แม้จะเป็นเพียงคนรุ่น ๑๔ กุมภา ผมฟังแล้วถึงกับอึ้ง เลือดฉีดพล่าน ขนลุกชัน. ..

    “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า…

    เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ   ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน. ..”

    บทกวีอันลือลั่นของวิสา  คัญทัพ ถูกขับขานเป็นบทเพลง โดยวงสตริงเชมเบอร์ออร์เคสตร้า เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๑  สะกดผู้ชมหลายร้อยคนในหอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ตกอยู่ในภวังค์

    แม้จะเป็นเพียงคนรุ่น ๑๔ กุมภา ผมฟังแล้วถึงกับอึ้ง เลือดฉีดพล่าน ขนลุกชัน. ..
    “เมื่อฟ้าสีทอง” บทกวีที่ถูกนำมาประพันธ์ใส่ทำนองใหม่โดย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข หนึ่งในหลายบทเพลงที่ใช้สำหรับการฝึกซ้อมและแสดงดนตรีของค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี ผู้ดำเนินการคือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักนายกรัฐมนตรี

    ค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ มีเยาวชนผ่านการคัดเลือก (Audition) อย่างเข้มข้น ให้เข้าค่ายจำนวน ๓๗ คน แยกเป็น ไวโอลิน ๒๐ คน วิโอล่า ๗ คน เชลโล่ ๖ คน ดับเบิ้ลเบส ๓ คน และขับร้องสากล ๑ คน แต่ละคนล้วนฝีมือฉกาจฉกรรจ์ แม้ว่าเจ้าตัวเล็กที่อายุน้อยที่สุด เพียง ๘ ขวบก็ตาม

    ในจำนวน ๓๗ คนนี้ แยกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่ม A จำนวน ๒๒ คน เป็นกลุ่มที่มีคะแนนการสอบสูง ถึงคะแนนสูงมาก อีก ๑๕ คน คือ กลุ่ม B เป็นกลุ่มที่มีคะแนนสอบลำดับรองลงมา
    สถานที่เข้าค่ายตลอด ๑๒ วัน คือวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นวิทยาลัยทางดนตรีที่มีความพร้อมที่สุดของประเทศ ทั้ง อาคารสถานที่ บุคลากร เครื่องดนตรี เครื่องไม้เครื่องมือ และบรรยากาศในการทำงาน

    อาจารย์ฝึกสอนเกือบทั้งหมดเป็นอาจารย์ดนตรีที่มีความสามารถสูงและเป็นชาวต่างประเทศ จากนานาชาติ อาจารย์ไวโอลินจากเยอรมัน โคลัมเบีย และลัธเวีย อาจารย์วิโอล่าจากรัสเซีย อาจารย์เชลโลและเบสจากเยอรมันและโปแลนด์ ทำให้การเข้าค่ายมีความเข้มข้นขึ้นมาก

    ถามทีมงานว่า ทำไมต้องใช้อาจารย์สอนชาวต่างประเทศ เมืองไทยไม่มีคนสอนหรือไง ?
    “เครื่องสายตะวันตก มิใช่เครื่องดนตรีในวัฒนธรรมไทย คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญพอที่จะสร้างเด็กให้เป็นคนเก่งได้ ไม่ตั้งใจสอน ไม่เอาใจใส่ ไม่จริงจัง ไม่ตรงเวลา บางคนเป็นแค่นักแสดง...”
    เป็นคำตอบที่ผมได้รับ !!!

    ทีมงานจัดค่ายเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่อยากเห็นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านทักษะทางดนตรีที่เห็นได้อย่างชัดเจน ค่ายนี้จึงเป็นค่ายสำหรับการพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีอย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจัง มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เด็กๆ ในค่ายจึงซ้อม ซ้อม และซ้อม ฝึกซ้อมกันอย่างหนัก...

    ขณะเดียวกันเด็กๆ ก็มีความสุขที่จะเล่นดนตรี เอาจริงเอาจังกับการฝึกซ้อม หากเจออาจารย์ที่ไม่เอาใจใส่ ไม่เก่ง เด็กๆ ก็จะเบื่อที่จะเข้าค่าย ดังนั้นในการจัดค่ายเพื่อคนเก่ง จึงต้องมีอาจารย์ที่เก่ง

    โปรแกรมในแต่ละวันจะเริ่มราว ๑๐.๐๐ น. แต่ละคนจะได้รับการแจกโน้ตเพลง แล้วซ้อมเดี่ยวหรือเรียนเดี่ยวกับอาจารย์ ไปจนถึง ๑๒.๐๐ น. หลังอาหารกลางวัน

    เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. จะเป็นการซ้อมกลุ่มตามประเภทเครื่องดนตรี ได้แก่ ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ และดับเบิ้ลเบส สำหรับนักร้องก็แยกไปเรียนเดี่ยว เด็ก ๆ จะมีเวลาพักราว ๓๐ นาที

    จากนั้นเวลา ๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น. จะเป็นการซ้อมรวมวง โดยจะแยกเป็นวง A และ วง B พวกเขาจะมีเวลาพักรับประทานอาหารเย็นราว ๓๐ นาที แล้วซ้อมรวมวงอีกไปจนถึง ๒๐.๐๐ น. จึงจะได้พัก โปรแกรมเป็นเช่นนี้ตลอดระยะเวลาการเข้าค่ายฯ

    แม้ว่าการฝึกซ้อมและถูกเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก แต่ก็ไม่มีใครถอย ทุกคนยังอยู่ร่วมซ้อมกันอย่างเอาจริงเอาจัง แววตายังแจ่มใส เปล่งประกาย รอวันที่จะได้ขึ้นเวทีเล่นคอนเสิร์ต แสดงความสามารถของตนเองต่อหน้ามิตรรักแฟนเพลง ซึ่งหลายคนคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต

    วันที่ทุกคนรอคอย คือวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๑ วันที่ทุกคนจะได้ขึ้นแสดงดนตรี...

    บ่ายแก่ๆ ผู้คนทยอยเข้าหอแสดงดนตรี บัตรเข้าชมซึ่งเตรียมไว้จำนวนไม่น้อย หมดลงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มต้น กระนั้นก็ยังมีผู้คนทยอยมาเรื่อย ๆ แม้ไม่ถึงกับแน่นขนัด แต่ผู้ชมก็มากเอาการ  ส่วนใหญ่เป็นญาติสนิทมิตรสหายนักดนตรี และบรรดาแขกเหรื่อสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน. ) ผู้ให้การสนับสนุน

    การแสดงเริ่มขึ้น เวลา ๑๖.๐๐ น. เป็นการบรรเลงดนตรีโดยวง B จำนวน ๒ เพลง คือ เพลง Concerto Grosso No.4 ประพันธ์โดย Arcangelo Corelli  และเพลง Eine Kleine Nachtmusik, K.525 ประพันธ์โดย  Wolfgang Amadeus Mozart อำนวยเพลงโดย ร้อยเอกประทีป  สุพรรณโรจน์

    ช่วงที่สอง เป็นการแสดงรวมวง A และ B อำนวยเพลงโดย Claude Villaret สองเพลงแรก เป็นเพลงขับร้อง ผู้ขับร้องคือ นางสาวเฟื่องลดา ประวัง ได้แก่ เพลง L’a,our est un oiseau rebelled” (Habanera from Carmen) ประพันธ์โดย Georges Bizet และเพลงฟ้าสีทอง บทกวีของวิสา คัญทัพ อีกสองเพลงถัดมาเป็นเพลงไทย คือเพลงคุณหลวง และเพลงศรีอยุธยา

    ช่วงที่สาม หลังจากพักแล้ว ๑๕ นาที เป็นการแสดงของวง A อำนวยเพลงโดย Claude Villaret บรรเลงเพลง Serenade E-dur für Strechorchester, Op.22 ประพันธ์โดย Anton Dvorák

    ผลงานจากการเข้าค่ายดนตรีในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นแสดงดนตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้แล้ว บรรดานักดนตรีตัวน้อยจากวง A จะทำการบันทึกเสียงเพื่อผลิตเป็นแผ่นเสียงเพลงคลาสสิก เพลงไทย และเพลงพื้นบ้านไทย เพื่อนำไปเป็นตัวอย่างและมาตรฐานของการทำค่ายดนตรีในประเทศไทย รวมทั้งยังจะเดินทางไปแสดงดนตรีในงานประชุมวิชาการดนตรีนานาชาติที่เมืองโบลอณญ่า ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ อีกด้วย

    การสนับสนุนงบประมาณในการจัดค่ายของสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน. ) ในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการบุกเบิกสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง และหากยังสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยน่าจะพึ่งตนเองได้มากขึ้น พึ่งอาจารย์ชาวต่างชาติน้อยลง และในเวลาไม่นานนักเราอาจจะได้เห็นเด็ก “ค่าย” ยกระดับเป็นอาจารย์สอนดนตรีที่มีความสามารถสูง เป็นกำลังหลักของวงการดนตรีบ้านเรา อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และทัดเทียมนานาชาติ