ขอเปิดประเด็นเรื่องนี้ ว่าแต่ละท่านที่เป็นครูในโรงเรียน หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีวิธีบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมของลูกศิษย์ โดยสอดแทรกเรื่องเชิงคุณธรรมจริยธรรมอย่างไร
เชิญทำ storytelling คนละเรื่องสองเรื่องครับ เรื่องที่โดนใจจะมีกรรมการตัดสินรางวัลและส่งรางวัลไปให้ครับ
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ส.ค. ๕๒
๒๕ ส.ค. ๕๒
ทราบค่ะ ขอบคุณค่ะ
เรื่องที่ 1 ที่ สอดแทรกเรื่องเชิงคุณธรรมจริยธรรมระหว่างการสอนอย่างไร.....ปลูกฝัง ความอดทน อดกลั้น
เรื่องที่ 2 ที่ สอดแทรกเรื่องเชิงคุณธรรมจริยธรรมระหว่างการสอนอย่างไร.....รู้จักตน
เรื่องที่ 3 ที่ สอดแทรกเรื่องเชิงคุณธรรมจริยธรรมระหว่างการสอนอย่างไร.....มีน้ำใจ
เรียนอ.หมอวิจารณ์ที่นับถือ
ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องการสร้างฉันทะให้นักศึกษาที่เรียนกับผมที่แม่โจ้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายปีในการลองผิดลองถูกด้วยวิชาที่สอนไปเกี่ยวข้องกับวิชาการทางสัตวบาลหรือการปศุสัตว์ จนทุกวันนี้ผมสามารถintegrateเข้าไปกับวิชาการจัดการฟาร์มโคนมที่ผมรับผิดชอบสอนคนเดียว รายละเอียดจะยาวมากและยังไม่เคยเขียนออกมา ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนเป็นบทแทรกบทหนึ่งในหนังสือหรือตำราเรื่อง การจัดการฟาร์มโคนม โดยบทนี้(จะ)มีชื่อว่า "การจัดการตนเอง" ซึ่งเนื้อหา(เช่นเดียวกับที่ผมใช้สอนเด็กมา2รุ่นแล้ว)จะเริ่มตามลำดับขั้นดังนี้ครับ
1)ผมจะเริ่มด้วยการเล่าให้นักศึกษาในห้องฟังว่า3ปีก่อน ผมพารุ่นพี่ของเขาที่เรียนวิชานี้ไปงานโคนมแห่งชาติที่มวกเหล็ก ได้พบกับเจ๊พัชรีซึ่งสนิทกันมานานและเป็นเจ้าของศูนย์รับนมเอกชนรายใหญ่ที่ผมเคยส่งหรือฝากฝังลูกศิษย์ไปทำงาน ถามเ๊แกว่า "เจ๊ ปีนี้จะรับเด็กอีกไหม เจ้าพวกนี้อีกเดือนกว่าๆก็จะจบกันแล้ว" เจ๊แกมองผมและกวาดสายตาไปยังลูกศิษย์ของผมทั้งหญิงและชายกว่า50ชีวิต แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า "อาจารย์ อาจารย์กลับไปสอนลูกศิษย์อาจารย์ให้จัดการตัวเองให้ได้เสียก่อน ไอ้ทำงานน่ะก็เห็นทำเป็นอยู่หรอก แต่จัดการตัวเองไม่ได้ เดี๋ยวก็เมา เดี๋ยวก็ฉลองเสียงานเสียการ ไม่รับผิดชอบ"
2)เ๊จ๊พัชรีทำคุณกับผมอย่างเอนกอนันต์ เพราะนี่คือจุดเปิดประตูสร้างplateformในสมองเด็กเป็นฐานที่จะเชื่อมต่อกับเรื่องราวที่ผมจะปลูกฝังให้เกิดและเชื่อมต่อในการเรียนรู้ในระดับสมอง(ด้วยความเข้าใจในcognitive learningที่ผมสนใจศึกษาเพิ่มเติม ; ดูหน้า1-15ใน http://www.mju.ac.th/research/OrangeVillage/data/Milk_GMS3.pdf ผสมผสานกับการปฏิบัติอานาปาณสติแนวสติปัฏฐานสี่) โดยการนำเอา "การจัดการตัวเอง" เป็นจุดเริ่มที่ผมจะนำคำพูดเ๊แกมาชี้ให้เด็กเห็นว่า พวกรุ่นพี่นั้นคือตัวพวกเขานั่นแหละ
