จงสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานในช่วงที่เป็นขาขึ้นของจิตใจ

จงสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานในช่วงที่เป็นขาขึ้นของจิตใจ

          ­มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่พยายามคิดค้นหาเครื่องมือและวิธีการในการสร้างแรงจูงใจที่ทันสมัยและได้รับการยอมรับในระดับสากลเพื่อให้คนทำงานในองค์กรเกิดแรงจูงใจในชีวิตและทุ่มเททำงานให้องค์กรอย่างเต็มที่  แต่...สุดท้ายการลงทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนมักจะไม่ได้ผลในระยะยาวจะเห็นผลแค่ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ได้ผลแบบวูบวาบเหมือนไฟไหม้ฟางและที่หนักกว่านั้นก็คืออะไรก็ตามที่องค์กรให้ไปแล้วถึงแม้ว่าความตั้งใจตอนแรกอยากให้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจไม่ใช่สวัสดิการก็ตามแต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นสวัสดิการที่ทุกคนต้องได้ไปในที่สุด

          คุณณรงค์วิทย์ แสนทอง ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ระบบการสร้างแรงจูงใจในองค์กรมักจะไม่ประสบความสำเร็จน่าจะเกิดจากการที่องค์กรขาดการวิเคราะห์ช่วงเวลาของการสร้างแรงจูงใจทำให้ใส่แรงจูงใจผิดคน ผิดที่ ผิดเวลา เช่น

  • จูงใจไม่ถูกคนไม่ถูกจุด
    การให้แรงจูงใจบางอย่างอาจจะเหมาะกับคนบางคนแต่อาจจะเหมาะกับคนอีกหลายคน เช่นการให้รถประจำตำแหน่งกับคนที่เขามีรถขับอยู่แล้ว(และมีรถยี่ห้อดีกว่ารถประจำตำแหน่งเสียอีก)การจัดที่พักให้พนักงานบางระดับทั้งๆที่พนักงานบางคนมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน ฯลฯ
  • จูงใจไม่ถูกเวลา
    สภาพจิตใจของคนก็เหมือนกับกราฟที่มีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลาอยากๆเบื่อๆ สลับกันไปถ้าเราใส่แรงจูงใจลงไปผิดเวลาก็เท่ากับว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า  

               ในองค์กรมักจะเน้นการไปสร้างแรงจูงใจให้กับคนที่เคยเก่งแต่ตอนนี้หมดไฟแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเพราะ

  • ไม่ต่างอะไรจากการที่คนๆนั้นเคยปีนไปถึงยอดเขาแล้วตอนนี้เขากำลังเดินลงเขามา ต่อให้เราเอาอะไรไปล่อ(ใจ)เพื่อให้เขาเดินขึ้นไปบนยอดเขาอีกครั้งคงจะเป็นเรื่องยาก
  • ไม่ต่างอะไรจากถ่านไม้ที่ถูกเผามาแล้วโอกาสที่จะทำให้ลุกติดไฟเหมือนตอนที่ยังเป็นเนื้อไม้อยู่ไม่ได้แน่ๆอย่างดีก็แค่ติดไฟให้ความร้อนแต่คงไม่สามารถให้เปลวไฟลุกโชนและร้อนแรงได้เหมือนการเผาครั้งแรกแน่ๆถึงจะราดน้ำมันลงบนถ่านก็คงติดไฟได้ไม่นานเหมือนเอาน้ำมันราดลงไปบนเนื้อไม้ที่ยังเคยถูกเผามาก่อน

               เพื่อให้ระบบการสร้างแรงจูงใจคนทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงขอเสนอแนะแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้กับคนทำงานดังนี้

  • จงสร้างแรงจูงใจในช่วงที่จิตใจของคนเป็นขาขึ้น
    การเข็นรถยนต์ที่จอดอยู่กับที่ต้องใช้แรงเยอะกว่าการเข็นรถยนต์ที่ยังเคลื่อนที่อยู่ (ยังมีแรงเฉื่อยอยู่) เช่นเดียวกันการสร้างแรงจูงใจให้คนที่หมดไฟแล้วย่อมต้องใช้สิ่งจูงใจมากกว่าคนที่ยังมีไฟอยู่แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าช่วงไหนคือช่วงขาขึ้นของจิตใจคนทำงานจริงๆ แล้วควรจะดูเป็นรายบุคคลว่าช่วงไหนใครมีจิตใจช่วงขาขึ้น เช่นคนกำลังเก็บเงินแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ แผนวางเรียนต่อ ฯลฯคนกลุ่มนี้มีไฟในตัวเองอย่างแน่นอน
  • จงปรับสิ่งจูงใจให้เหมาะสมกับช่วงเวลา
    ถ้าเรานำน้ำเย็นไปให้คนที่เพิ่งปีนเขาเขาคงไม่ยินดีมากนักเพราะยังไม่ทันเหนื่อยยังไม่ทันกระหายน้ำถ้าเราพยายามยัดเยียดให้เขารับไปน้ำขวดนั้นอาจจะกลายเป็นภาระทางจิตใจและร่างกายของนักปีนเขาคนนี้ก็ได้เพราะสิ่งที่ยังไม่จำเป็นในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะจำเป็นในอนาคตแต่ถ้าต้องถือต้องแบกติดตัวไปด้วยคนก็จะเริ่มคิดว่าสิ่งนั้นคือ ภาระไปในที่สุด

               แต่น้ำขวดเดียวกันต่อให้ไม่เย็นแล้วแต่ถ้าเรานำไปให้คนที่กำลังปีนเขาไประยะหนึ่งแล้วและเขากำลังกระหายน้ำมากในเวลานั้น รับรองว่าน้ำขวดนั้นย่อมมีความหมายกับเขามากและถ้าเราบอกว่าจะต้องปีนไปอีก 20 เมตร แล้วจะเจอขวดน้ำรออยู่เชื่อได้เลยว่าคนๆนั้นเห็นน้ำขวดนั้นเป็นสิ่งจูงใจในชีวิตอย่างแน่นอน

               สรุป การสร้างแรงจูงใจคนทำงานในองค์กรก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสิ่งจูงใจให้ถูกช่วงถูกเวลา เพราะมิฉะนั้นนอกจากจะเสียของ(เงินหรือสิ่งของที่ใช้จูงใจ) แล้วยังไม่ได้ผลอะไรกลับคืนมาอีกด้วยและที่สำคัญจงอย่าจูงใจคนที่หมดไฟแล้ว จงเน้นการจูงใจคนที่กำลังมีไฟเพราะเราแค่เติมเชื้อเพลิง(สิ่งจูงใจ)ไม่ต้องเยอะก็สามารถจูงใจให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการได้มากกว่าเพราะคนที่มีไฟอยู่แล้วเหมือนกับรถที่กำลังเคลื่อนที่อยู่เราแค่ออกแรงผลักอีกนิดเดียวก็วิ่งฉิวแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์กรต่างๆจะหันมาทบทวนระบบการบริหารแรงจูงใจของคนทำงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะคะ