ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

          วันนี้วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ศูนย์มะเร็งอุดรฯมีงานบุญใหญ่ประจำปีค่ะ วันเกิดศูนย์มะเร็งฯครบ 10 ปี เมื่อเช้ามีโอกาสได้ใส่บาตรด้วยค่ะ

พอมาเช็คเมล์ตอนเที่ยงๆเพื่อนคนนึงส่งเมล์นี้มาให้ อ่านแล้วอยากให้หลายๆคนได้อ่านด้วยค่ะ ^___^

ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

1. นิมนต์พระ
หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว
เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา
การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่
ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี
รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน
การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว
ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า

"ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ  นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก)
มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์" (เอ่อ โยม อาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว)
การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ
โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย - -")
การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย
ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่

ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา

หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ
อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก

แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง"

ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face
โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร

เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์
หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ

2. จบ
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ
การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน
การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป
เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอ้เราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ

โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก
นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า?"

3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า
จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้า

คือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน
เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า

แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้า
ซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น
บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" (สูงกว่าเดิมอีก)
บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท

พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)
เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ

พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควรถอดรองเท้าใส่บาตรนะ"
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ

อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร
อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล (เรื่องขำขันขณะฉันเพล)
พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่

4. ใส่บาตร
อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตร
สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า
บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร
พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป
พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร

ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ
ก็ฝากด้วยนะครับ เด๋วทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ
นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ

ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า
เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น

ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี
ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป
เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี"
กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า
แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" (อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ)
คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักมากกกก

จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง"
การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม
โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด

พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!!

นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก

(วางดีๆก็ได้ 55)
ขั้นตอนต่อไปคือ

5. รับพร
หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร
เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ

โดยอาจยืนหรือนั่งยองๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม
เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ

ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว
(ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม

(ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก))
ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม
ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป

การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้
ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ
ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ขีดๆ เขียนๆ ร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่า ^^



ความเห็น (9)

เขียนเมื่อ 

คนแรกใส่ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หอมๆ คนที่สองใส่ขนมห่อใบตองกลัดด้วยไม้ไผ่(ไม้จิ้มฟัน) คนที่สามใส่น้ำดื่มที่บรรจุในถุงพลาสติก ก่อนใส่บาตรต้องคิดให้รอบคอบด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

สวัสดีค่ะคุณบวร

การใส่บาตรเราต้องคิดให้รอบคอบจริงๆด้วยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ ^___^

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณครูอรวรรณ

ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ^___^

แล้วพบกันที่ขอนแก่นค่า

เขียนเมื่อ 

ถ้าเพื่อน บวชเป็นพระ

เรียกว่า อะไรครับ

หลวงเพื่อนจะได้มั้ยครับ อิอิ

เขียนเมื่อ 

ถ้าเพื่อน บวชเป็นพระ

เรียกว่า อะไรครับ

หลวงเพื่อนจะได้มั้ยครับ อิอิ

สวัสดีค่ะคุณตาหยู

นั่นสิคะ ยังคงสงสัยเหมือนกันค่ะ อิอิ

หลวงเพื่อนเหรอคะ น่าจะได้มั้ยคะ 555

ตอนน้องชายบวชก็ยังคิดเหมือนกันว่าจะต้องเรียกว่าหลวงน้องหรือไม่

เลยไม่ค่อยกล้าคุยด้วยไปเลยค่ะ แหะๆๆ

เหตุผลเพราะไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีนี่เอง

เขียนเมื่อ 

สวัสดี คุณหมอฮานะ

เรียกอะไรก็ได้แต่ อย่าเรียกตัวเองว่าอาตมาก็แล้วกัน ถ้าเรียกตัวเองอาตมาพระจะไม่มีคำเรียกสรรพนามแทนท่านเอง เรื่องใส่บาตรก็ดีนะ บางคนไปใส่บาตรวันเกิดตัวเองใส่บาตรเสร็จก็บอกพระให้พรวันเกิดด้วย(โดยเฉพาะคุณหมอฮานะ) พระก็เคยแต่ให้พร อายุ วรรโณ สุขัง พลัง พอมาขอพรวันเกิดก็ไม่รู้จะให้ยังไง จำได้แต่สมัยเป็นเด็กก็ว่าเลย แฮปปี้เบริดย์เดทูยู แฮปปี้เบริดย์เด แฮปปี้เบริดย์เด แฮปปีเบริดย์เดเดเด ทูยูๆๆๆๆๆๆๆๆ สุขังพลัง

สวัสดีค่ะคุณหม่อมนักบิณ

อิอิ ข้อนี้ต้องจำดีๆค่ะ เรียกอะไรก็ได้แต่ห้ามเรียกตัวเองว่าอาตมา อิอิ

ไม่งั้นพระท่านจะลำบาก

แหมๆๆๆ บทสวดคุ้นๆนะคะ แฮบปี้เบิร์ทเดย์ทูยู สุขังพลัง คุ้นๆๆๆๆ 555