เพราะเมื่อฉลามคว่ำอยู่เลือดมันอยู่ที่ลำตัวทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่พอจับมันหงายเลือดมันก็จะไปอยู่ที่หลังตามแรงโน้มถ่วงของโลกมันก็ดิ้นไม่ได้ ผมฟังจากที่เขาบรรยายนะครับ ถ้าเล่าให้ฟังผิดก็แสดงว่าแปลผิด เอิ้กๆๆ

        คราวที่แล้วเล่าให้ฟังว่าเราไปนั่งฟังบรรยายพิเศษจากผู้ดูแลศูนย์ เขาบรรยายให้เราฟังภาษาง่ายๆ ผมว่าผมจับใจความได้หมดเขาพูดให้เราฟังสองสามเรื่องครับ ตามมาครับผมจะเล่าให้ฟัง อิอิ 

        ๑.เรื่องปะการัง การเกิดเหตุตามธรรมชาติเช่น เอนีโย่ El nino ส่งผลให้ปะการังที่เกาะที่ผมไปพักเสียหายไปถึง ๖๐ %  เมื่อรายได้หลักของมัลดีฟส์ส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยว หากไม่มีปะการัง ไม่มีแหล่งดำน้ำ ไม่มีปลาสวยงามให้นักท่องเที่ยวชม มัลดีฟส์ก็จะขาดเสน่ห์ ดังนั้นโรงแรมก็ต้องพยายามแก้ไขปัญหา โดยนำโครงเหล็กเชื่อมเป็นคล้ายๆมงกุฏขนาดใหญ่ใส่ลงในทะเล แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าไปที่เหล็ก ก็จะทำให้แคลเซี่ยมในทะเลมาเกาะที่โครงเหล็ก เมื่อได้ความหนาที่ต้องการก็จะเอาปะการังที่แตกหักไปมัดไว้กับพลาสติก แคลเซี่ยมก็จะยึดปะการังกับโครงสร้างที่ทำไว้และเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ปะการังเจริญงอกงามเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำไป

        ทราบไหมครับว่าเวลาแนวปะการังเสียหายไปถึง ๖๐ เปอร์เซนต์ มันจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างกับธรรมชาติ ที่เกิดแน่ๆก็คือขาดแหล่งอาหาร ปลาก็จะน้อยลง เวลามีคลื่นใหญ่มามันก็จะถึงตัวเกาะเร็วขึ้น แล้วคลื่นมันก็จะทำให้พื้นที่เกาะหายไปเรื่อยๆ การปลูกปะการังก็จะทำให้ปะการังเป็นตัวช่วยกันคลื่น และกันพื้นที่เกาะได้ด้วยครับ

ที่เคาว์นเตอร์ก็มีเต่า ที่พรมเช็ดเท้าก็เป็นเต่า ของที่ระลึกในห้องที่ลูกค้าสามารถเอากลับได้ก็เป็นเต่า ส่วนภาพมุมขวาบนให้ดูว่าเวลาเขาขับเรือเขาใช้เท้าบังคับหางเสือครับ อิอิ

 

        ๒.เรื่องเต่า เขาเล่าว่าจากการศึกษาวงจรชีวิตของเต่าที่มัลดีฟส์ทำให้รู้ว่า เมื่อเต่าเกิดและลงสู่ทะเล มันจะว่ายมุ่งหน้าไปทางแอฟริกา แล้วมันก็จะว่ายไปตามกระแสน้ำวนไปตามเข็มนาฬิกาอยู่ประมาณ ๑๐ ปี ก็จะเข้าประเทศอินเดียหากินอยู่ประมาณ ๑๕ ปี รวมแล้วประมาณ ๒๕ ปี เต่าก็จะกลับมายังมัลดีฟส์อีกครั้ง แต่ปัจจุบันก่อนปล่อยเต่าลงไปเขาเอาเต่ามาเลี้ยง ๑ ปี ให้อาหารอย่างเต็มที่แล้วปล่อยไป มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์เพราะเต่าใช้เวลาเดินทางจากมัลดีฟส์แล้วไปทางแอฟริกา เข้าสู่อินเดียแล้วกลับมัลดีฟส์ใช้เวลาเพียง ๘ เดือน เท่านั้น โอ..พระเจ้าช่วยกล้วยทอด...

        ทำไมเขาถึงรู้ ก็เพราะเขาติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมที่กระดองเต่าโดยใช้เรซินติดเครื่องซึ่งมีอายุการใช้งาน ๑ ปี อ๋อ..ไม่ใช่อายุการใช้งานของเครื่องหรอกครับ อายุของเรซินที่ติดกับกระดองเต่าเพราะพออายุเต่าเพิ่มอีก ๑ ปีกระดองมันก็จะขยายตัวทำให้เรซินแตกและเครื่องมือก็จะหลุดหายไป เครื่องหนึ่งราคา ๑๐,๐๐๐ เหรียญครับ แต่ปัจจุบันมีแบบใหม่ตัวละประมาณ ๒,๐๐๐ เหรียญ ตอนนี้ที่โรงแรมปล่อยเต่าไป ๖๐ ตัว ได้มาจากเจ้าหน้าที่โรงแรมซึ่งเป็นคนพื้นเมืองเอาลูกเต่ามาให้เลี้ยง เพราะเต่าแถวนี้มีปัญหาถูกชาวประมงจับไปกินเยอะมาก บางทีเต่าก็ติดเบ็ดชาวประมงบ้าง จนเต่าหายไปเยอะ ผมฟังตอนแรกก็นึกหัวเราะในใจคงเหมือนผู้อ่านที่รู้ว่าเมืองไทยเราปล่อยกันทีเป็นพันๆตัวไม่ใช่แต่ ๖๐ ตัวแล้วมาคุย  เขาเหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เขาก็เลยบรรยายต่อว่า การปล่อยเต่าที่นี่ไม่เหมือนที่เมืองไทยนะ เพราะเมืองไทยปล่อยเยอะมาก แต่..เป็นเต่าตัวเล็ก อัตรารอดก็ประมาณ ๑ ต่อ ๖๐๐ แต่ของเขาเลี้ยงจนตัวโตแล้วจึงปล่อยแม้จะปล่อย ๖๐ ตัวอัตราการรอดก็พอๆกับไทยปล่อยไป ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ตัว

        ผมถามคำถามสุดเท่ว่าเต่ามันรู้ได้อย่างไรว่ามันจะต้องกลับมาวางไข่ที่เดิม และถ้ามันมาวางไข่จุดไหนแล้วมันรู้ได้อย่างไรว่าวันเวลาไหนสถานที่ไหนที่มันจะขึ้นมาวางไข่และเป็นเช่นนี้เป๊ะทุกปี

        เขาบอกว่า ทุก ๒ ปีครับไม่ใช่ทุกปี อิอิ...หน้าแตก แต่เขาก็ไม่ใช่เต่าและไม่มีใครรู้ดีเท่าเต่า แต่ตอนนี้ยังคุยกับเต่าไม่รู้เรื่อง ฮา...แต่มีข้อสันนิษฐาน ๓ ข้อ คือ เพราะเต่ามันจำสถานที่ที่มันคลานลงน้ำได้,สองเพราะเต่ามันว่ายน้ำแล้วมันต้องเงยขึ้นบนผิวน้ำเพื่อหายใจ มันจึงสังเกตและจำดวงดาวได้ และสามก็มันเป็นเรื่องของแม่เหล็กโลก อะไรทำนองนี้แหละ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันเป็นความเห็นของมนุษย์ที่ทำว่ารู้ดีเท่าเต่า ฮิฮิ...เต่ามันอาจจะบอกว่าไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ หนูไม่รู้จะไปไข่ที่ไหนต่างหาก ฮา..

