Professor Carolyn Baum เป็นนักวิชาการที่อุทิศตนเพื่อพัฒนางานกิจกรรมบำบัดในอเมริกา และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการผลักดัน “ปรัชญากิจกรรมบำบัด” ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งระดับชาติและนานาชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ WHO และ UN ได้ประกาศนโยบายชัดเจนว่า ประชากรโลกต้องการ “ปรัชญากิจกรรมบำบัด” เพื่อสุขภาพดีทั่วหน้า
หลายวิชาชีพทางการแพทย์ในเมืองไทย ได้มีการปฏิรูประบบสุขภาพ เน้นการให้ความรู้ทางสุขภาพเข้าถึงประชาชน ด้วยวิถีการแพทย์ทางเลือกมากมาย แต่นักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ควรนำเสนอ “ปรัชญากิจกรรมบำบัด ซึ่งมีการพัฒนาอย่างหลากหลายรูปแบบในวิชาชีพ แต่รูปแบบพื้นฐานที่ประชากรโลกสนใจและอยากเรียนรู้ คือ PEO (Person-Environment-Occupation) Model [Law, M., et al., The Person-Environment-Occupational Model: a transactive approach to occupational performance. Canadian Journal of Occupational Therapy - Revue Canadienne d Ergotherapie, 1996. 63(1): p. 9-23.] ที่เน้นมิติของ คนหนึ่งคน (Person/client) ที่มีพัฒนาการและการประสมประสาน (Developmental and integrative processes) ของระบบการทำงานและทักษะต่างๆ ได้แก่ร่างกาย (Physical functions and skills) จิตสังคม (Psychosocial functions and skills) ความรู้ความเข้าใจ (Cognitive functions and skills) ปฏิสัมพันธ์ต่อตนเองและผู้อื่น (Intra and inter personal functions and skills) นำไปสู่การพัฒนาความสามารถในการดำเนินชิวิต (Occupational Performance) ผ่านกิจกรรมหลักในแต่ละวัน (Occupations/activities of daily living) ได้แก่ กิจกรรมดูแลตนเอง (Self-care) กิจกรรมการทำงานหรือการเรียน (Work/education) กิจกรรมการเล่นและการใช้เวลาว่าง (Play and leisure) และกิจกรรมการพักผ่อน (Rest/sleep) ซึ่งมีการเข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดี (Activity Participation & Well being)ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบทของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมนั้นๆ (Societal and Environmental contexts)
Professor Carolyn Baum ยังแนะนำว่า “Occupational Therapists are the unique profession in the health system and expertise in Functions and Skills for Activity Participation & Well being” ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ต้องรวมพลังในฐานะสมาคมวิชาชีพหรือองค์กร เพื่อเผยแพร่ความสามารถทางกิจกรรมบำบัดอันมีประโยชน์แก่ประชากรในหลายๆระดับ สมาคมวิชาชีพเองก็ตั้งแผนการและนโยบายเชิงรุก (Action Plan & Mission) ไปจนถึงปี 2015 โดยเน้นการเพิ่มปริมาณ Publication ใน Journal ที่มี Impact Factor or citation ที่สูง ไม่ใช่เฉพาะ Professional Journal เท่านั้นแต่ต้องพยายามไปให้ถึงในระดับ Interdisciplinary Journal or research (การทำงานวิจัยร่วมระหว่างวิชาชีพทางการแพทย์เพื่อเป้าหมายพัฒนาสุขภาวะทางสุขภาพ (Health & Well being)ในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน จนถึงการทำงานวิจัยในมุมมองที่หลากหลายของวิชาชีพต่างๆ เพื่อเป้าหมายพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม (Translation research into an enhancement of Quality of Life) และมีการผลิตบุคลากรเสริม คือ ผู้ช่วยนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy Assistance) เพื่อช่วยงานกิจกรรมบำบัดขั้นพื้นฐานและให้ความรู้ขั้นพื้นฐานในแต่ละชุมชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ควรมีการพัฒนาการรักษาด้วยกิจกรรมบำบัดในสภาวะสุขภาพที่ประชากรในประเทศและทั่วโลกกำลังประสบปัญหาในปัจจุบันและเพิ่มขึ้นในอนาคต (Local and Global Health Problems) เช่น กลุ่ม Rehabilitation, Disability, and Participation (e.g. in people with chronic diseases) กลุ่ม Mental Health กลุ่ม Health & Wellness (e.g. in general population) กลุ่ม Work & Industry (including hand rehabilitation in working population) กลุ่ม Children & Youth in School and Community (เน้นพัฒนา Leadership skills และ Global citizenship skills)และกลุ่ม Occupational Justice & Cooperation (จากงานวิจัยของ Trevor Goddard) ที่มุ่งเป็นผู้นำสังคมเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทางจิตสังคมในบริษัทหรือองค์กร ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ตัวอย่างปัญหาดังกล่าวเป็นมุมมองที่น่าสนใจที่เดียว คือ The Global Compact of UN: Human Rights, Labor, Environment, Anti-corruption
Professor Dr Sohail Inayatullah ได้เน้นบทบาทนักกิจกรรมบำบัดในอีกห้าปีข้างหน้าให้มีการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการดำรงชีวิตของคนทั้งโลกให้เกิดความสมดุลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆของชีวิตในโลกอนาคต (Occupational Balance in globalization) ได้แก่ City design and health, Sprawl and drought, Clogged roads, Economic health issues, Depression peak, New and old disease, Divided world, High world GDP or Growth Development of Population, Less developed countries และ Unemployment of youth
นักกิจกรรมบำบัดต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ฉลาด เยือกเย็น และสร้างสรรค์ “SMART & SAVY!” ในการรู้จักพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั้งโลกที่ประสบปัญหาทางสุขภาพร่างกายและจิตสังคม อันเนื่องมาจากขาดการประสมประสานกิจกรรมการดำรงชีวิตที่สมดุลระหว่าง เทคโนโลยีอันทันสมัย (New Technology) สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนในโลกใบนี้ (Globalization-new form of disabilities) และพัฒนาการทางจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล (Aging and Spiritual growth)
นักกิจกรรมบำบัดจะเป็นผู้ผลักดัน (Health Cog) บุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ให้เข้าหาผู้ที่มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต (Occupational Deprivation) ในเชิง Home visiting under marketing area และ Adaptive occupation as a social justice แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.metafuture.org/index.html ท่านผู้อ่านลองเยี่ยมชมความสำเร็จในการผลักดันงานกิจกรรมบำบัดในระดับองค์กรของออสเตรเลียที่ www.homemods.info และระดับโลกที่ www.wfot.org/wfot2006 ตลอดจนพัฒนาระบบการศึกษาทางกิจกรรมบำบัดของชาติต่างๆในทวีปยุโรปที่ www.cotec-europe.org
Dr Ruth Watson ย้ำว่าผลกระทบของการมีระบบวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสุขภาพจิตสังคมตลอดเวลา เมื่อคนทั้งโลกยังคงพึงพอใจต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน นักกิจกรรมบำบัดก็ควรพึงพอใจต่อสภาพการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น จงระลึกเสมอว่าเราไม่ได้กำลังแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักโอกาสที่เป็นจริงในการตัดสินใจทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต (Occupational determination as invisible possibilities) ของคนเหล่านั้นด้วย หลักการสำคัญคือการได้หยุดคิดและวางแผนงานทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ Therapy, Community development, Transformation through occupation (basic needs and satisfaction in functional livings) และ Redistribution justice rights of diabled persons
Marilyn Pattison ได้ให้ข้อคิดว่า ทำอย่างไรจะพัฒนางานกิจกรรมบำบัดให้เป็นประโยชน์สูงสุดในวงการแพทย์และสาธารณชน เธอได้กล่าวถึงการนำหลักการทางธุรกิจมาประยุกต์กับงานกิจกรรมบำบัด แบบ The Entrepreneurial Approach เป็นการทำโอกาสเล็กๆให้มีรูปธรรมที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่มากที่สุด เช่น การวิเคราะห์การตลาดของการขาดแคลน Home care equipments/services เพื่อพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต (living skills) ของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพต่างๆ จากนั้นสร้างฐานข้อมูลและพัฒนางานในรูปแบบผู้ให้คำปรึกษาประจำร้านขายยาร่วมกับเภสัชกร (Chemist consulation as a partnership) และบริหารงานออกสู่ชุมชนโดยเน้น Assessment of functions developed and authorised by Occupational Therapists
งานที่ท้าทายแบบนี้ท่านผู้อ่านคงต้องสร้างความมั่นใจในตนเอง อย่าท้อถอยเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่ทราบบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด เน้นจุดยืนอย่างมีทิศทางของตนเองด้วยสำนึกที่ว่า “We are experts in the science of doing and living, performance improvers, and a selected and highly specialized group in community with a major contribution to make to the health and wellbeing of all people.”
