ในบันทึกนี้ ลองมาฟังเมื่อ Osho พูดถึงพ่อแม่บ้าง หลายครั้งฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมากเลย !
“. . . ความปรารถนาที่จะมีอำนาจเหนือกว่านี้เป็นสิ่งที่หยั่งรากลงไปลึกมาก มันไม่เคยเปิดเผยตัว มันมักจะซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์อันงดงาม ได้รับการตกแต่งไว้เป็นอย่างดี
พ่อแม่ต้องไม่พูดว่าลูกคือสมบัติของพวกเขา ต้องไม่พูดว่าพวกเขามีอำนาจเหนือกว่า แต่ทว่านั่นกลับเป็นสิ่งที่พวกเขาทำกันตลอดเวลา พวกเขามักพูดว่าพวกเขาต้องการช่วย พวกเขาหวังดี พวกเขามักพูดว่าพวกเขาต้องการให้ลูกเป็นคนฉลาด เป็นคนที่มีสุขภาพดี เป็นคนที่มีความสุข แต่ว่า . . . คำว่า “แต่ว่า” นี้เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ว่ามันจะต้องเป็นไปตามความคิดของพวกเขา แม้แต่ความสุขของลูกก็ยังต้องถูกตัดสินใจโดยอาศัยความคิดของพ่อแม่ ลูกจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามความคาดหวังของพ่อแม่
เด็กจะต้องเฉลียวฉลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องว่านอนสอนง่ายด้วย มันเป็นการร้องขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย! เด็กที่เฉลียวฉลาดอาจจะไม่ใช่เด็กที่ว่านอนสอนง่าย! คนที่ว่านอนสอนง่ายอาจจะต้องยอมสูญเสียความเฉลียวฉลาดบางอย่างไป คนที่ฉลาดจะพูดว่า ใช่ ก็ต่อเมื่อเขาเห็นด้วยกับท่านเท่านั้น เขาจะไม่พูดว่า ใช่ เพียงเพราะว่าท่านนั้นใหญ่กว่า มีอำนาจมากกว่า เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นพ่อแม่ เป็นนักบวช เป็นนักการเมือง เขาไม่อาจพูดว่า ใช่ เพียงเพราะเกรงใจในอำนาจที่ท่านมี ความเฉลียวฉลาดหมายถึงการกล้าขัดขืน ฝ่าฝืน ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้ลูกเป็นพวกที่หัวแข็ง พวกที่หัวแข็งจะต่อต้านความปรารถนาที่ซ่อนเร้นของพ่อแม่ที่ต้องการจะมีอำนาจเหนือกว่า . . .”
- OSHO
. . . หรือท่านเห็นเป็นเช่นใด? . . . แชร์กันเข้ามาได้ครับ
ยินดีด้วยกับคุณบุญนาคครับ
การเป็น "พ่อแม่" แบบที่ Osho พูดถึงนี้ คงเป็นเรื่องที่ยากพอดูนะครับ
อาจารย์ครับ ผมลองถอดบทเรียนตัวเองนะครับ ความคาดหวังในตัวลูกของพ่อ สำหรับผมนั้นมันมาจากอัตตาของตนเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะในนามอะไร ความดี อุดมการณ์ เราอยากเป็นอะไรแล้วไม่ได้เป็น ก็จะมาคาดหวังกับลูก ผมพูดแบบไม่อายว่าผมคิดอย่างนี้จริง ๆ ความสามารถน้อย ช่วยเหลือสังคมได้จำกัด ก็อยากให้ลูกมีความสามารถมาก จะได้ทำอะไรให้สังคมได้เยอะ ๆ สิ่งที่ผมอธิฐานให้ลูกใน http://gotoknow.org/blog/chewa/291527 จริง ๆ มันก็คืออัตตาของเราล้วน ๆ ครับ
ถ้าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เห็นได้แบบ คุณหนานเกียรติ ก็คงจะดีไม่น้อยครับ . . . Osho พูดเรื่องความรักกับอีโก้ไว้เยอะครับ . . .จะค่อยๆ เอามาถ่ายทอดต่อไปครับ
สวัสดีครับ
ความจริงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญงานของโอโช แต่ในแวดวงมีคนเล่าเรื่องให้ฟังค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะพวกที่กลับมาจากนาโรปะ สำหรับกูรูผู้เต็มไปด้วย crazy wisdom ท่านนี้
อาจจะเป็นเพราะท่านต้องการ "สอนกระแทก" เกราะสนิมเหล็กหนาๆของคนส่วนใหญ่ พลังเสียงของท่านจึงมาแบบ shock wave และในบางครั้งก็เจือๆ exaggeration ไปบ้าง (นัยว่า กระแทก ก็ต้องมีการกระตุ้นให้ self value ดั้งเดิมของคนทั่วไปมันกระตุก จะได้เกิดปัญญาฉุกคิด)
ผมคิดว่า "ว่านอนสอนง่าย" ไม่ได้มีแต่มิติด้านความคิดอย่างเดียว แต่มีมิติด้าน "อารมณ์ ความรู้สึก และความผูกพัน" อยู่ด้วย พูดง่ายๆก็คือ ถ้ากล่าวถึง ฐานกาย ฐานหัวใจ และฐานความคิด วาทะของท่านโอโชใน paragraph สั้นๆนั้นเน้นไปทางฐานความคิด หรือสมองชั้นนอกเป็นส่วนใหญ่
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกตอนสองเจ็ดขวบแรก (ตามทฤษฎีของรูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ก่อตั้ง รร.วอลดอร์ฟ) เป็นเรื่องของการพัฒนาฐานกาย และฐานใจ (ความกล้า และความรัก) เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ฐานความคิดก้่าวหน้ามากๆ มีปัญญามากๆ อาจจะเป็นการง่ายที่จะลืมไปว่า เราก็ยังมีกาย และใจ อยู่ด้วย ไม่ได้มีแต่สมอง คิด วิเคราะห์เท่านั้น
ทำอย่างไร เราจึงจะไม่ได้ "ว่านอนสอนง่าย" ประเภทกดขี่จินตนาการ สร้างสรรค์ และยัง "เฉลียว" ได้ (ที่จริง ถ้าเลือกได้ เราไม่ได้อยาก "clever" แต่เราอยากจะ "wise" มากกว่า... รึเปล่า)
ดังนั้นวลีที่ว่าเด็กฉลาดกับการว่านอนสอนง่าย ไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบ "เป็นไปไม่ได้" แต่ผมชอบที่มีใส่คำว่า "อาจ" ลงไปอย่างที่อาจารย์เขียนลงมา ขอเพียงเรามีสติ ขณะที่เราอยากได้ "ว่านอนสอนง่าย" อาจจะตกหลุมขวางกั้นปัญญา ก็เท่านั้น
เขียนตอบยาวกว่านี้ ประเดี๋ยวจะกลายเป็นยาวเกินบทความไป ขออภัยด้วยครับผม
ผมโชคดีครับ ที่พ่อแม่ ให้อิสระในการตัดสินใจ โดยไม่เคยบังคับ
แถมยังรับฟังทางเลือกที่ผมเสนอเเนะอีก
ก็ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าผมมีลูก กลัวว่าจะไปตัดสินแทนลูกตัวเองซ่ะทุกเรื่อง
ขอบคุณอาจารย์หมอสกล และคุณนีโอ สำหรับการ Sharing