        ๓.เรื่องฉลาม เขาบอกว่าคนชอบกินหูฉลามดังนั้นฉลามก็ถูกฆ่าตายลงไปเรื่อยๆ เขาจึงมีโครงการศึกษาชีวิตฉลาม โดยเอาฉลามมาเลี้ยง แต่การจับฉลามมาติดเครื่องมือเพราะต้องการติดตามเรียนรู้วิถีชีวิตและการเดินทางของฉลามซึ่งทำได้ยากมาก เพราะเขาเพิ่งจับฉลามมาติด tag สีเหลืองได้แค่ ๒ ตัวเป็นตัวผู้ตัวหนึ่ง และตัวเมียอีกตัว แต่รับรองไม่งงว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมียเพราะ ถ้าเป็นสามเหลี่ยมแสดงว่าเป็นตัวเมีย สี่เหลี่ยมก็ตัวผู้ครับ  การจับฉลามซึ่งมันจะอยู่เป็นฝูงพอจับได้สักตัวฝูงมันจะตื่นแล้วมันจะหายไป จึงยังจับได้ไม่มาก และเมื่อจับมาจะติด tag ก็มีปัญหาอีกเพราะฉลามไม่อยู่นิ่ง แต่ในที่สุดเขาก็ทำให้ฉลามนิ่งได้ เพราะเมื่อฉลามคว่ำอยู่เลือดมันอยู่ที่ลำตัวทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่พอจับมันหงายเลือดมันก็จะไปอยู่ที่หลังตามแรงโน้มถ่วงของโลกมันก็ดิ้นไม่ได้ ผมฟังจากที่เขาบรรยายนะครับ ถ้าเล่าให้ฟังผิดก็แสดงว่าแปลผิด เอิ้กๆๆ

        น้ำเค็มที่มัลดีฟส์แปลกมากไม่เหนียวตัวเลยครับ นั่งอยู่ที่ศาลาเป็นชั่วโมงก็ไม่เหนียวตัวทั้งๆที่ลมพัดตลอดเวลา เหมือนอาบน้ำจืดธรรมดา ทำให้ผมสงสัยเป็นยิ่งนักว่าน้ำทะเลที่มัลดีฟส์มันเค็มหรือเปล่า น้ำทะเลบ้านเราเค็มจึงเหนียวตัว ทดสอบมาแล้ว ตอนดำน้ำสกูบ้าเผลอตอนหายใจ ทางปากในน้ำ ซัดเสีย ๒-๓ อึก  เค็มครับขอบอก.....ฮึๆๆ

        เย็นวันนี้ ลูกสาวเขาจัดการความหรูหราให้อีกโดยมี Villa Dining ก็คือให้โรงแรมมาจัดอาหารเย็นให้เรากินดูพระอาทิตย์ตกน้ำอีก เมื่อเช้าเราไปทานอาหารดูพระอาทิตย์ขึ้นที่แซนด์แบ๊งค์ได้บรรยากาศไปแบบหนึ่ง ตอนเย็นก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อาหารมื้อนี้เป็นซีฟู้ด กุ้งลายเสือ ปลาแซลมอนอบควัน (เหมือนเมื่อตอนเช้าแต่กุ้งลายเสือเขาย่างแล้วแกะเปลือกให้ด้วย ผิดกันแต่ว่ามื้อนี้เขามาย่างกุ้งที่ข้างห้อง ส่วนของตอนเช้าเป็นกุ้งที่เหลือจากคืนวาน ฮิๆๆ) เมนคอร์สเป็นกุ้งมังกรบาร์บีคิว ปลาบาร์บีคิว ข้าวโพดบาร์บีคิว(บ้านเราเรียกข้าวโพดปิ้งไง...แฮ่) แถมสลัดอีก ๒ อย่าง จากนั้นก็มีของหวานเป็นกล้วยอยู่หน้าคัสตาร์ดก็อร่อยดี บรรยากาศดีมากๆ เพราะเราทานอาหารกันสี่คนพ่อแม่ลูกที่ข้างห้องพัก แถมมีจุดเทียนรอบที่นั่ง  หะรูหะรามาก ลูกสาวผมสนิทกับเขาไปทั่ว FB Manager ก็สั่งแชมเปญมาให้คนละแก้ว ผมถามว่าราคาต่อหัวเท่าไหร่ลูกสาวมันอ้อมแอ้มไม่ยอมบอก แต่ผมแอบไปดูราคา หัวละ ๘๐ เหรียญดอลล่าร์อเมริกัน เฮ้อ...ลูกเราหมดไปกี่ตังค์ละเนี่ย  อ้อ..ขอบอกพระอาทิตย์ตกสีสันสวยงามมาก

 ยังมีให้อ่านต่ออีกตอนนะ อิอิ...