พวกเขาต้องฝึกจัดการตัวเอง แล้ว ผมก็จะเริ่มสอนให้เห็นความต่างของความอยากแบบ ตัณหา กับความอยากแบบ ฉันทะ ใช้เวลาตรงนี้หลายชั่วโมง (อย่างน้อย3ชั่วโมง) ที่จะชี้ให้เห็นว่าความอยากในชีวิตประจำวันเราหรือตามความเคยชินมักจะเป็นความอยากที่เรียกว่าตัณหา คือเป็นไปตามอิทธิพลความชอบ ชัง เช่นชอบก็ทำไม่ชอบก๊ไม่ทำหรือเลี่ยงฯลฯ แต่ความอยากที่เป็นฉันทะจะเอาตัวงานเป็นที่ตั้ง เอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง คืออยากทำให้งานนั้นดี ให้งานสำเร็จ ทำไปก็มีความสุขกับการทำงาน ยิ่งงานสำเร็จก็จะยิ่งมีความสุขในผลสำเร็จและมีความสุขเต็มอิ่มแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาชม หรือมีความคาดหวังอื่นที่ตัวจะได้ จะมี หรือจะเป็นที่แอบแฝงนอกเหนือ ซึ่งจะต่างกับการทำงานด้วยความอยากแบบตัณหา เพราะถึงทำงานเสร็จถ้าใจคาดหวังว่าเจ้านายจะชม แล้วไม่ชมก็จะผิดหวังเสียใจเกิดทุกข์ หรือทำเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วกลับไม่ได้รางวัลดังที่หวังหรือสัญญา ก็พาลโกรธโมโหฟาดงวงฟาดงาจนเกิดความเสียหาย เป็นทุกข์
3)ดังนั้นหลักเบื้องต้นที่จะจัดการตัวเอง ต้องเข้าใจความอยาก2อย่างนี้ และต้องฟูมฟักหรือบ่มเพาะให้มีความอยากประเภทฉันทะให้มีให้เกิดมากขึ้น จะบ่มเพาะให้ฉันทะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ชีวิตเราตั้งแต่เล็กจนโต เราเคยชินกับการทำอะไรภายใต้ความชอบหรือไม่ชอบใจมาตลอด เช่นชอบก็ทำ ไม่ชอบก็ไม่ทำ ฯลฯ การจะฝึกให้มีฉันทะจึงต้องฝืนความเคยชิน ด้วยตัณหาและฉันทะเป็นเรื่องระดับจิตใจ เป็นแรงขับภายใน การแก้ไขต้องเป็นการปฏิบัติทางจิต นั่นคือการทำจิตภาวนาหรือที่เราเรียกกันว่าการนั่งสมาธิ นักศึกษาทุกคนเคยผ่านการนั่งสมาธิมาทุกคน มากน้อยต่างๆกันไป การนั่งสมาธิต้องฝืนความเคยชิน การทำสมาธิจะเอาความอยาก(ตัณหา)ให้สงบ อยากให้ได้สมาธิเร็วๆอยาก... ก็จะยิ่งยุ่งยิ่งวุ่นวาย การทำสมาธิ(โดยอานาปาณสติ)ต้องเอาความรู้สึกที่ลมหายใจข้า-ออกตกกระทบปลายจมูกหรือริมฝีปากบนเป็นตัวงาน นั่นคือเรากำลังทำงาน จิตใจ ความใส่ใจอยู่แค่ให้มีความรู้สึกที่จุดลมตกกระทบอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นงาน นี่เป็นการฝึกฉันทะ ในขณะที่ปฏิบัติไปเราต้องฝืนความเคยชิน จึงต้องมีความเพียร หรือวิริยะ ฝึกไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ นานเข้า จิตก็จะตั้งมั่นมีสมาธิหรือ จิตตะ นั่นคือมีสติมากขึ้น วิมังสา การใคร่ครวญติดตามงานก็เกิดขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิหรือจิตภาวนานอกจากจะเป็นบทปฏิบัติของการสร้างฉันทะแล้ว จะเป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องให้เกิดวิริยะ จิตตะ และวิมังสา เกิดอิทธิบาท4ขึ้นครบ อิทธิบาท4คือบาทหรือเสาหลักของการที่จะทำงานใดๆให้ประสพความสำเร็จ การทำจิตภาวนาที่ถูกทางจะเป็นการฝึกหรือบ่มเพาะให้เกิดอิทธิบาท4ไปในตัวด้วย
