71. การเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล


บริการแนะแนวในโรงเรียน มีการจัดบริการที่จำเป็น 5 ด้าน คือ บริการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล บริการข้อมูลสารสนเทศ บริการให้คำปรึกษา บริการจัดวางตัวบุคคล และบริการติดตามผล...

    วันนี้  ผู้เขียนมอบหมายกิจกรรมโดยให้นักเรียน... ส่ง แบบเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล  โดยให้นักเรียนเข้ามาโหลดเอกสารได้ในบันทึกนี้ เพื่อเก็บรวมรวมข้อมูลเป็นพื้นฐาน ในการดำเนินงานจัดกิจรรมแนะแนวในโรงเรียนต่อไป...(เพิ่มเติม สำหรับ ม.5 กิจกรรม ใครเป็นเช่นนี้...คะ)

    ทั้งนี้ การรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล  เป็นหนึ่งในบริการแนะแนวในโรงเรียน ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง...ในการจัดบริการแนะแนวในโรงเรียน...ผู้เขียนจึงเก็บเอาสาระดีๆ เกี่ยวกับ "การบริการรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล" มาฝากด้วยคะ ขอบคุณข้อมูลจาก..."คอมพิวเตอร์สำหรับนักวิชาชีพจิตวิทยาและการแนะแนว" คะ 

    การบริการรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล หมายถึง บริการรวบรวมข้อมูลรายบุคคล : เป็นงานรวบรวมรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวนักศึกษา ในเรื่องความสนใจ ความสามารถ ความถนัด เจตคติ ลักษณะนิสัย อารมณ์ ฯลฯ พร้อมทั้งสิ่งแวดล้อมของนักศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้ครูรู้จักนักศึกษา และนักศึกษารู้จักตนเองมากที่ สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อนําเอาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการแนะแนว

    หลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล : มีดังนี้ 

     1. ข้อมูลที่ได้ต้องเป็นข้อมูลที่ชัดเจน สามารถเข้าใจได้ง่าย

     2. ข้อมูลที่จัดหาต้องตรงความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่สรรหามาเป็นอย่างดี

     3. เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ล้าสมัย

     4. เมื่อได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างแล้ว ต้องเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันจัดให้เข้าพวก เข้าหมู่อย่างมีระเบียบ

     5. ข้อมูลที่ได้ต้องเก็บเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย เพื่อจะได้สามารถได้ง่ายและสามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วเมื่อต้องการใช้ 

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิที่ใช้ในการจิจัยทางการศึกษา  ได้แก่

     1. การใช้แบบทดสอบ
     2. การใช้แบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติ
     3. การสัมภาษณ์
     4. การสังเกต
     5. การใช้เทคนิคสังคมมิติ
     6. การทดลอง

1. การใช้แบบทดสอบ
       การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบนั้น ผู้วิจัยอาจจะใช้แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง หรือใช้แบบทดสอบมาตรฐานก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้วิจัยจะต้องติดต่อกลุ่มตัวอย่างที่จะไปทำการทดสอบล่วงหน้า มีการนัดหมายกำหนดเวลาในการทดสอบไว้อย่างแน่นอน
       ผู้วิจัยจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่เกิดปัญหาในขณะที่กำลังรวบรวมข้อมูล แบบทดสอบที่จะเตรียมไปนั้นต้องเตรียมจำนวนไปให้พอกับจำนวนผู้สอบ จะคุมสอบเอง
ทั้งหมดหรือจะให้ใครเป็นผู้ช่วยในการคุมสอบ สิ่งเหล่านี้ผู้วิจัยจะต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดเรียกว่า การบริหารการสอบ (Test Administration)

2. การใช้แบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติ
        การรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามนั้นเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการวิจัยเชิงสำรวจมากที่สุด วิธีการส่งแบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติไปถึงกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มประชากรนั้นทำได้ 2 วิธี คือ ผู้วิจัยนำแบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติไปส่งให้กับผู้ตอบ และรับกลับด้วยตนเอง การรวบรวมข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคตินั้น มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดดังนี้ คือ

