่อยฝีมือของอาจารย์ด้วย ;-)
ชอบมากเลยช่วงที่อาจารย์ซักถามท่านผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ได้คำตอบตรงประเด็น และมีมุมมองหลากหลาย มีลูกล่อลูกชนในการถามสลับแซว ^__^
ส่วนนี่ก็อีกหนึ่งความประทับใจของผม รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่อาจารย์มาร่วมพับกระดาษด้วยกันครับ
ขอบคุณครับ
อยากถามว่าจะไปโหลดเอกสารวิธีพับได้ที่ไหน
ผมลองมาพับเองยังหลงทางอยู่ครับ
ดูเหมือนง่ายแต่ไปไม่ถูก
มันเป็น Tacit จริงๆครับ
สวัสดีครับ อาจารย์แสวง
วิธีพับดูได้จากเว็บนี้ครับ
โอริงามิ : http://portal.in.th/origami
แล้วเข้าไปตรงนี่ แบบพับที่คุณอาจสนใจ
ตัวอย่างแบบพับที่อาจารย์ได้ลองพับแล้ว (เท่าที่ผมทราบ)
ปากขยับได้ : http://gotoknow.org/blog/origami/123257 (มี link ไปยังคลิปใน YouTube)
นกกระพือปีก : http://gotoknow.org/blog/origami/106688 (แบบพับต่างจากที่เราพับนิดหน่อยตรงส่วนหาง แต่กลไกการขยับปีกเหมือนกันเปี๊ยบครับ)
หวังว่าไปขอนแก่นคราวหน้าจะได้พบอาจารย์อีก และได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียง-ครบวงจร จากอาจารย์ครับ
ขอบคุณมากครับ
คงได้พบกันอีกครับ
อ่ะ ครับเรื่องนี้เห็นด้วยเป็นที่สุด ผมเคยมีประสบการณ์มาก็หลายครั้ง
ร่างกายนี่หล่ะครับ ล่าสุดก็เกิดกับเท้า อันแสนสำคัญ
เหตุเกิดเพราะว่าสภาพของความไม่ปลอดภัยของสถานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
โดนกระเบื้องบาดขาเย็บไป สามเข็มครับ
เวลาเดินไม่ได้นี่ลำบากมาก ๆ สองสามวันแรก มือบวม แขนหนีบเจ็บ แสบไปหมด
ต่อเมือได้กลับมาเดินอีกครั้ง ก้าวแรกที่ย่าง ใจก็วูบอุ่น ๆ พร้อมก้บความรู้สึกว่า มันช่างแสนวิเศษจริง ๆ ที่เราเดินได้
ขอบคุณที่มีขา ขอบคุณที่เจ็บขา ขอบคุณที่คิดได้...
การมีขา การเดินได้นี่วิเศษจริง ๆ ครับ
ครับ นี่แหละความจริงในชีวิตเรา
คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมด้วย ไม่ค่อยเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี
กลับพยายามไปยกย่องสิ่งที่เราไม่มี ว่าวิเศษวิโส (ถ้าแค่มีโอกาสมีบ้าง)
แต่ลืมไปเลยว่าสิ่งที่เรามีใช้อะไรได้บ้าง ในบทบาทใกล้เตียงกัน
ถ้าเราเริ่มคิดดังนี้
เราจะพึ่งตัวเองได้มากขึ้น และลำบากน้อยลง
และเห็นคุณค่าในตัวเรามากขึ้นครับ
ขอแสดงความยินดีกับการค้นพบตัวเอง
ขอให้ค้นพบไปเรื่อยๆ เพราะนั่นตือการเพิ่มตวามภาตภูมืใจในสิ่งที่เรามีครับ
เกียรติ์ และศักดิ์ศรีของเราอยู่คงนี้แหละครับ