4)อิทธิบาท4ที่ฝึกไว้ดีแล้วจะเป็นหลักในการทำงานและดำเนินชีวิตที่ดีงามของคนที่ได้ผ่าน"การจัดการตัวเอง" ในการทำงานก็จะมีฉันทะเป็นตัวนำ ที่จะทำให้เราใฝ่รู้สู้งานยาก การฝึกปฏิบัติดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการเกิดขึ้นของฉันทะในระดับจิตใจ ไม่ใช่การทำความเข้าใจแค่เกิดความรู้ว่าฉันทะคืออะไร หรือความรู้แบบรู้ว่าว่ายน้ำว่ายอย่างไร เรียนมาตามตำราจนรู้วิธีว่ายน้ำในกระดาษอย่างช่ำชอง แต่ไม่เคยลงน้ำ ไม่เคยหัดลอยตัวในน้ำ ไม่เคยสำลักน้ำก็จะว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าถูกใครถีบลงน้ำก็มีแต่จมน้ำตาย ความรู้เรื่ิงการว่ายน้ำในกระดาษช่วยอะไรไม่ได้ ดังนั้นการที่เราจะสอนคนอื่นให้ว่ายน้ำได้ เรา ผู้เป็นครูจะต้องว่ายน้ำได้ก่อน ฉันใดฉันนั้น การที่เราจะสอนให้ลูกศิษย์มีฉันทะ เราก็ต้องฝึกให้ตัวเองมีฉันทะก่อน นี่จะเป็นจุดที่ยากและสำคัญ แต่โดยความเป็นครูจะมีจิตวิญญาณครูอยู่แล้ว เป็นพื้นไม่มากก็น้อย ที่เมื่อฝึกต่อก็จะก้าวหน้าเร็วขึ้น ขอให้กำลังใจครูทั้งหลายครับ
**ก่อนจบผมขอเรียนว่าได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องการสร้างฉันทะในเด็กมาก่อนแล้ว2เรื่อง เรื่องแรกตีพิมพ์ในมติชนรายวันเมื่อ21มค.51 เรื่อง" "ไอน์สไตน์ว่าโรงเรียนต้องเป็นแหล่งฟูมฟักฉันทะของเด็กนักเรียน" อ่านได้ที่link
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2687&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=&sid=8ff18c44d465d3a1ec6f9f4fc0a35cfa
เรื่องที่2ส่งให้มติชนรายวันเมื่อ5 เมย.51 แต่ไม่ถูกตีพิมพ์เรื่อง "เราจะสร้างฉันทะให้เด็กได้อย่างไร" อ่านได้ที่link
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=248714
**ที่อาจารย์ชวนให้ช่วยกันเสนอหรือเล่าสู่ประสพการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การบอกว่าจะมีการตัดสินแล้วโดนใจจะส่งรางวัลไปให้ อันนี้ เป็นการกระตุ้นคนให้สนใจเขียนโดยเอารางวัลเป็นตัวล่อนะครับ แม้จะอ่อนมากๆแต่ก็จัดเป็นตัณหานะครับ ไม่ใช่ฉันทะ ในบทความที่2อธิบายตรงนี้ไว้ชัดครับ เพราะฉนั้นผมไม่ขอเกี่ยวข้องกับการพิจารณาหรือรางวัลนะครับ แค่ได้เขียนมาเล่าสู่กันฟังผมก็มีความสุขแล้วครับ ขอขอบพระคุณอาจารย์มากครับที่เปิดหัวข้อนี้ขึ้นให้ผมได้มีโอกาศนำประสพการณ์มาเล่าสู่กันฟัง //เคารพและนับถือ ดำรง ลีนานุรักษ์