       ข้อดีของการรวบรวมข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถาม
     1. ประหยัดและรวดเร็วในการรวบรวมข้อมูล
     2. สะดวกในการรวบรวมข้อมูลในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างเป้าหมายอยู่กระจัดกระจาย
     3.ไม่เกิดความลำเอียงจากผู้สังเกต
     4. ในกรณีที่มีคำถามบางข้อที่ผู้ตอบต้องการที่ต้องค้นหาคำตอบจากเอกสาร หรือ หลักฐานบางอย่าง การรวบรวมข้อมูลวิธีนี้ ให้เวลากับผู้ตอบมากพอ
     5. ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นผู้ตอบแบบสอบถามฉบับใด เพราะคำถามบางข้อที่ผู้ตอบไม่อยากตอบถ้าใช้วิธีรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ แต่เต็มใจที่จะตอบแบบสอบถามเพราะผู้วิจัย จะไม่ทราบว่าเป็นใครเป็นผู้ตอบ
     6. การส่งแบบสอบถาม ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาจนชำนาญเหมือนกับการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีสังเกตหรือสัมภาษณ์ที่ต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
     7. การวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำได้ง่ายกว่าการรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตหรือสัมภาษณ์ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามจะตอบคำถามที่มีรูปแบบเหมือนกัน คำถามอย่างเดียวกัน

       ข้อจำกัดของการรวบรวมข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถาม
     1. ในการสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยจำเป็นต้องถามเฉพาะคำถามที่สำคัญและต้องการทราบเพื่อไม่ให้แบบสอบถามยาวเกินไปจนทำให้ไม่สามารถที่จะถามคำถามทุกชนิดได้
     2. ถ้าถามไม่ชัดเจนพอ ทำให้ผู้ตอบเกิดความเข้าใจผิดได้ ผู้วิจัยไม่มีโอกาสอธิบาย
     3. ศัพท์เฉพาะบางตัวที่ใช้ในแบบทดสอบ บางครั้งผู้ตอบบางคนไม่ทราบ ทำให้ได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
     4. กลุ่มประชากรเป้าหมายที่จะศึกษาโดยวิธีการส่งแบสอบถามนั้น จะจำกัดเฉพาะผู้ที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น
     5. ลำบากในการตรวจสอบคำตอบของผู้ตอบ ถึงแม้ว่าจะใช้คำถามที่ต่างกันในเรื่อง ๆ เดียวกันเพราะผู้ตอบสามารถที่จะบิดเบือนข้อมูลได้ง่าย
     6. ได้แบบสอบถามกลับคืนน้อย

3. การสัมภาษณ์
       การรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ คือ การรวบรวมข้อมูลลักษณะที่ผู้รวบรวมข้อมูลมีโอกาสพบปะ พูดคุย สนทนากับผู้ให้ข้อมูลโดยตรง ซึ่งการสัมภาษณ์นั้นจัดแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ดังนี้
       1. การสัมภาษณ์แบบเป็นมาตรฐาน (Standardized interview หรือ Structured interview) 
       2. การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นมาตรฐาน (Unstandardized interview หรือ Unstructured interview) 

     คุณสมบัติของผู้สัมภาษณ์ที่ดี
      1. ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้ให้สัมภาษณ์ โดยไม่นำความลับของผู้ให้สัมภาษณ์ไปเปิดเผย
      2. มีความสนใจในงานอย่าแท้จริง
      3. มีความแม่นยำในการจดบันทึก
      4. มีความสามารถในการปรับตัวอย่างสูง
      5. มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี
      6. มีสติปัญญาเฉียบไว ในการตั้งคำถามและสรุปข้อความของเนื้อหาสาระได้ควบถ้วน

     ข้อดีของการรวบรวมข้อมูลโดยการให้สัมภาษณ์
      1. ผู้รวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลมีโอกาสพบปะสนทนากัน ดังนั้นถ้าให้ข้อมูลหรือผู้ให้สัมภาษณ์ไม่เข้าใจคำถาม ผู้สัมภาษณ์มีโอกาสที่จะชี้แจงให้เข้าใจได้
      2. อาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสังเกตสีหน้า ท่าทางการพูดและสภาพแวดล้อม
      3. ข้อมูลที่ได้รับจะมีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่าข้อมูลที่ได้จากการส่งแบบสอบถามเพราะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิโดยตรง

        ข้อจำกัดของการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์
       1. ใช้เวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก
       2. ความแม่นยำถูกต้องของข้อมูลขึ้นอยู่กับตัวผู้ให้สัมภาษณ์เป็นอย่างมาก ถ้าผู้ให้สัมภาษณ์บิดเบือนข้อมูลหรือจำคลาดเคลื่อน ก็มีผลทำให้ข้อมูลนั้นคลาดเคลื่อนไปด้วย
       3. ถ้าใช้ผู้สัมภาษณ์หลายคน โอกาสที่จะทำให้วิธีการรวบรวมข้อมูลอยู่บนพื้นฐานเดียวกันมีน้อย โอกาสที่จะเกิดความหลากหลายในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลนี้มีมากขึ้นทำให้การสรุปผล ยากขึ้น
       4. การไปสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มประชากรเป้าหมายที่ใช้ภาษาต่างกันอาจจะทำให้ได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากไม่เข้าใจภาษาซึ่งกันและกัน

4. การสังเกต
     การรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตนั้นแบ่งได้เป็น  2  ประเภทคือ
     1. แบบมีส่วนร่วม (Participant observation) คือการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมใน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ไปสังเกต เช่น เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนนั้น เมื่อต้องการจะศึกษาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
     2. แบบไม่มีส่วนร่วม (Non- participant observation) คือ การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไปสังเกตเพียงแต่เป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น
     ข้อเสนอแนะในการรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต
     1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตเป็นอย่างดี จุดมุ่งหมายของการสังเกตควรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
     2. ผู้สังเกตควรจะมีความรู้ในเรื่องที่จะไปสังเกตเป็นอย่างดี
     3. จัดเตรียมแบบสังเกตหรือแบบบันทึกข้อมูลไปให้พร้อมจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูล
     4. แบ่งข้อมูลที่ไปสังเกตเป็นหมวดหมู่ ตามลักษณะของปัญหาในการวิจัยและควรสังเกตทีละอย่างไม่ควรสังเกตหลายอย่างพร้อม ๆ กันเพราะจะทำให้สับสนขาดความตรงได้
     5. ผู้ที่จะไปทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตควรจะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี
     6. พยายามสังเกตให้เป็นปรนัยมากที่สุด ไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปตัดสิน
     7. เวลาจดบันทึกให้จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นตามสภาพความเป็นจริง อาจจะใช้อุปกรณ์บางอย่างช่วยในการสังเกตได้ เช่น เครื่องบันทึกภาพ เครื่องบันทึกภาพและเสียง เป็นต้น

     ข้อดีของการรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต
     1. สามารถใช้ในการรวบรวมข้อมูลบางอย่างได้ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการชนิดอื่น เช่น การศึกษาพฤติกรรมในห้องเรียน ในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
     2. ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตนั้นไม่ขึ้นกับความจำของผู้ถูกสังเกต เพราะเป็นการสังเกตโดยตรง ผู้สังเกตได้เห็นพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตโดยตรง
     3. ถ้าผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต จะไม่มีปัญหาในการบิดเบือนข้อมูล
     4. สามารถรวบรวมข้อมูลบางชนิดที่ผู้ถูกสังเกตไม่เต็มใจบอก หรือเป็นข้อมูลที่เป็น ความลับบางอย่าง
     5. ได้ข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเพิ่มเติมในระหว่างที่สังเกต

     ข้อจำกัดของการรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต
     1. ถ้าผู้สังเกตไม่ได้รับการฝึกมาอย่างดี ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอาจเกิดขึ้นได้ โดยผู้สังเกตใช้ความรู้สึก หรือความคิดของผู้สังเกตเข้าไปแปลพฤติกรรมที่เห็น โดยอาศัยประสบการณ์เดิมของตนเอง
      2. ใช้เวลามากไม่เหมาะในการรวบรวมข้อมูลในกรณีที่กลุ่มประชากรเป้าหมายหรือกลุ่มตัวอย่างอยู่กระจัดกระจายและมีปริมาณมาก
     3. ถ้าผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกตอาจจะมีการบิดเบือนพฤติกรรมทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
     4. อาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีโอกาสสังเกต
     5. เหตุการณ์บางอย่างยากที่จะสังเกตได้ เช่น กิจกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคล
     6. ข้อมูลบางอย่างไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ทำให้สังเกตไม่ได