Dr Rachel Thibeault กล่าวว่าเมื่อใดก็ตามที่นักกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่งรู้จักทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างมีความหวัง เมื่อนั้นท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่สร้างอนาคตให้กับคนหมู่มาก “One body One spirit One hope” เน้นการมีบทบาทใหม่ๆ แบบ Global citizenship ที่ต้องนำไปสอนและทำวิจัยต่อในโรงเรียนกิจกรรมบำบัด โดยมีเนื้อหาสำคัญตาม UNESCO คือ Detecting error and illusion, Principles of pertinent knowledge, Teching the human condition in reality, Earth identiy, Confronting incertainties (e.g. global warning, nuclear barriers), Understanding each other และ Ethics for the human genne
เชียร์สุดใจเลยครับ กับบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด และศาสตร์ของกิจกรรมบำบัด ขอให้มีคนเก่งและดีมากๆนะครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับแรงเชียร์จากคุณยงยศ
ขอสู้ด้วยคนค่ะพี่ชาย
ขอบคุณมากครับน้องนักกิจกรรมบำบัด
หนูเห็นด้วยค่ะกับ "อย่าท้อถอยเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่ทราบบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด เน้นจุดยืนอย่างมีทิศทางของตนเอง" เพราะถึงแม้ว่านักกิจกรรมบำบัดจะยังเป็นที่ต้องการของวงการทางการแพทย์ และยังมีผู้คนอีกมายที่ยังไม่รู้จักบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด ต้องคอยตอบคำถามของผุ้คนอยู่เสมอๆว่า กิจกรรมบำบัด คืออะไร ทำอะไร ต่างจากอาชีพอื่นอย่างไร ในบางครั้งก็รู้สึกท้อ เพราะเหมือนไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมว่า นี่แหล่ะ คือกิจกรรมบำบัด และขอบเขตงานก้กว้าง กว้างจนไม่รู้ว่าที่จริงเรามีทำอะไรกันแน่ ซึ่งนักศึกษาเองก็ยังต้องใช้เวลานานถึงจะเข้าใจ ในเมื่อเราอยากจะยืน ณ จุดๆนี้ และเลือกที่จะเป็นบทบาทนี้ เราก็ต้องมีจุดยืนที่มั่นคง สร้างความเป็นOTให้เห็นว่าเรามีความสำคัญอย่างไร และมีศักยภาพอย่างไร ให้แตกต่างและชัดเจนว่าเราคือนักกิจกรรมบำบัด เพราะว่าไม่มีอะไรตายตัว เราจึงต้องสร้างงานให้มีคุณภาพ ให้ชัดเจน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ณ ตอนนี้ อาจจะมีแค่ 2 สถาบันที่เปิดหลักสูตรกิจกรรมบำบัด แต่อนาคตจะต้องมีมากกว่านี้แน่นอน และจะมีOTในทุกๆโรงพยาบาลเหมือนกับวิชาชีพทางการแพทย์อื่นๆ และเป็นที่รู้จักกับคนทั่วไป ถ้าเราไม่ท้อและทิ้งความเป็นOT
นักกิจกรรมบำบัดต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ฉลาด เยือกเย็น และสร้างสรรค์ “SMART & SAVY!” ใน การรู้จักพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั้งโลกที่ประสบปัญหาทางสุขภาพร่างกายและจิต สังคม อันเนื่องมาจากขาดการประสมประสานกิจกรรมการดำรงชีวิตที่สมดุลระหว่าง เทคโนโลยีอันทันสมัย (New Technology) สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนในโลกใบนี้ (Globalization-new form of disabilities) และพัฒนาการทางจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล (Aging and Spiritual growth)
จากประโยคนี้ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน คนเราจะประสบปัญหาทางด้านสุขภาวะเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นสภาวะทางกายและทางจิต เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีเข้ามาเยอะ ทำให้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับสิ่งภายนอกมากกว่าสิ่งภายใน หลงไหลไปกับเทคโนโลยีเหล่านั้นโดยใช้เวลาส่วนใหญ่กับสิ่งนั้นจนลืมดูและสุขภาวะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ โทรศัพท์มือถือรุ่่นใหม่ ๆ แม้กระทั่งในโลกของไซเบอร์ จนกระทั่งลืมสนใจกับการดูแลตนเอง กิจกรรมการดำเนินชีวิตก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดต้องเป็นผู้แบบอย่างในการดำเนินชีวิต ให้เท่าทันกับยุคสมัย และต้องมีการพัฒนาตนเอง ค้นคว้าข้อมูลตลอดเวลา เพื่อใช้ในการบำบัดผู้รับบริการ โดยเริ่มจากตัวเอง และในขณะเดียวกันนักกิจกรรมบำบัดเองต้องดูแลเรื่องสุขภาวะของตนเองให้ดี สร้างความสมดุลของการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักของ PEO Model และสร้างสรรค์ ออกแบบการรักษาให้เข้ากับยุคสมัยแต่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของความสามารถในการประกอบกิจกรรม และผลของการรักษาให้ดำเนินไปตามเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้รวมทั้งคำนึงถึงผลกระทบและข้อควรระวังในการบำบัดด้วย
หากสามารถทำได้ตามแนวทางเหล่านี้จริงผมคิดว่างานกิจกรรมบำบัดจะต้องสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอย่างแน่นอนครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ Interdisciplinary Journal or research ซึ่งจะส่งผลดีอย่างยิ่งสำหรับเหล่าผู้รับบริการต่างๆโดยยังคงยึดจุดยืนของวิชาชีพกิจกรรมบำบัดและดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นซึ่งอาจต้องใช้เวลา แรงกาย และแรงใจเป็นอย่าง แต่ผมก็เชื่ออีกว่านั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตของคนหมู่้มาก(One body One spirit One hope)ดังที่ Dr Rachel Thibeault ได้กล่าวไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญอย่างที่สุด
ขอบคุณครับคุณชลธิชา คุณสุภาพร และคุณธิติสรรค์
เห็นด้วยในส่วนที่ว่า “บทบาทนักกิจกรรมบำบัดในอีกห้าปีข้างหน้าให้มีการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการดำรงชีวิตของคนทั้งโลกให้เกิดความสมดุลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆของชีวิตในโลกอนาคต”
ทุกวันนี้สังคมเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การเป็นอยู่ของประชากรต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอด เพื่อให้ตนเองอยู่รอด ในการปรับตัวอยู่นั้น อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในชีวิต อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นสิ่งเร้าเข้ามาอย่างไม่หยุด ตัวเราก็ต้องมีการขวนขวาย พัฒนาตนเอง ให้สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เกิดความสมดุล เมื่อมีสิ่งเร้ามาก ก็ย่อมมีการปรับตัวยากยิ่งขึ้น จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทางจิตใจและร่างกายตามมา
งานทางด้านกิจกรรมบำบัดจึงเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดการชีวิต ให้เกิดความสมดุล และสามารถประกอบกิจกรรมที่มีคุณค่ากับตนเองได้ ส่งผลให้เกิดความสุขกับตนเองอีกด้วย นอกจากจะปรับความสมดุลในชีวิตแล้ว ยังสามารถวางแผนระบบการทำงานของคนในบริษัท ที่มีการแข่งขันกันมาก ๆ ได้ เพื่อบรรเทาความเครียดให้กับพนักงาน แต่จะไม่แก้ไขด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว จะมองถึงโอกาสในการทำกิจกรรม เพื่อการพัฒนาทักษะที่ใช้ในการดำรงชีวิตของบุคคลเหล่านั้นด้วย เมื่อทุกคนเกิดความสมดุลในชีวิต ก็จะทำให้เกิดความสุขกับตนเอง แบ่งปันให้กับผู้อื่นในสังคม ช่วยลดปัญหาอาชญากรรม ที่เป็นอันตรายต่อสังคมอีกด้วย ...
