นักเขียนนาม "บินหลา  สันการาคีรี" เคยบอกว่า "คนเราควรได้ออกเดินทางจริงๆ สักครั้งในชีวิต"    ส่วน"ประภาส  ชลศรานนท์" ได้แบ่งการท่องเที่ยวออกเป็นสองแบบด้วยกัน    นั่นคือ การเดินทางแบบตะกร้า และการเดินทางแบบขนนก    อย่างแรกคือการเดินทางไปเที่ยวแล้วซื้อของกันจนล้นตะกร้า    อย่างหลังก็คือ นกนั้นเวลาบินไปที่ไหนๆ ก็มักจะมีของที่ระลึกจากที่ต่างๆ ติดมาตามขน    อาทิเช่น กลิ่นของละอองเกสร  ฝุ่นดิน  หรือแม้แต่ความชื้นในแต่ละที่    ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นที่เราได้เข้าไปพบเห็น    หรือกระทั่งความนึกคิดของผู้คนที่เราได้พาตัวเองเข้าไปเรียนรู้

ปาย..ครั้งแรกๆ ที่ฉันได้สัมผัส

 

ฉันได้ออกเดินทางไปไหนต่อไหนหลายครั้งด้วยกัน    ทั้งในระยะใกล้ และไกล    จากที่ตัวเองยังเป็นเด็กน้อยที่เคยร่วมทางไปไหนๆ กับครอบครัวก็เริ่มออกเดินทางด้วยตัวเองเมื่อมีวัยมากขึ้น    ฉันมีความสุขกับการได้นั่งรถในระยะไกล    ได้เห็นถนนหนทาง  ทุ่งนาเขียวขจี  แม่น้ำกว้างใหญ่ ตลอดจนผู้คนมากมาย    สำหรับการเดินทางของฉัน.."จุดหมาย" ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด    เพราะฉันให้ความสำคัญกับ "ระหว่างทาง" ต่างหาก  ^^

บนระเบียงบ้านพักวิลล่า เดอปาย เมื่อหลายปีก่อน

 

หลายครั้งที่ฉันได้มีโอกาสไปเยือนปาย    ดังได้เขียนเล่าในบันทึกปาย    ปาย ตอน หัวใจมีไว้ให้เดินทาง 1   ปาย ตอน หัวใจมีไว้ให้เดินทาง 2   ปาย ตอน หัวใจมีไว้ให้เดินทาง 3    ปาย ตอน หัวใจมีไว้ให้เดินทาง 4 (ตอนจบ)    ซึ่งล้วนแล้วแต่การไปเยือนในฤดูหนาวที่มีผู้คนมากมายไปเยือนอยู่เช่นกัน    ฉันไม่ใช่คนที่สังคมโลก หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ดีนัก      ดังนั้นฉันจึงเฝ้าฝันถึงปายในฤดูฝนที่ใครต่อใครก็บอกว่าแสนจะสวยงาม    จะมีความสุขเพียงใดถ้าได้พาตัวเองไปเยือนปายในฤดูกาลที่มีแต่สายฝนโปรยปรายไปทั่วท้องทุ่งเขียวขจี    ได้นั่งมองดูเม็ดฝนหล่นร่วงอยู่ในกระท่อมหลังน้อย    มีหนังสือดีๆ สักเล่ม และชาหอมกรุ่นอุ่นๆ สักถ้วย    ดังนั้นฉันจึงวางแผนจะไปเยือนปายให้ได้ในสายฝนพรำ    แต่แพลนที่วางไว้ก็ล่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนนึกอ่อนใจ    อยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนสาวได้เข้ามาพูดคุยในโปรแกรม msn ตามปกติ

เพื่อนสาว : คุณ..เค้ามีเรื่องอยากจะรบกวน

ฉัน : คะ..?  ว่า....

เพื่อนสาว : คุณช่วยไปปายเป็นเพื่อนเค้าหน่อยได้ไหมคะ?   เค้าเครียด..เค้าอยากไปที่ไหนก็ได้สักแห่ง และอยากให้มีคุณไปด้วย....

 

สองคืนต่อมา  หลังจากวางสายเพื่อนสาวที่ได้นัดแนะเวลาออกเดินทางกันเรียบร้อยแล้ว    ฉันได้รับ sms จากอา(จารย์)จ๊ะ P (เอื้องแซะ)ให้นอนหลับฝันดีเหมือนเช่นเคย    ฉันรีบส่งข้อความกลับไปว่า "พรุ่งนี้..จะไปปาย"    แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยเชื่อฉันล่ะมั้ง    เพราะฉันบอกจะไปๆๆ อยู่หลายครั้งในช่วงสองสามเดือนนี้แต่ไม่ได้ไปสักที    และการไปปายในคราวนี้..ฉันก็ไม่ได้รายงานให้เจ้คนสวย P(ครูบิ๋ม-ลูกสาวเจ้านาย)ได้รับทราบ    ไม่เช่นนั้นเจ้จะต้องทำหน้า..(แบบที่ฉันเองก็นึกภาพออก อิอิ) แล้วบ่นอุบว่า "ไปปายอีกแล้ว..  ต้อมไปทีไรก็เจ็บตัว ก็มีเรื่องทุกครั้ง  ยังจะไปอีกเหรอ?"    ไปคราวนี้..ฉันจึงแอบไปเยือนปายอย่างเงียบเชียบ