5. การใช้เทคนิคสังคมมิติ
      การรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้เทคนิคสังคมมิตินั้นเป็นวิธีการที่ใช้ในกรณีที่ต้องการศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างสมาชิกในหมู่คณะ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวทางสังคม เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากการใช้เทคนิคสังคมมิตินั้นจะช่วยให้ผู้รวบรวมข้อมูลมองเห็นฐานะทางสังคมของสมาชิกในกลุ่มว่าอยู่ในสภาพอย่างไร
       การรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคสังคมมิตินั้น ผู้รวบรวมข้อมูลจะขอให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเขียนชื่อสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ต้องการร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ในคณะของกลุ่มสมาชิกนั้น คำถามที่ผู้รวบรวมข้อมูลจะถามนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยต้องการทราบ เช่น ผู้วิจัยอาจจะถามว่าสมาชิกชอบทำงานร่วมกับใครในวิชาสังคมศึกษา หรือชอบเล่นเกมต่าง ๆ ร่วมกับใคร ฯลฯ ผลที่ได้จากการทำสังคมมิติในแต่ละสถานการณ์ย่อมแตกต่างกัน
6. การทดลอง
     การทดลอง (Experiment) เป็นวิธีรวบรวมข้อมูลซึ่งใช้กันกว้างขวางในแขนงวิชา การทดลองนับว่าเป็นวิธีเสาะแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง โดยที่เราสามารถควบคุมตัวแปรและอิทธิพลต่าง ๆ ในห้องทดลองได้ วิธีการนี้มาประยุกต์ใช้ในที่ซึ่งไม่ใช่ห้องวิทยาศาสตร์ เช่น ห้องเรียน เป็นต้น นักจัดการทดลองหรือนักวิจัยพยายามควบคุมตัวแปรที่สำคัญในระดับต่าง ๆ จุดมุ่งหมายของการทดลองก็เพื่อจะหาข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้กับประชากรภายนอกห้องทดลองได้ 
     โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การทดลอง คือ กระบวนการค้นคว้าหาความจริงโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นการจัดสถานการณ์ที่ให้มีการสังเกต หรือรวบรวมข้อมูลได้อย่างยุติธรรมมีระบบแผนการ ขจัดความลำเอียงส่วนตัวที่พึงมีให้หมดไปหรือให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีการควบคุมตัวแปรบางตัวที่อาจมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์นั้น ๆ

     สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการทดลอง
       1. การเลือกผู้ทดลอง ถ้าการทดลองแบ่งเป็นหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มควรจะมีความใกล้เคียงกันในเรื่อง เพศ อายุ อาชีพ สติปัญญา ฐานะทางสังคมและอื่น ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบกับตัวแปรตาม
       2. จำนวนผู้ถูกทดลองควรมีจำนวนใกล้เคียงกันในแต่ละกลุ่ม
       3. แบบแผนของการทดลอง ควรจะได้มีการพิจารณากันอย่างดี
       4. เครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองควรจะวิเคราะห์คุณภาพ และทดลองใช้ดูเสียก่อน

      ขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลโดยการจัดการทดลอง
     1. เลือกและกำหนดปัญหา
     2. ออกแบบการทดลอง โดยคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
        2.1 ตัวแปรต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการทดลองแต่อาจจะมีอิทธิพลต่อผลการทดลองต้องพิจารณาว่าจะควบคุมตัวแปรเหล่านี้ได้อย่างไร
        2.2 เลือกแบบแผนการทดลองให้สอดคล้องกับปัญหาที่จะทำ
        2.3 ทำการสร้างหรือคัดเลือกเครื่องมือที่จะใช้ในการทดลอง
        2.4 ทำการทดลองตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
     3. ดำเนินการทดลอง
     4. รวบรวมข้อมูล

       ข้อดีของการรวบรวมข้อมูลโดยการทดลอง ผู้วิจัยมีโอกาสที่จะควบคุมตัวแปรเกินต่าง ๆ ได้มากกว่าการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีอื่น ๆ และข้อมูลที่ได้จากการทดลองนั้นสามารถที่จะใช้ตอบปัญหาเกี่ยวกับการเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างชัดเจน
       ข้อจำกัดของการรวบรวมข้อมูลโดยการทดลอง การวิจัยทางการศึกษานั้นโอกาสที่จะรวบรวมข้อมูลโดยการทดลองอย่างแท้จริง (True experiment) ค่อนข้างลำบาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะกึ่งทดลอง (Quasi experiment) มากกว่า ซึ่งการรวบรวมข้อมูลในลักษณะกึ่งทดลองนั้นโอกาสที่จะมีตัวแปรเกินแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ง่าย

     เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว...สิ่งสำคัญลำดับต่อไป คือ การจัดกระทำข้อมูล เพื่อจัดบริการที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนต่อไปคะ... ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ..."คอมพิวเตอร์สำหรับนักวิชาชีพจิตวิทยาและการแนะแนว" อีกครั้งคะ

หมายเลขบันทึก: 295684เขียนเมื่อ 8 กันยายน 2009 10:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:30 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี