เมื่อคืนฝนตกพรำๆตลอดทั้งคืน ออกมานั่งที่ระเบียงมองสาฝนผ่านกระจกใส แล้ววิจัยลมเข้าออกไปพร้อมๆกัน มาถึงตอนเช้าสดชื่นแจ่มใสตามธรรมดาของฟ้าหลังฝน บันทึกนี้เล่าต่อจากบันทึกที่แล้ว
http://gotoknow.org/blog/032012/295831
แบบรวบรัดตัดตอนให้จบ(เดี๋ยวคนอ่านจะเบื่อ)หลังจากผ่านพ้นพรรษาแรกไปแล้วก็ต้องคอยรับกฐินและสอบนักธรรม หลังจากนั้นใครจะลาสิกขาก็ว่ากันไป
แต่ธรรมฐิตต้องการจะหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในศาสนานี้เลยลาหลวงปู่เพื่อออกแสวงหาความรู้ไว้เป็นอาวุธในการเข้าสู่วิถีแห่งศาสนานี้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาความคิดเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ไม่เคยคิดมาก่อน ก็ดิ้นรนศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งการปฏิบัติในสถานที่ต่างๆถือว่าไปมาทั่วประเทศทั้งยังมีโอกาสไปหาความรู้มองโลกทัศน์ในต่างประเทศอีกหลายประเทศ พอมองธรรมชาติเป็นขึ้นมาหน่อยก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำเรื่อยมาจนไม่นึกถึงเรื่องที่จะลาสิกขา เลยอยู่มาได้ทุกวันนี้ เพราะมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ อาจจะไม่ใช่สุขอันพ้นโลกียวิสัยแต่ก็พยายามเพื่อจะเรียนรู้เท่าทันมันทุกเมื่อเชื่อวัน พร้อมทั้งมอบกายถวายชีวิตนี้ให้แด่พระรัตนตรัยเพื่อทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตนและส่วนร่วมสืบต่อไป เพื่อจะได้แบ่งบันสิ่งที่บังเกิดมีจากการเรียนรู้ธรรมชาติผ่านพระพุทธศาสนาให้แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกรูปนามจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง
ก่อนไปขอฝากสิ่งสะกิดใจไว้ระลึกในวิถีชีวิตประจำวันขอรับ..
มีเรื่องเล่าว่า...
มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...
จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...
ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน...
ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา...
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...
ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...
ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...
มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม..
เราอยากสวย...อยากทันสมัย...
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่..
ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า.ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...
๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...
ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น.
ปัจจุบัน...
เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...
คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...
ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...
ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา.
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง
ท่านละเล่นเกมไล่งับเนื้อบนหลังอยู่บ่อยๆหรือเปล่า

ธรรมะสวัสดีขอรับ..
กราบนมัสการค่ะหลวงพี่
แวะมาอ่านบันทึกต่อจากคราวที่แล้ว....ชอบเรื่องเล่าทั้งหมาขี้เรื้อนแล้วก็เกมล่าเนื้อค่ะ
ตอนนี้กำลังพยายามฝึกฝนตนเอง พยายามที่จะมีสติ เพื่อที่จะตามความคิดอารมณ์ของตนเองให้ทัน แต่ยังต้องฝึกฝนอีกมาก
ขอบพระคุณสำหรับบันทึกธรรมะดีๆ ที่ช่วยเตือนสติในแต่ละวันนะคะ ^-^
มาน้อมนำธรรม ไม่เบื่อครับผม สาธุ
มาน้อมนำธรรม ไม่เบื่อครับผม สาธุ
บางครั้งเราเห็นกริยาอาการของมันแล้วก็ได้แต่หัวเราะเพราะเราไม่ได้นำมาพิจารณา
เลยประยุกต์เข้ากับมันไม่ได้..สิ่งดีๆมีอยู่ทั่วทุกแห่งถ้าเรารู้จักคิดสักนิด
สาธุ blue star ขอรับ..
ขออนุโมทนาทานบวรขอรับ..