“ศรัทธาคือความเชื่อ ความซาบซึ้ง ไม่ใช่ความรู้ แต่อาจเป็นทางเชื่อมนำไปสู่ความรู้ได้เพราะศรัทธามีลักษณะเป็นการยอมรับความรู้ของผู้อื่น ฝากความไว้วางใจในปัญญาของผู้อื่น ยอมพึ่งและอาศัยความรู้ของผู้อื่นหรือแหล่งแห่งความรู้นั้นเป็นเครื่องชี้นำแก่ตน ถ้าผู้มีศรัทธารู้จักคิดรู้จักใช้ปัญญาของตนเป็นทุนประกอบไป ศรัทธานั้นก็สามารถนำไปสู่การเจริญปัญญาและการรู้ความจริงได้…”

“รู้ทุกข์  จึงเห็นธรรม”  คำนี้ ผู้เขียนเคยได้ยินมานานมากนับสิบกว่าปี ทบทวนโดยใช้สติปัญญาทางโลกคิดเท่าไหร่ก็เข้าใจในระดับหนึ่ง  นั่นเป็นเพราะเรามักจะควานหา “สิ่งไม่รู้” ด้วยการหาเหตุผล อาศัยตรรกะจากตำรา อ้างอิงผู้รู้มาอรรถาธิบาย

 

เราค้นหาสิ่งยึดเหนี่ยว เชื่อมโยงสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ตามความเชื่อถือหรือศรัทธาของเราเอง   เราไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง ตามสิ่งที่ประจักษ์จากการรู้แจ้งภายในตัวเอง

 

จากประสบการณ์ผ่านความทุกข์มาแล้วเช่นเดียวกับหลาย ๆ ท่าน  ผู้เขียนมองเห็น “คุณค่าของความตาย”  นอกเหนือจากความทุกข์เศร้าเพื่อเป็นบทเรียนชีวิต   เราก็ควรมองเห็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสถึงแก่นแกนก้นบึ้งของความไม่มีอะไร

 

ผู้เขียนมักจะถูกคนรอบตัวมองว่าเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เนื่องจากสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว หนุ่มสาวที่เข้าวัดมีน้อยมาก    หากเปรียบเทียบกับสมัยนี้นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่ายกย่องและยินดี    เห็นคนไปวัดมากมาย หลายวัย จนหมดความสงสัยอีกต่อไปว่าเพราะถึงวัยชรา หรือได้รับทุกขเวทนาเท่านั้นหรือจึงเข้าวัด   เหตุผลนี้ คงใช้อ้างไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

 

ผู้เขียนขอเริ่มต้นเล่าเรื่องผ่านภาพบรรยากาศการเดินทางไปวัดในเดือนกันยายนนี้

 

 

         วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

 

                    

 

            

        

 

              

          

            

   

           

จากการสอบถามคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้เขียน  หลายคนไปวัดเพราะศรัทธา มีฉันทะที่จะเข้าถึงแก่นธรรมมากกว่าแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการยึดเหนี่ยวจิตใจ  โดยอาจจะด้วยจากการเผยแพร่หลักธรรมที่เข้าถึงจริตของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่

 

 

                ผู้เขียนเดินทางไปวัดสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี

 

     ณ ที่แห่งนี้ ได้พบกับคุณ Phornphon P  กัลยาณมิตรที่เดินทางมาบนเส้นทางเดียวกัน ตามรอยไปอ่านบันทึกนี้ได้ค่ะ "การพบกันที่ไม่บังเอิญ"

         http://gotoknow.org/blog/phornphon/295345

      

 

   

           

           

  

        

                

         

         

            

         

       

     

           

การที่เราน้อมนำธรรมใส่ตนเริ่มต้นจากการมีศรัทธาเป็นพื้นฐาน  นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่สุดท้ายแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ปัญญาตนเองเป็นทุนและเพิ่มทุนต่อไปด้วยการเจริญภาวนา

 

ความหมายคำว่า “ศรัทธา” จากหนังสือพุทธรรมของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

 