 

หลังจากที่ตกลงกันเรื่องที่พักไม่ได้    ฉันกับเพื่อนสาวเลยว่าจะไปหาที่พักเมื่อไปถึงแล้ว (เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นคงจะมีที่พักว่างรอให้เราไปครอบครองแน่ๆ)     จะให้ตกลงกันได้อย่างไรล่ะก็เพื่อนสาวมีเงื่อนไขที่....เออ....จะบอกว่าไงดีนะ    1.ห้ามแพง  2.ห้องแอร์    สองข้อเท่านั้นเองเงื่อนไขแต่ทำเอาฉันปวดหัว    ตอนแรกฉันเสนอที่พักสุดฮิปมาริปายราคาเริ่มต้นที่หนึ่งพันไป..ก็บ่นว่าแพง    เสนอบ้านปายนาราคาสามร้อยบาทก็ว่าไม่มีห้องน้ำส่วนตัว   เสนอวังช้างเผือกก็บอกว่าไกลและแพง  ฯลฯ    สรุปแล้วคือ ห้ามเกินคืนละห้าร้อย   และถ้าห้าร้อยบาทเป็นห้องพัดลมก็เอาห้องพัดลมดีกว่าแต่ให้ราคาต้องถูกกว่าห้าร้อยบาท    โอ้....ฉันจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับเธอทั้งวันทั้งคืนร่วมสามวันเต็มๆ    แถมเธอยังกำหนดว่าฉันต้องเอาใจเธอให้มากด้วย และห้ามขัดใจ     อืม..ม..ม ฉันเนี่ยนะ???????

 

บ้านปายนา ที่ฉันยังคงคิดถึงเมื่อหลายปีที่แล้ว

      

      

 

ปายหนาว..เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

 

   

   

 

 

 

 

 

 

 

เช้าวันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2552    ฉันตื่นนอนแต่เช้าเพราะต้องจับรถโดยสารเที่ยวแรกๆ จากปากซอยไปลงที่ในเมือง (ประตูเชียงใหม่) เวลาหกโมงเช้า    ไม่อยากจะบอกเลยว่าฉันเพิ่งมาเก็บกระเป๋าในตอนเช้าก่อนจะไปนี่เอง    ที่ลืมไม่ได้ก็คือหนังสือเท่าดวงอาทิตย์ของคุณประภาส  ชลศรานนท์    เทียนหอมรูปหัวใจสีม่วงและสีขาวที่ได้มาจากพี่เซ็กซี่    แผนที่เมืองปาย    และหัวใจอิ่มเอม    โอ้ ลั๊น..น..น ลา ฉันกำลังจะไปปาย ^^     ใช้เวลากว่าชั่วโมงก็ไปถึงประตูเชียงใหม่    จากนั้นก็ต้องต่อรถแดงไปอาเขต    แต่ในราคาสามสิบบาทที่ฉันบอกออกไปกลับไม่มีคันไหนไปส่งฉัน   ไม่เข้าใจ๊-ไม่เข้าใจ    ฉันไม่รู้อัตราค่าโดยสารรถแดงถึงขนาดนี้เชียวเหรอ?     เพื่อนสาวโทรเร่งยิกๆ     เอาก็เอาน่ะ ยอมจ่ายไปสี่สิบบาทก็ไปถึงอาเขตจนได้    รีบวิ่งตัวปลิว (เป้ก็หนักมากๆ แต่กลัวสายตาพิฆาตจากใครบางคนมากกว่า)ไปที่ช่องจำหน่ายตั๋วเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน    เพื่อนสาวมารอซื้อตั๋วในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบบาทต่อหนึ่งที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว (หนึ่งร้อยห้าสิบบาทถ้วนราคาเดียวกับรถตู้ที่ใช้เวลาเดินทางราวสามชั่วโมง    แต่ถ้าเป็นรถเมล์หวานเย็นจะราคาแปดสิบบาทและใช้เวลาเดินทางนานถึงสี่ชั่วโมง)    รถออกเวลา 7.30 น. และแสนจะโชคร้ายที่เธอจองที่นั่งดีๆ บนรถมินิบัสไม่ได้    โน่น..กระเด็นไปนั่งตรงท้ายรถที่มีอยู่ห้าที่นั่งเบียดๆ กัน    แถมยังไม่พอ..โชคร้ายกว่านั้นคือ "เราได้ที่นั่งตรงกลาง"    T_T แงๆๆ ไหนใครบอกว่าช่วงหน้าฝน..คนไม่มีไงล๊าว..ว..ว  

 

มินิบัสขนาด 18 ที่นั่งที่พาไปถึง..ปาย

 

โปรดติดตามตอนต่อไป..