“...ตอนนั้นอาจารย์ป้อม เป็นรองคณะบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คิดว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาใช้ชีวิตไม่ประมาท ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เลยเริ่มต้นจากกิจกรรมรับน้อง เพราะที่คณะวิจิตรศิลป์ แต่ก่อนการน้องจะมีวันหนึ่งที่จะให้นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม ให้เขารู้ว่าจริงๆ ชีวิตก็มีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะบางคน บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง แล้วหันไปพึ่งพาเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดต่าง ๆ ฯลฯ กิจกรรมนี้น่าจะทำเขาให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตของเขาได้...”
     กาดต้นพยอม ตลาดสดของชาวเชียงใหม่เย็นนี้คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายดังเช่นทุกวัน...
     หนุ่มสาวผู้มีอาการครบถ้วนกว่า ๑๐ คน ต่างคนต่างพาตัวเองเคลื่อนไปในตลาด ซึ่งหากเป็นการย่างกรายเข้าไปในภาวะปกติ ก็คงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่มาจับจ่าย แต่เพราะมิใช่เหตุการณ์ปกติด้วยพวกเขาเคลื่อนตัวเองอยู่บนรถวีลแชร์ รถเข็นสำหรับผู้พิการ จึงได้รับความสนใจจากบรรดาผู้คนในตลาดไม่น้อย เป็นสีสันให้ตลาด
     เหตุการณ์ดังนี้ หากเป็นผู้พิการผู้ช่ำชองการใช้รถวีลแชร์ แม้จะมีความยากลำบากในพื้นที่ที่มิได้เตรียมไว้รองรับสำหรับผู้พิการ แต่ก็คงไม่ทุลักทุเลเท่า แต่พวกเขา... ทางเดินขรุขระบางช่วง พื้นต่างระดับเพียงองคุลี ก็นำพาตัวเองไปได้อย่างยากเย็น มีเพียงบางคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้าง
     หนุ่มสาวเหล่านี้ได้รับโจทย์จากกิจกรรมที่เข้าร่วม ให้เข้าไปซื้อของในตลาดสดในยามเย็นที่ผู้คนจอกแจกจอแจ ซึ่งมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องนั่งบนรถวีลแชร์พาตัวเองเข้าไปปฏิบัติภารกิจตามโจทย์ และมิให้ร้องขอความช่วยเหลือใด ๆ จากใคร เว้นแต่ละได้รับความเมตตาจากผู้พบเห็นโดยสมัครใจ ทั้งนี้มีเพื่อน ๆ ของเขาอีกจำนวนหนึ่งเฝ้าสังเกตุความเป็นไปทั้งบรรดาเพื่อน ๆ ที่เคลื่อนตัวไปบนรถเข็น อากัปกิริยาของผู้คนในตลาด รวมทั้งพื้นที่ในตลาดเมื่อมีการใช้รถวีลแชร์พาหนะของผู้พิการ
     เหตุการณ์จำลองในสถานการณ์จริงนี้ เป็นกิจกรรมที่ต้องการให้กลุ่มนักศึกษาผู้นำองค์กรในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้มีอาการครบสามสิบสอง ได้เข้าใจสภาพปัญหาของผู้พิการที่ต้องเผชิญในการดำรงชีวิต รวมทั้งตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้พิการได้ช่วยเหลือตัวเองได้สะดวกและมากขึ้น ฯลฯ กิจกรรมหนึ่งในค่ายเพื่อนผู้พิการ ของ “ชมรมเพื่อนคนพิการ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    
     ย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๕๔๗...
     คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักศึกษา ให้ได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของชีวิต มีสติและรอบคอบในการตัดสินใจและการใช้ชีวิต เข้าใจและอาทรปัญหาของสังคม กระตุ้นให้มีสำนึก “จิตอาสา” ที่จะทำความดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสังคม
     เพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการบรรลุภารกิจข้างต้น จึงได้จัดทำโครงการอบรมจริยธรรม “เรียนรู้ชีวิต” ในลักษณะค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการขึ้น เริ่มต้นในสมัยที่ อาจารย์ป้อม หรือ ผศ.อัศวิณีย์ หวานจริง เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา โอ๊ด – อวิรุทธ์ ทรัพย์วิวัฒนา อดีตนายกสโมสรนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ เล่าถึงที่ไปที่มาของกิจกรรมดังกล่าวว่า
     “...ตอนนั้นอาจารย์ป้อม  เป็นรองคณะบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คิดว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาใช้ชีวิตไม่ประมาท ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เลยเริ่มต้นจากกิจกรรมรับน้อง เพราะที่คณะวิจิตรศิลป์ แต่ก่อนการน้องจะมีวันหนึ่งที่จะให้นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม ให้เขารู้ว่าจริงๆ ชีวิตก็มีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะบางคน บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง แล้วหันไปพึ่งพาเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดต่าง ๆ ฯลฯ กิจกรรมนี้น่าจะทำเขาให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตของเขาได้...”
     กิจกรรมดังกล่าว ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดอาสาสมัครเพื่อนสังคมเข้ากับการสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งได้เชิญผู้พิการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ชีวิตด้วย
     ผลสำเร็จจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว นำไปสู่การจัดตั้ง “ชมรมเพื่อนคนพิการ” คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ดอย - สักก์สีห์ พลสันติกุล รับตำแหน่งเป็นประธานชมรมคนแรก
     จากนั้น ในปีต่อ ๆ มา การรับน้องใหม่ก็จะมีกิจกรรมลักษณะนี้เรื่อยมา และในปี ๒๕๕๐ ได้ขยายผลไปดำเนินการร่วมกับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนกระทั่งมีนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกชมรม อีกทั้งสักก์สีห์ เข้าไปทำงานให้กับองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเพื่อให้ชมรมได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ชมรมเพื่อนคนพิการ จึงโอนไปสังกัดกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๑
     หลังจากชมรมย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัย ก็มีสมาชิกชมรมเพิ่มมากขึ้น นอกจากคณะวิจิตรศิลป์และคณะนิติศาสตร์แล้ว ยังมีนักศึกษาจากคณะเทคนิคการแพทย์ และคณะวิทยาศาสตร์ มาร่วมด้วย
     แม้จะชื่อ “ชมรมเพื่อนคนพิการ” แต่ชมรมก็มิได้สนใจเพียงแค่ปัญหาเกี่ยวกับคนพิการเท่านั้น การช่วยเหลือผู้พิการ เป็นเพียงกิจกรรมรูปธรรมที่ทำให้ “จิตอาสา” ในตัวสมาชิกเบ่งบานและเติบโต เป็นเงื่อนไขที่ทำให้สมาชิกได้เรียนรู้และเข้าใจชีวิต เห็นคุณค่าของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ดังที่ อวิรุทธ์ กล่าว
     “...ชื่อชมรมมาจากกิจกรรมครั้งแรก ที่ได้เรียนรู้กับผู้พิการ จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์ที่แท้ของชมรมคือการให้สมาชิกใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีจิตอาสา มีจิตสาธารณะ เราไม่ใช่สนใจแต่ประเด็นผู้พิการเท่านั้น ปัญหาสังคมอื่น ๆ เราก็ใส่ใจ แต่เรื่องผู้พิการเป็นจุดเริ่มต้นของเรา...”
     เพื่อให้กิจกรรมชมรมฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๕๑ ชมรมฯ จึงได้จัดทำโครงการค่ายเพื่อนผู้พิการ ขึ้น โดยยังคงมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้ชีวิต เข้าใจถึงปัญหาของสังคมที่มีอยู่จริงและสามารถนำมาพัฒนาในรูปแบบจิตอาสา รู้จักช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต มีความสุขที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ แล้วส่งขอรับการสนับสนุนทุนดำเนินการภายใต้ชุดโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านเครือข่ายพุทธิกา
     โครงการฯ ได้รับการพิจารณาสนับสนุนทุนจากเครือข่ายพุทธิกา นอกจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทางชมรมยังใช้เงื่อนไขการดำเนินงานนี้เสริมสร้างทัศนคติต่าง ๆ อาทิ การใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุเพียงอย่างเดียว เชื่อมั่นในความเพียรของตน นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อส่วนรวม ฯลฯ