ศรัทธาคือความเชื่อ ความซาบซึ้ง ไม่ใช่ความรู้ แต่อาจเป็นทางเชื่อมนำไปสู่ความรู้ได้เพราะศรัทธามีลักษณะเป็นการยอมรับความรู้ของผู้อื่น ฝากความไว้วางใจในปัญญาของผู้อื่น ยอมพึ่งและอาศัยความรู้ของผู้อื่นหรือแหล่งแห่งความรู้นั้นเป็นเครื่องชี้นำแก่ตน  ถ้าผู้มีศรัทธารู้จักคิดรู้จักใช้ปัญญาของตนเป็นทุนประกอบไป ศรัทธานั้นก็สามารถนำไปสู่การเจริญปัญญาและการรู้ความจริงได้…”

 

ปัญญามาจากการรู้และเห็นแจ้งประจักษ์ได้ด้วยตนเอง โดยปราศจากการอาศัยอ้างอิงจากสิ่งใด   ปัญญาจึงอาศัยศรัทธาเป็นสะพานเชื่อมหรือเครื่องช่วย  มีความเกื้อหนุนกันและกัน ทำให้เห็นธรรมอย่างประจักษ์แจ้ง

 

ปัญญาในที่นี้   ผู้เขียนไม่ขอเริ่มจากการรู้ในสิ่งไกลตัว ขอเพียงแค่รู้กายใจของเรา...สภาวะภายในตัวเอง... สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น  มองเห็นตัวจริงของเรา ไม่ใช่ตัวปลอม

 

                     "ถ้าเราเป็นตัวปลอม จะดับทุกข์ไม่ได้"  

 

เป็นคำกล่าวของท่าน Robert David Larson อดีต สันติกโรภิกขุ   (สัมภาษณ์พิเศษ / โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์  เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 684 วันที่ วันจันทร์ที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2549)

 

"สิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเก่งที่สุด ท่านเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราเป็นตัวปลอมของตัวเอง จะดับทุกข์ไม่ได้ เพราะว่าชีวิตเป็นมายา ต้องเป็นตัวเอง และเป็นตัวเองที่ค่อยๆ ปล่อยวาง ปล่อยวาง แต่ถ้าพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง มันจะปลอม และชีวิตจะสับสนไปหมด การปฏิบัติธรรมต้องอยู่บนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เป็นตัวของรูปแบบ หรือโดยตัวของระบบใดๆ แล้วความเป็นตัวของตัวเองก็ไม่ต้องไปขัดแย้งกับใคร คนโง่เท่านั้นที่จะไปขัดแย้งกับคนอื่น "

 

             มันไม่ง่ายหรอกที่เราจะเห็นตัวจริงของเราการเริ่มต้นที่ดีคือ

                        “ดู ตัวเอง”  ให้มาก ๆ  “เพ่งผู้อื่น” ให้น้อย ๆ 

                                    "หาตัวจริงให้เจอ   ดูให้ถูกตัว" 

                 

 

เมื่อเรา "รู้และเห็นตัวเอง" แล้ว ก็ค่อย ๆ ปล่อยเบา ๆ แล้ววางลงไปเพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของเราตั้งแต่แรกแม้แต่ตัวเราเอง  เพียงแต่ว่าเป็นสิ่งที่เรารู้จากการบอกต่อกันมา ยังไม่ได้เห็นด้วยตนเองเท่านั้น 

 

                                      ----------------------

                   

ความหลงหรือความไม่รู้ 8 อย่าง

1.  ความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ว่าคืออะไร
2.  ความไม่รู้เหตุแห่งทุกข์
3.
  ความไม่รู้การดับทุกข์
4.
  ความไม่รู้ทางแห่งการดับทุกข์
5.
  ความไม่รู้  ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  ในอดีต  (คือมีความเชื่อว่าทุกอย่างเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ไม่มีเหตุก็เกิดได้ )
6.
  ความไม่รู้  ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  ในอนาคต  ( คือมีความเชื่อว่าเมื่อเราตายแล้วสูญ )
7.
  ความไม่รู้  ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ ทั้งในอดีตและอนาคต  ( คือเชื่อว่าไม่มีการกระทำกรรม)
8.  มีความเห็นผิดว่า  มีตัวตน

          --------------------------------------------------