สรรพสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ ธรรมชาติได้ประทาน ให้ติดตัวมาอย่างหนึ่งก็คือ สัญชาติญาณแห่งการดำรงเผ่าพันธุ์ คนเราก็เช่นเดียวกัน การที่จะดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อๆกันไปนั้น มีคำกล่าวถึงการเลือกคู่ มาช้านานว่า “ ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ ดูให้แน่ๆ ต้องดูถึงยาย “ ที่โบราณกล่าวไว้อย่างนี้... ผมขออนุญาต ไม่ขยายความ แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ สภาพทางสังคมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก..การเลือกคู่..น่าจะลองมาใช้หลักการสมัยใหม่ๆ ดูบ้าง ก็คงจะดี..น๊อ เริ่มต้นจาก................ ขั้นตอนที่ ๑. น่าจะตั้งหลักเกณฑ์การคัดเลือกและเกณฑ์การชี้วัด เสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น ๑.๑ รูปร่างหน้าตา..จะเอาอย่างไร จะต้องหล่อหรือขาวสวย หมวยอึ๋มขนาดไหน จะใช้เกณฑ์ชี้วัดซักกี่ระดับ กี่ดาว ลองๆ ตั้ง ลองกะเกณฑ์ดู ไม่เห็นจะเสียหายอะไร... ๑.๒ การศึกษา..จะเอาสูงต่ำมากน้อยขนาดไหน ใช้เกณฑ์วัดกี่ดาวดี ๑.๓ นิสัยใจคอ อารมณ์ ทัศนคติ วิสัยทัศน์ ฯ.. ๑.๔ ฐานะ.......................... ๑.๕ สุขภาพ โรคประจำตัวหรือมีโรคทางกรรมพันธุ์อะไรบ้าง เช่นโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคSLE(Systermic Lupus Erythrematosus)โรคพร่องเอนไซม์ G6PD หรือ Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย(Thalassaemia)….ฯลฯ องค์ประกอบของโรคภัยนี้ จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวที่มั่นคง ในวันข้างหน้ามากน้อยแตกต่างกันไป ... และอีกมากมาย ...ตั้งองค์ประกอบและเกณฑ์ชี้วัดตามใจชอบ..ให้เหมาะสมและพอใจมากที่สุด.. ขั้นตอนที่ ๒ ดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบหาข้อมูลทั้งทางลับและเปิดเผย ทั้งตื้นและลึก ขั้นตอนที่ ๓ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์/สังเคราะห์ โดยลองๆ เอา SWOT Analysis เป็นตัวตั้ง แล้วใช้หลักการคิดเชิงวิเคราะห์กับเชิงสังเคราะห์(Analytical & Synthesis-Type Thinking) มาประยุกต์ใช้ กล่าวคือ การนำองค์ประกอบจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งหมดข้างต้น มาหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล เพื่อค้นหาสิ่งที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการดึงองค์ประกอบทั้งหมด มาถักทอหล่อหลอม ให้อยู่ภายในความฝันหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ..จะทำให้เราเห็น สิ่งที่เป็นจริง ออกจาก สิ่งที่ไม่จริง สิ่งที่เสมือนจริง ออกจาก สิ่งที่จริง สิ่งที่น่าจะเป็น ออกจาก สิ่งที่จะต้องเป็น นั่น!.. หมายถึงความมีศักยภาพ/คุณภาพ ชัดขึ้น. ยกตัวอย่าง(สมมติ)โดยมีเพดานคะแนนที่+๕ ถึง -๕ เช่น..ผู้หญิงที่ดูๆ และเล็งเอาไว้..เป็นคู่ชีวิต มี ๒ คน คนที่ ๑ สวย ขาวเพรียว จบป.ตรี ไฮโซหน่อยๆ งานบ้านไม่เป็น บรรพบุรุษเป็นเบาหวาน...ฯ ส่วนคนที่ ๒ ผิวคล้ำ จบ ป.โท. เป็นคนขยัน งานบ้านดี ไม่มีโรคทางพันธุกรรม....เมื่อแยกโดยใช้SWOT นำข้อมูลลงดังนี้.. ๒.๑ จุดแข็ง จุดเด่น จุดดี(Strengths) คนที่ ๑ จุดแข็ง คือ.สวยให้ +๕ การศึกษาให้ +๒.๕ ส่วนคนที่ ๒ จุดแข็งคือ การศึกษาให้ +๓.๕ ขยันงานบ้านดีให้ +๔..ไม่มีโรคทางกรรมพันธุ์ ให้ +๕ .....ฯ ๒.๒ จุดอ่อน จุดด้อย(Weaknesses) ทำเช่นเดียวกับ ข้อ ๒.๑ แต่เป็นเรื่องของจุดด้อย จุดอ่อน.ให้คะแนนติดลบ เช่น คนที่ ๑ งานบ้านไม่เป็นให้-๒ มีโรคทางกรรมพันธุ์ให้-๕ ส่วนคนที่ ๒ ขี้เหร่(สวยน้อยกว่า)ให้-๔ ฯ เป็นต้น… ๒.๓ โอกาส(Oppoturities) เป็นปัจจัยภายนอก ถ้าจะวัดเป็นเกณฑ์ให้คะแนนน่าจะให้เป็น+ ยกตัวอย่างเช่น การได้รับสนับสนุนจากพี่น้อง คนที่ ๑ ไม่มี คะแนน +๐ ส่วนคนที่ ๒ พี่น้องทั้ง ๒ ฝ่ายรู้จักกัน สนับสนุนเกื้อกูลกัน คะแนนเป็น+๕ ..อย่างนี้เป็นต้น..ฯลฯ ๒.๔ สิ่งกีดขวางหรืออุปสรรค(Threats) คะแนนที่ให้เป็นเกณฑ์ชี้วัด ควรเป็น - ยกตัวอย่างเช่น คนที่ ๑ ทำงานอยู่ต่างประเทศ ย้ายมาไทยไม่ได้ ให้คะแนนที่-๕ คนที่ ๒ ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกัน ให้คะแนน -๐ . เสร็จแล้ว..ลองนำมาถักทอ-หล่อหลอมจากองค์ประกอบทั้งหมด ว่าใครได้คะแนนจากเกณฑ์ชี้วัดหรือสรุปรวม เหมาะสม มากกว่ากัน.ระหว่างคนสวยมาก กับคนสวยน้อย... ที่เสนอมานี้..ก็เป็นแนวทางหนึ่งในหลายๆวิธีการ ที่พอจะนำไปใช้และเป็นวิธีการที่คิดเล่นๆ สนุกๆอิงวิชาการ.. ที่จะพอจะคัดแยก แหวก ร่อนหาคู่ใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ผมไม่รู้ว่ามันผิดถูกและจะเกิดผลที่ได้ ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่... เพราะเครื่องมือเหล่านี้ ยังไม่เคยได้ทราบข่าวว่า เอามาใช้ในการคัดเลือกคนมาเป็นคู่ซักที...ยังไม่ผ่านการทดสอบ ทดลองมาก่อน...ถ้าจะส่งให้หน่วยงาน.รับรอง...ก็ไม่กล้าเสนอไป...... แต่หากท่านใด ..จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงๆ.ทั้งเรื่อง การดำรงชีวิตประจำวัน การบริหารงานโครงการหรือการบริหารองค์กร ก็สามารถใช้ได้ครับ...แต่ที่เอามาใช้กับการหาคู่..ต้องขอบอกตรงๆ ครับ..ว่า ..ไม่รู้เขียนบันทึกมาได้อย่างไร....อิอิ สำหรับตัวผมนั้น การเลือก..ทำพันธุ์. ผมเลือก..ทั้งสวยและดี..อย่างนี้ครับ... ๑.ต้องมีน้ำหนัก ไม่เกิน ๐.๖-๑ กิโลกรัม หรือเส้นผ่าศูนย์กลางของลูกไม่เกิน ๗ นิ้วจะซื้อง่าย-ขายคล่องมากกว่า เพราะราคาต่อลูกจะไม่แพง พอเหมาะกับการใช้ทำกับข้าวและทำขนมสังขยาแต่ละครั้ง หากใหญ่กว่านี้ จะต้องผ่าแบ่ง ทำให้เสียหายง่ายและยากแก่การเก็บรักษา ๒.ผิวภายนอกขรุขระ ผิวเปลือกแข็งหนา จะเก็บรักษาได้นาน โรคเน่าจะเข้าทำลายทางผิว ทำให้ผลเน่าน้อยกว่าผิวเปลือกบาง ที่สำคัญ ระหว่างการขนส่ง จะเสียหายน้อย ๓.รูปทรง แป้นเล็กน้อย ต้องไม่แบนเตี้ยหรือกลมสูงเกินไป ๔.เนื้อแน่นและเนื้อหนา ๕.ให้ลูกดก ๖.อายุสั้น ๗.มีความต้านทานโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคเน่าคอดิน โรคไหม้ โรคใบจุดฯลฯ ครับ..ผมเลือกของผมอย่างนี้...แล้วท่านล่ะ.. . .จะเลือกคู่ ท่านดูอย่างไร?.. สามสัก ๑๗ ก.ย.๒๕๕๒
ฮะ ฮ่า.....