ขอบคุณครับคุณกมลชนก
ผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า " ผลกระทบของการมีระบบวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมตลอดเวลา " เพราะในสังคมไทยยุคปัจจุบันนี้ได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมต่างชาติเยอะมากโดยเฉพาะ วัฒนธรรมเกาหลี ที่กระทบต่อการใช้ชีวิตของวัยรุ่นไทยค่อนข้างมากพอสมควรและยังทำให้ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่เขารู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลดน้อยลง ดังนั้นผมคิดว่างานทางด้านกิจกรรมบำบัดจึงควรเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับการที่จะแนะนำรูปแบบหรือวิธีการที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลให้คงอยู่เหมือนเดิม และยังเป็นส่วนที่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงานของไทยไว้ได้อีกด้วย
ขอบคุณคุณศราวุฒิ
สวัสดีครับอาจารย์
พออ่านครั้งแรกผมสนใจกับคำว่า “นักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่” นะครับ พอได้อ่านผมเห็นด้วยนะครับ และคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องพัฒนาศักยภาพของตนเอง ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ การจัดการตนเอง เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นกับวิชาชีพเรา เพราะเรามีหน้าที่ในการช่วยจัดการ หรือพัฒนาศักยภาพให้ผู้รับบริการสามารถดำรงชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆได้ตามความสามารถ ภายใต้บริบทที่บุคคลนั้นมี ถ้าตัวเรายังจัดการตัวเองไม่ได้คงเป็นการยากที่จะช่วยผู้อื่นผู้อื่น
ผมชอบกับทุกความคิดเห็นของ Professor ทุกท่านที่อาจารย์เอามาลงนะครับ แต่ที่ชอบสุดๆ คือของ
Dr Rachel Thibeault ที่บอกว่า “One body One spirit One hope” อ่านและรู้สึกภูมิใจในการเป็นนักกิจกรรมบำบัด มันเหมือนเป็นกำลังใจให้เราทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือคนที่รอความหวังจากเราอยู่
ผมมีโอกาสได้อธิบายความหมายของวิชาชีพกิจกรรมบำบัดแบบสั้นๆ ให้อาจารย์ที่มาสอนวิชาเลือกท่านหนึ่งได้ฟัง สิ่งที่อาจารย์ท่านนั้นได้บอกกลับมาคือบอกว่าเราเป็น “ศาสตร์ตัวแม่” เพราะอาจารย์บอกว่าเราทำอะไรได้หลายอย่าง ทำได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย พอผมได้ฟังผมก็รู้สึกดีนะครับ แต่พอมานั่งคิดๆดูมันทำให้ผมคิดว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีจุดยืน และรู้จักบทบาทตัวเองให้มาก เพราะมิเช่นนั้นเราอาจจะไปทับซ้อนกับวิชาชีพอื่นๆได้ ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนสับสนเมื่อผมอธิบายถึงวิชาชีพกิจกรรมบำบัด และมันจะเป็นผลดีในการที่จะทำให้บุคคลากรทางการแพทย์รู้จักและเข้าใจบทบาทหน้าที่เรามากขึ้น
ขอบคุณสำหรับข้อมูลความรู้นะครับ พอมาอ่านก็เข้าใจบทบาทเรามากขึ้น และจะพยายามพัฒนาตนเองให้ ให้ฉลาด เยือกเย็น และสร้างสรรค์ นะครับ
I love OT
กีรติ
สวัสดีค่ะอาจารย์ป๊อป
ดิฉันเห็นด้วยค่ะกับที่ว่านักกิจกรรมบำบัดจะเป็นผู้ผลักดันบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ให้เข้าหาผู้ที่มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต เนื่องจากในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆและคนส่วนใหญ่เห็นว่าเมื่อผู้ป่วยหรือผู้รับบริการได้รับการรักษาจนพยาธิสภาพต่างๆหายดีแล้ว บุคคลเหล่านั้นก็สามารถที่จะกลับบ้านได้ แต่ลืมคำนึงถึงการดำเนินชีวิตประจำวันอย่ามีประสิทธิภาพของเขา ซึ่งในจุดนี้นักกิจกรรมบำบัดได้คิดว่าเราไม่ได้แก้ไขปัญหาสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนึกถึงปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของบุคคลนั้นๆ สภาพจิตสังคมและความเป็นอยู่ระหว่างคนในครอบครัว วัฒนธรรมที่หลากหลายที่บุคคลนั้นให้ความสนใจ รวมไปถึงกิจกรรมที่เขาได้ทำในแต่ละวันด้วย ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นได้รวมกันเป็นองค์ประกอบของ PEO Model ซึ่งถ้าเราสามารถบรรลุเป้าประสงค์เหล่านี้ได้และให้สหวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นในด้านต่างๆแล้ว บุคคลคนหนึ่งก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ รับกับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันได้ดี และเป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพ
ดิฉันหวังว่านักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ที่เราตั้งใจ จะทำให้สหวิชาชีพเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรมที่มีคุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันของสหวิชาชีพค่ะ
สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณอาจารย์ป๊อปที่นำความรู้ใหม่ๆมาให้พวกเราได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มพูนทักษะและกระบวนการทางความคิดให้เราเป็นนักกิจกรรมบำบัดที่มีคุณภาพในอนาคตค่ะ
สว้สดีค่ะอาจารย์ป๊อป
ดิฉันเห็นด้วยกับบทความที่กล่าวมาข้างต้น เพราะเป็นการเข้าถึงทุกๆคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน แต่การที่จะเข้าถึงทุกๆคนนั้น นักกิจกรรมบำบัดจะต้องคอยระวังไม่ให้การเข้าถึงนั้นไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของบุคลากรด้านอื่น เนื่องจากงานของกิจกรรมบำบัดนั้นมีขอบข่ายงานที่กว้าง และมีนักกิจกรรมบำบัดอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบขอบข่ายงานของกิจกรรมบำบัดอย่างถูถต้องและชัดเจน มีนักกิจกรรมบำบัดหลายคนที่ทำงานหลากหลายด้านซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่สามารถทราบบทบาทที่แท้จริงของตนเองได้ การที่นักกิจกรรมบำบัดจะเข้าใจขอบข่ายงานของตนเองนั้น นักกิจกรรมบำบัดจะต้องเข้าใจตนเองก่อน จึงจะพิจารณาถึงความชอบและความต้องการของตนเองได้ ซึ่งงานวิจัยมีส่วนผลักดันให้นักกิจกรรมบำบัดมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพอื่น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี มีความน่าสนใจ และการทำวิจัยยังเป็นการพัฒนาความรู้ มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เป็นการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับสังคม และสามารถใช้ผลของการวิจัยมาเป็นข้อมูลสำหรับการสร้างแนวทางหรือทางเลือก ในการขอรับบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนได้
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ป๊อบ
ดิฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวของ Dr Ruth Watson ว่าผลกระทบของการมี ระบบวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สุขภาพจิตสังคมตลอดเวลา เมื่อคนทั้งโลกยังคงพึงพอใจต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน นักกิจกรรมบำบัดก็ควรพึงพอใจต่อสภาพการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น จงระลึกเสมอว่าเราไม่ได้กำลังแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักโอกาสที่เป็นจริงในการตัดสินใจ ทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต (Occupational determination as invisible possibilities) ของคน เหล่านั้นด้วย
เพราะโลกมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น การแข่งขันย่อมเกิดมากขึ้นตามกัน ถึงผู้คนจะมีความสุขกับการใช้
เทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสุขทางกายเท่านั้น แต่หาความสุขทางใจที่เป็นความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย
และวิชาชีพไหนก็ไม่ได้มองความสุขทางใจเลย ยกเว้นแต่วิชาชีพกิจกรรมบำบัดที่สามารถสร้าง ความสุขทางใจให้แก่เขาได้ โดยที่เน้น มิติของ คนหนึ่งคนที่ ที่มีการพัฒาด้านต่าๆทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม โดยมองมนุษย์ด้วยมุมมองที่หลากหลาย
กับเพื่อให้เกิดการประกอบกิจกรรมการดำเนินชิวิตอย่างมีเป้าหมาย และมีคุณค่าเพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปทุกวัน
กิจกรรมบำบัดถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาชีพเล็กๆ แต่ก็สามารถสร้าคนให้แข็งแกร่งได้
ขอขอบคุณอาจารย์ป๊อบที่เผยแพร่ความรู้ดีๆ ที่นักศึกษาอ่านแล้วนำไปประยุกต์ใช่ได้กับตัวเราและผู้อื่น ค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ดิฉันชอบแนวคิดกิจกรรมบำบัดสมัยใหม่มากเลยนะคะ โดยเฉพาะงานในด้าน Occupational Justice & Cooperation มากเลยคะ เพราะไม่อยากให้งานกิจกรรมบำบัดต้องถูกจำกัดอยู่ในโรงพยาบาลแค่อย่างเดียวทั้งนั้น ถึงแม้การทำกิจกรรมในด้าน Occupational Justice & Cooperation ยังไม่โดดเด่นเห็นชัด ดิฉันคิดว่ามันเปนงานที่อยากและท้าทายความสามารถเป็นอย่างมากสำหรับนักโอที ที่ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเราว่างานกิจกรรมบำบัดเราสามารถช่วยบุคคลเหล่านั้นได้แค่ไหน แล้วแนวทางการช่วยเหลือจะทำให้บุคคลเหล่านั้นมีศักยภาพในทิศทางใด สามราถทำให้คุณภาพชีวิตของบุคคลเหล่านั้นดีขึ้นได้หรือไม่ และงานของเราจะต้องไม่ทับซ้อนกับแผนกบุคคล ซึ่งหากว่าเรายังไม่ชัดเจนในบทบาทของเรา แล้วใครจะเห็นความชัดเจนในบทบาทของเรา แม้กิจกรรมบับัดแนวใหม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนา ก็ต้องให้พี่น้องชาวโอทีร่วมด้วยช่วยกัน ดังคำ"One body One spirit One hope" ความหวังกิจกรรมบำบัดใหม่ อยู่ในมือทุกคน
ขอบคุณคะ
ขอบคุณครับคุณกีรติ คุณรติกร คุณนัฐกาณต์ คุณพรพรรณ และคุณเมธาวี
สวัสดีค่ะอาจารย์
ดิฉันมีความเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ในด้านต่างๆ คือ
-ควรมีการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการดำรงชีวิตของคนเกิดความสมดุลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆของชีวิตในโลกอนาคต
-นักกิจกรรมบำบัดต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ฉลาด เยือกเย็น และสร้างสรรค์
-ควรมีการพัฒนาการรักษาด้วยกิจกรรมบำบัดในสภาวะสุขภาพที่ประชากรกำลังประสบปัญหา
เพราะ 1. ในอนาคตข้างหน้าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร วัฒนธรรมต่างๆ และการดำเนินชีวิตประจำวันของคนย่อมเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาไป ดังนั้นรูปแบบกิจกรรมควรจัดให้มีความเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของคนในสังคม ณ ช่วงเวลานั้นๆ
ตัวนักกิจกรรมบำบัดเองก็ถือเป็นสื่อสำคัญในการรักษา การพัฒนาบุคลิกภาพให้ฉลาด และสร้างสรรค์ จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาอีกด้วย 2.ปัญหาด้านจิตสังคมถือเป็นอีกด้านที่ควรให้ความสำคัญเพราะเมื่อประชากรในวัยทำงานมีมาก องค์การต่างๆมักปลูกฝังให้บุคลากร
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพัฒนาความรู้,ความสามารถของตนอยู่เสมอ ดังนั้นปัญหาความเครียดอาจพบได้มากซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อไปยังคุณภาพชีวิตของประชากรต่อไป จึงถือเป็นการพัฒนาการรักษาที่ตรงกับปัญหาของสังคม
ขอบคุณคุณพิมพิมล