นับเป็นข่าวดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายกอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายการพัฒนาสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ประมาณ 1,000 แห่งในปีพ.ศ. 2552 ซึ่งเน้นการใช้งบประมาณจำนวนมากในการก่อสร้าง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ ถึงแห่งละประมาณ 1.3 ล้านบาทต่อแห่ง แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงในการผลักดันให้ รพสต.เป็นสถานบริการปฐมภูมิที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ โดยเฉพาะในเขตชนบทคงต้องบูรณาการไปกับนโยบายการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่นๆ ในสังคม การปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูประบบบุคคลากรด้านสุขภาพที่ขาดแคลนซ้ำซากในระบบสุขภาพไทย ทั้งในเชิงปริมาณ และการกระจายที่เหมาะสม เป็นธรรม ตามภาพที่ 1
รูปที่ 1
รพสด. <------> การปฏิรูประบบสุขภาพ + การปฏิรูประบบราชการ + การปฏิรูประบุคลากรด้านสุขภาพ
ระบบสุขภาพไทยที่ยังขาดทิศทางที่ชัดเจน และขาดเอกภาพ การมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรในการรักษาพยาบาล มากกว่าการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันควบคุมโรคซึ่งก็มีจุดอ่อนในด้านการใช้กฎหมาย และวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสุขภาพอยู่แล้วในตัวก็คือศาสนา และวัฒนธรรม แต่ก็อ่อนล้าและเสื่อมลงอย่างมากในปัจจุบัน เช่น ปัญหาทางศีลธรรมทั้งจากสุรา และอบายมุขต่างๆ การใช้ความรุนแรงต่างๆ การให้การตลาดนำการสาธารณสุขทำให้แรงดึงดูดบุคลากรไปทำงานในด้านเชิงรับมากกว่า เชิงรุก ทั้งๆที่มีนโยบายการส่งเสริมนำการซ่อมสุขภาพ แต่ในการนำมาปฏิบัติยังขาดรูปธรรมรองรับที่ชัดเจน แผนการผลิตแพทย์เฉพาะทาง และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรอื่น ๆ ในทีมสุขภาพที่จะปฏิบัติงานในระดับตำบลได้อย่างมีความพร้อมทั้งวิชาการ การสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ และการจัดการต่างๆที่เป็นระบบ ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี ตลอดจนการสร้างมีส่วนรวมของประชาชนให้มีความเข้าใจระบบสุขภาพมากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงผู้ใช้บริการ ซึ่งเข้าใจแต่เรื่องสิทธิ์ในการรับการรักษาเท่านั้น แต่ยังขาดการส่งเสริม ปลูกฝังจิตสาธารณะด้านสุขภาพ เช่นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การเคารพระเบียบกฎหมายต่างๆ แต่กลับมีการตรวจสอบในลักษณะเผชิญหน้า ฟ้องร้องกันมากขึ้น มาเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเข้ามีส่วนในการจัดการสุขภาพ ซึ่งการบริการปฐมภูมิต้องใช้ชุมชนมารวมดำเนินงานมากกว่าการบริการทุติยภูมิ ตติยภูมิ เพื่อให้เกิดระบบสุขภาพในอนาคตที่ต่างจากสภาพปัจจุบัน ตามรูปที่ 2 เพื่อให้มีพื้นที่ของการพึ่งสถานบริการสุขภาพลดลงเพิ่มการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น มีการออกกำลังกาย ท่านอาหารที่เหมาะสม ไม่ติดสุรา การกินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ ใช้หน้ากากอนามัย และการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นได้ถูกต้องเหมาะสม (self care) เช่นการเช็ดตัวลดไข้ การรู้จักทานน้ำเกลือแร่เวลาท้องร่วง การซื้อหายาตามร้านยาอย่างถูกต้องปลอดภัย เป็นต้น ในส่วนของการใช้บริการจากสถานบริการสุขภาพ มีการเพิ่มพื้นที่ และความสำคัญของการบริการปฐมภูมิ แต่ลดการใช้บริการทุติยภูมิ และตติยภูมิลงได้
รูปที่ 2
|
สภาพระบบสุขภาพปัจจุบัน |
---> |
สิ่งที่คาดหวังระบบสุขภาพในอนาคต |
|
||
|
การไม่พึงสถานบริการ |
การพึ่งสถานบริการ |
การไม่พึงสถานบริการ |
การพึ่งสถานบริการ |
|
|
|
พฤติกรรมสุขภาพที่ดี |
บริการปฐมภูมิ |
พฤติกรรมสุขภาพที่ดี |
บริการปฐมภูมิ |
|
|
|
บริการทุติยภูมิ |
|||||
|
ดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นได้ถูกต้องเหมาะสม |
|||||
|
บริการตติยภูมิ |
บริการทุติยภูมิ |
||||
|
ดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นได้ถูกต้องเหมาะสม |
|||||
|
บริการตติยภูมิ |
|
||||
การปฏิรูประบบราชการที่เน้นแต่โครงสร้าง แต่ในด้านอื่นๆยังปฏิรูปไปอย่างล่าช้า ได้แก่ระบบงบประมาณ ระเบียบและกฎหมายต่างๆ ระบบบริหารบุคลากร และการประเมินผล และวัฒนธรรมในการทำงานที่ต้องเน้นลูกค้า และผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การใช้ข้อมูลในการทำงาน ความโปร่งใสตรวจสอบได้ไร้การทุจริต การทำงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรมฯลฯ ตามที่ กพ.กำหนดนโยบายขึ้น แต่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติยังเป็นเรื่องที่ดำเนินการต่อไป และท้าทายสู่ความสำเร็จ
การปฏิรูประบบบุคลากรด้านสุขภาพ ที่ไม่มีการแก้ไขอย่างบูรณาการ และเป็นยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง ขาดการร่วมมือกันทั้งผู้ใช้ คือกระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาชน ผู้ผลิต คือโรงเรียนแพทย์ , มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้ปฏิบัติ คือสภาวิชาชีพต่างๆ ปล่อยให้การตลาดแบบทุนนิยมนำการสาธารณสุขทำให้เกิดแรงดึงดูดบุคลากรจากชนบทไปทำงานในเขตเมือง การดึงดูดบุคลากรจากภาพรัฐเข้าสู่เอกชนทั้งแบบเต็มเวลา และไม่เต็มเวลา ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องปรับทั้งระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบ การจัดทำหลักสูตร การปลูกฝังค่านิยมของหมาวิทยาลัย วิทยาลัยพยาบาล และสถาบันผลิตบุคลากรสาขาอื่น ๆ การจ้างงานที่เหมาะสมทั้งภาระงาน ค่าตอบแทน และการประเมินผลของทางกระทรวงสาธารณสุข
สุดท้ายผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อให้โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.) จะสามารถเป็นจุดเปลี่ยนของระบบสุขภาพไทยที่แท้จริง เพื่อให้ไทยเข้มแข็งด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงของสุขภาพไทยเพื่อต่อยอดการบริการทุติยภูมิ และตติยภูมิที่ก้าวหน้า มั่นคง และมีความเป็นธรรมต่อไปในอนาคต หาใช่แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น
นพ.พรเทพ โชติชัยสุวัฒน
ผอก.โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช นครไทย จ.พิษณุโลก