หลายสัปดาห์มาแล้วผมได้ไปถ่ายรายการที่ อ.แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ไปกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)


เดินทางจาก กทม โดยรถไฟตู้นอนภูพิงค์ ทริปนี้มีทีมงานจาก TPBS ไปด้วย คุ้นเคยกันดี


การเดินทางโดยรถไฟตู้นอนนั้นดีใช้ได้ครับ สำหรับใครที่ติดหรูแล้วคาดว่า เดินทางโดยรถไฟจะลำบาก 

ผมยืนยันว่าตู้นอนภูพิงค์นั้นดีกว่าที่คุณคิด 

 

ผู้โดยสารคุยกันว่า ตู้ที่เราอยู่ กว้างกว่าตู้อื่น ๓ เซนติเมตร (จริงหรือไม่ ?)


 

P1010010_resize

 

ถึงเชียงใหม่เช้าครับ อากาศดีทีเดียว มีรถตู้ของทีมงานมารับ เดินทางขึ้นเขากันต่อ ผ่านกลุ่ม นปช.เป็นระยะๆ 

(ไม่ทราบทำอะไรกัน)

</span>


ผมเคยดูสารคดีของมูลนิธิกระจกเงา "ปกาเกอญอกับช้าง" มาครั้งนี้ผมหวังเห็นช้าง


เราไปถึงที่หมายเที่ยงครับ เข้าที่พักในลักษณะ Home stay รับประทานอาหาร และเริ่มกิจกรรม


บ่ายวันนี้มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จะมาทำสื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นที่วัดครับ


วัดนี้มี "พระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา"ซึ่งเป็นโครงการของ "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"

วันหลังผมอยากจะนำเรื่องนี้มานำเสนอ

 


P1010033_resize

กิจกรรมดำเนินไปด้วยดีครับ อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการก็มีความตั้งใจ พบแววตาแห่งความสุขจากเด็กๆ ในพื้นที่


กิจกรรมนี้มีอาสาสมัครชาวต่างชาติเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย


ผมลองพิจารณาสภาพสังคมของพี่น้องปกาเกอญอ พบสิ่งที่น่าสนใจ


เมื่อพิจารณาตามหลักลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Maslow)


๑. ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological needs)

เศรษฐกิจที่นี่ค่อนข้างดี บ้านเรือนสะอาดโอ่โถง มีบ้านเลขที่ชัดเจน ไม่มีปัญหาเรื่องสัญชาติ มีโรงเรียน สถานีอนามัย

(ผมไปใช้บริการมาแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐบริการดีเยี่ยม)

ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ อากาศดี มีการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารการกินพร้อม 

ผมคิดว่าที่นี่เศรษฐกิจดีกว่าพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ หรือแม้แต่คนไทยบางพื้นที่

ผมเคยไปถ่ายรายการที่เกาะเหลา จ.ระนอง พี่น้องมอแกนที่นั่นแย่กว่าที่นี่หลายสิบเท่า  หรือแม้แต่ปกาเกอญอที่สวนฝึ้ง ราชบุรีก็ไม่ดีเท่านี้ (ทั้งสองที่ยังมีปัญหาเรื่องสัญชาติ)

.....

๒. ความต้องการความปลอดภัย (Safety needs)

 

สังคมที่นี่บ้านมีรั้วแค่เอาไว้แสดงเขต บางบ้านไม่มีรั้ว ผมไม่เห็นตำรวจ หากไม่นับสุนัขดุ คาดว่าน่าจะปลอดภัยในระดับที่วางใจได้

มีสถานีอนามัยที่สะอาด มีรอยยิ้ม น่าใช้บริการ แต่พบว่ามีปัญหาครอบครัวบ้าง(คิดว่าเรื่องปกติ)ถนนหนทางราดยางเป็นถนนปลอดฝุ่น ฮ่าๆ


.....

๓. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love needs)

สังคมที่นี่เอื้อต่อความต้องการในด้านนี้ครับ เมื่อร่างกายสมบูรณ์ สังคมปลอดภัย ความเป็นสังคมก็เกิดขึ้นอย่างสะดวก 

แม้เด็กโตจะต้องไปเรียนในเมืองที่ใหญ่กว่า

แต่พบว่าประชากรวัยกลางคนมีเยอะพอสมควร นั่นแสดงว่า เด็กๆ ที่ไปเรียนในพื้นที่อื่นไม่ได้ทิ้งถิ่นไปอย่างสิ้นเชิง มีหลายคนที่กลับมา 

แต่ผมไม่สามารถแจกแจงอย่างละเอียดในสถิติได้

ผมพบเด็กกำพร้าคนหนึ่งอายุ สี่หรือห้าขวบ พ่อและแม่เสียชีวิต เด็กคนนี้ค่ำไหนนอนนั่น แต่การนอนในที่นี้ไม่ได้นอนริมถนน 

แต่หมายถึงค่ำบ้านไหนนอนบ้านนั้น

เด็กคนนี้ยังโชคดี เพราะถ้าเหตุการณ์นี้เกิดในสังคมอื่นเช่น กทม. เค้าอาจได้นอนฟุตบาท


.....

๔. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ( Self-Esteem needs)

ผมพิจารณาเห็นความต้องการด้านนี้ไม่มาก คิดว่าน่าจะแค่ไม่ต้องการให้คนอื่นมาดูถูกหรือรักษาตนเองให้อยู่ในมาตรฐานทางสังคม 

ผมอาจฝังตัวอยู่ไม่นานและไม่ลึก

......

๕. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization needs)

ข้อนี้ผมมั่นใจว่าพื้นที่นี้มีสมบุรณ์ ที่นี่ทุกคนกล้าจะบอกว่าเค้าคือ ปกาเกอญอ มีการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของตนอย่างมีระบบ 

การแต่งกายนั้นชัดเจน ไม่ได้เปลี่ยนไปตามกระแสสังคมเมืองจนเสียอัตลักษณ์ มีวัยรุ่นคนหนึ่งที่เรียนคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 

ตอนนี้ปริญญาโทแล้ว 

ผมคุยกับน้องคนนี้ (ไม่รู้พี่หรือน้อง) เค้าตั้งใจจะกลับมาทำเกษตรที่บ้านและดูแลเรื่องกฏหมายให้กับคนในชุมชน 

มองดูคล้ายผู้ใหญ่ลี(กับนางมา)



P1010022_resize

ผมว่าชุมชนนี้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ มองตามมาสโลว์ก็น่าจะมองเห็นเหตุ แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงเหตุของเหตุ ก็ต้องพูดถึงสภาพแวดล้อม


ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่แยกเฉพาะ มีป่าเขาล้อม ไม่ไกลเมือง แต่อิทธิพลของชุมชนเมืองไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงที่นี่มากนัก 

ชาวชุมชนส่วนใหญ่ไม่นิยมดูโทรทัศน์(นี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จิตวิทยาการตลาดไม่ได้เข้ามาปลุกกิเลส)

มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง (ปกาเกอญอ) ผมไม่ทราบว่าพื้นฐานความคิดของชาวปกาเกอญอต่างจากฐานของคนชุมชนอื่นอย่างไร 

แต่นี่อาจเป็นจุดสำคัญในการเป็นชุมชนอบอุ่น


........

วันรุ่งขึ้น เวลาบ่ายๆ ผมเดินอยู่ใน อ.เมืองเชียงใหม่ ชุมชนชาวเชียงใหม่เป็นชุมชนเมืองใหญ่ที่พยายามรักษาความเป็นล้านนา 

แต่ด้วยความเป็นสังคมเมือง ความเป็นล้านนาที่ชัดเจนที่สุดที่คนแปลกหน้าสัมผัสได้อาจเป็นภาษาและสถาปัตยกรรมบางแห่ง 

ส่วนคนในพื้นที่อาจรับรู้ได้มากกว่านั้น


ผมย้อนคิดไปถึงชุมชนของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อื่นรวมถึงพี่น้องเชื้อชาติไทย หลายๆ ชุมชนไม่ได้สมบูรณ์พร้อม 

เหมือนปกาเกอญอที่แม่วาง  

ถามว่าทำไม ทำไมระบบวัฒนธรรมถึงสูญหาย เด็กๆ วัยรุ่นในชุมชนหายไปไหนหมด 

ทำไมจบการศึกษาแล้วไม่สามารถหางานทำในภูมิลำเนาได้

เด็กเรียนอะไร หรือ ระบบการศึกษาให้เด็กเรียนอะไร ผมเคยตั้งข้อสงสัยว่า หากผมกลับบ้าน ผมจะทำงานอะไร วันนี้ยังไม่ได้คำตอบ


เด็กๆ ไม่ได้อยู่บ้าน แต่มารวมตัวกันอยู่รอบๆ สถานศึกษา การอบรมบ่มนิสัยจากบุพการีเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเต็มที่คือพฤติกรรมของเด็กๆ ในลักษณะเสรีนิยม

ชุมชนชนบทไม่มีวัยรุ่น พลังในการขับเคลื่อนระบบวัฒนธรรมไม่มี ประเพณีสูญหาย คำว่าชุมชนอบอุ่นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ชุมชนเมืองมีแต่คนที่มีพลังเข้ามาแข่งขัน แข่งกับเวลา คนที่ชนะก็ก้าวไป คนที่พ่ายแพ้ก็สิ้นสุด เงินหมดก็หลังกระแทกพื้น 

ไม่มีสายใยทางสังคมใดใดมารองรับ แล้วต่อไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง


เมื่อวันแม่แห่งชาติ ผมไปถ่ายข่าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ที่นั่นมีการเปิดโรงทาน ผมตกใจมากกับปริมาณคนไร้บ้าน เยอะจนตะลึง 

แน่นอนคนเหล่านี้พื้นแพไม่ใช่คนกรุงเทพ อะไรทำให้เค้าเป็นแบบนี้ ระบบอะไรส่งเค้ามาอยู่ตรงนี้


........

คืนนั้นที่แม่วางมีอาสาสมัครคนหนึ่งร้องไห้ น้องสาวคนนี้ไม่สบาย น้องสาวสะอื้นบอกผมว่าอยากกลับบ้าน อากาศที่นี่เย็น
ความเจ็บปวดคงทำให้เค้าอยากลับบ้าน
อากาศยามค่ำคืนที่ไหนก็เย็น ความเจ็บปวดทำให้ทุกคนอยากกลับบ้าน
ทำไมเด็กวัยรุ่นเรียนจบแล้วไม่กลับบ้าน ทำไมคนที่สนามหลวงถึงไร้บ้าน บ้านเค้าหายไปไหน
แล้วระบบอะไรทำให้สังคมเป็นแบบนี้