มนุษย์เรานี่ก็แปลก ถ้าร่างกายปกติ ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง ดำเนินชีวิตปกติ


        มนุษย์เรานี่ก็แปลก  ถ้าร่างกายปกติ ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง ดำเนินชีวิตปกติ แต่เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ถึงได้ไปตรวจและก็พบสารพัดโรค ไม่อยากให้มวลมิตร นิ่งนอนใจกับอาการที่เกิดค่ะ  ทราบเพียงว่าคนเราหากมีสิ่งผิดปกติจึงจะพบแพทย์ ก่อนหน้าก็เคยตรวจสุขภาพประจำปี แต่เมื่อเว้นไปไม่ได้ตรวจเพียงหนึ่งปี อาการเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้น

        ระยะก่อนหน้าประมาณหลายเดือน จะมีอาการเจ็บแน่นจนไม่ได้นอน ก็ทานเพียงยาโรคกระเพาะอาหาร ไม่หาย เช้าวันถัดจากมีอาการได้ไปพบแพทย์ที่คลินิกแพทย์ฉีดยาแก้ปวด หายปวด  แต่ก็เดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ แพทย์สันนิษฐานว่า คงเป็นโรคกระเพาะอาหารให้ยามาทาน อีกประมาณหนึ่งเดือนก็มีอาการอีก ไม่ได้เฉลียวใจอะไร..ทานยา หาหมอที่คลินิก
 
        แต่มีอาการอีกหนึ่งอาการไม่ทราบจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ คือ ปวดแถวกระบังลม ไปพบแพทย์ที่คลินิกก็ให้ยามาทาน นอนใจเกินเหตุหรือเปล่าไม่ทราบได้
จนวันที่ 24 ส.ค. ไปพบแพทย์คลินิก สูตินรีแพทย์ เนื่องจาก การเป็นรอบเดือนยาวนานเกินปกติ ซึ่งเป็นครั้งแรกของรอบเดือนที่มีมากเกินไป คำแนะนำที่ได้รับ
"ต้องขูดมดลูก" อึ้งไปพักใหญ่ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว  คุณหมอก็แนะนำต่อว่าการขูดมดลูกมีข้อดี คือ รอบเดือนจะหยุดไหล  และทำให้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ข้อเสียคือ เจ็บ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง จะวางยาสลบ ไม่เจ็บแน่นอน"  แต่ไหนแต่ไรมากลัวเข็มฉีดยาสุด ๆ ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับหมอ เป็นต้องถอยห่างทุกครั้งไป แต่ความกลัว ก็อยู่นอกเหนือเหตุผลของการดูแลรักษา ตกลงใจจะขูดมดลูกในวันเดียวกัน เพราะคุณหมอบอกว่า  25 - 28 ส.ค. ท่านจะไม่อยู่และวันนี้ท่านมีผ่าตัด  3 เคส ทำก็ทำ ท่านก็ส่งตัวไปที่รพ.ภูเขียว ให้ดำเนินการตามขั้นตอน จนสี่โมงเช้าญาติยังไม่มีใครมาเลย เพราะคนที่บ้านมีภารกิจในการไปตรวจสอบโรงเรียนที่มีผลสอบ NT สูงและได้รับแจ้งให้ตรวจสอบ  จะมีก็เพียงคุณแม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างเดินทาง ต้องขอบคุณเพื่อนครูที่โรงเรียนสองท่านมาอยู่เป็นเพื่อน เป็นรองผอ.ทั้งสองท่าน แต่รองผอ.ชายให้กลับโรงเรียนก่อน (แหะ ๆ ไม่เหมาะที่จะอยู่เฝ้า)

        บรรยากาศของการเข้าห้องขูดมดลูก มีพยาบาลสองท่าน และคุณหมอ ท่านกล่าวว่า ฉีดยาสลบจะเจ็บบริเวณที่ฉีดนิด ๆ นะครับ ไม่ต้องห่วง เมื่อเริ่มฉีดเหมือนได้กลิ่นอะไรสักอย่าง จะฉุนก็ไม่มากนัก จะหอมก็ไม่เชิง  อบอวลมา แล้วคุณหมอก็บอกให้นับหนึ่งถึงร้อย  แหม..ครูไทยเรา นับแค่ถึงร้อย ออกจะน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ในความทรงจำทีเลือนลาง เหมือนกับจะนับไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย แต่ในห้วงของการสลบ ดูเหมือนเราท่องไปในยานอะไรสักอย่าง  เหมือนภาพยนตร์ท่องจักรวาล  เหมือนมีเสียงพูดคุย และเจ็บบริเวณท้องจะยกมือไปจับ ก็ดูจะหนักเหลือเกิน สักพักเหมือนได้ยินเสียงเรียกญาติให้เข้ามาดูแล
พยายามจะลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น สักระยะ ก็ร้องไห้เรียกหาแม่(ท่านรองฯเล่าให้ฟัง) ร้องเป็นวรรคเป็นเวร ทั้งปลอบ ทั้งลูบเขนก็ไม่หยุด สำนึกไม่อยากร้อง แต่หยุดไม่อยู่ค่ะ ได้ยินเสียงถามแว่วๆ อีกนานไหมกว่าจะฟื้น เสียงพยาบาล" ตอบไม่ได้ เพราะอาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าฟื้นให้ดื่มน้ำให้มากเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะไปอัลตราซาวด์ ให้ทานน้ำให้หมดสองขวด"
 
       เมื่อไปตรวจอัลตราซาวด์พบว่าเป็นเนื้องอก ซึ่งโตมากแล้ว ...นี่เรานิ่งนอนใจจนก้อนเนื้อมีขนาดโต 7.9 ซ.ม.เลยหรือ หรือเพราะเราไม่เคยเจ็บป่วยจนมีอาการที่ต้องทำให้ไปพบแพทย์ จึงขอนำเรียนสมาชิกทุกท่านที่มีโอกาสเข้ามาอ่าน ....วัย ..ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเสมอ  ร่างกายไม่พร้อมแน่นอน แม้เราจะมีใจเต็มร้อย ...ความเครียดมีส่วนหรือไม่ต่อทุกโรค กรรมพันธุ์ จะเกี่ยวข้องกันตามความเชื่อของคนอีสานหรือเปล่า แต่เหนืออื่นใด ขอบคุณโรคภัย มาเยือนในเบื้องต้นของวัยชรา ทำให้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตต่อไป ขอเพียงผลตรวจอย่าร้ายแรงเกินทำใจเลย ...

      จากนั้นส่งตัวไปห้องอัลตราซาวด์  พบว่า  เป็นเนื้องอก ขนาดกว้าง 7.9 ซม. คาดว่าจะเป็นนานแล้วความยาวไม่ทราบเพราะสมองไม่รับข้อมูลใด ๆ ดูจะเบลอ คุณหมอไม่ให้นอนให้กลับบ้าน แล้วนัดมาฟังผลอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า...การเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตามหากมีอาการแม้จะเล็กน้อยก็อย่านิ่งนอนใจควรพบแพทย์และตรวจให้ละเอียดอีกครั้ง คงฝากมวลมิตร เป็นกรณีตัวอย่างสักครั้ง
หวังเพียงทุกท่านปลอดโรคภัย ห่างไกลจากทุกโรคค่ะ