ชอบ ชอบ...
ท่านสามสักครับ การเลือกพันธ์ ของท่าน ถ้าไม่มีภาพประกอบ ผมปวดหัวแย่เลย (รู้เรื่องเพื่อนถ้ารู้ไม่ตลอดแล้วปวดหัวทุกที) อิอิ
อิอิ รู้แล้ว สเปคคุณสามสักเป็นยังไง
ต้องสัดส่วนพอเหมาะ ผิวดี ไม่กลมแป้นจนเกินไป
(แซวพองามยามเช้าค่ะ)
สวัสดีครับคุณวอญ่า..
สวัสดี ครับ คุณสามสัก
ผมประทับใจคุณ จากสื่อภาพ ที่ทำออกมา ดูหวือหวา มีชีวิตชีวาดี ครับ
อาจารย์ขจิต...คงนั่งยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่
บันทึกนี้ ก็อ่าน...แล้วชวนติดตามจนจบ ได้ความรู้...โดยไม่รู้ตัว
ขอบพระคุณกับบันทึก ดีดี ที่นำมาฝาก ครับ
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วยิ้ม ๆ เลยค่ะ ขำ ๆ ดี
โอ้โห...ช่างคิดจริง ๆ ค่ะ
(^___^)
คุณสามสักคะ
ไม่เคยเห็นจันทน์แดงเหมือนกันค่ะ
ในหนังสือไม้พุทธประวัติ บอกว่าเป็นพืชในสกุล Pterocarpus อันได้แก่ พวกประดู่ ประดู่ป่า อยู่ในวงศ์ Papilioanaceae มีลักษณะเป็นไม้ใหญ่ ดอกเหมือนถั่ว ผลกลมแห้งเป็นฝัก ภายในมี 2 เมล็ด
ครูอ้อยเล็กเลือกเปลือกไม่ขรุขระ..เนื้อแน่นและหนา..เพราะว่าจะแกะสลักได้สวยค่ะ..ไม่ได้เลือกไปทำพันธุ์ค่ะ..ขอบคุณค่ะมาทักทายนะคะ..
อ้าว อ่านไปอ่านไป ทำไมเลือกคู่กลายมาเป็นเลือกพันธ์ฟักทองไปได้
อิอิ ^___^
ผมขอคาระวะงามๆ สัก ๑๐๐ ครั้งในความพยายาม
คุณสามสักคะ...ถ้าต้องอุทานเป็นภาษาแถวบ้านดิฉัน(อีสาน)คงต้องบอกว่า "ป๊าดดดด เขียนออกมาได้จังได๋ ข่อยละงึด" แปลความได้ว่า "โอ้โห...เขียนออกมาได้ไงเนี่ย น่าทึ่งจริงๆ" หากมีโอกาสจะทดลองทำทฤษฎีการเลือกคู่โดยใช้ SWOT Analysis ไปใช้บ้างค่ะ ขอเวลาไปกินยาพาราแก้ปวดกรามก่อน (หัวเราะมากไปหน่อย จนปวดขากรรไกร)
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
ฮาดีนะคะ^^
กลายเป็นเลือกคู่ฟักทองไปได้
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณสามสัก
ช่วงนี้ผมหาใคร ๆ ไม่ค่อยเจอครับ ต้องขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาทักทายท่าน สบายดีเหรอกครับ คิดถึงครับ