ปัญหาของผู้บริหารรุ่นใหม่ : ไม่แก้ไขที่ตัวเอง
ในกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ผมเข้าไปโรงเรียนหนึ่ง โรงเรียนนี้ มีผู้บริหาร คนใหม่ เพิ่งย้ายเข้ามารายงานตัว
คุณครูโรงเรียนนี้ที่ผมพูดคุยด้วย บอกว่า ผู้บริหารคนนี้ อยู่โรงเรียนเดิม ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหาร คือ สั่งงานแล้ว ไม่มีใครทำ
มาอยู่โรงเรียนนี้ ถ้ายังมีนิสัยเหมือนเดิม ก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอด
เท่าที่ผมสังเกตสีหน้าและบุคลิกท่าทาง ก็ดูว่าจะไปไม่รอดจริง ๆ ครับ ผมว่าผมสัมผัสได้
ระยะหลังมานี่ มีเสียงบ่นจากคุณครูผู้สอนหลายท่านครับ ว่าไม่ประทับใจผู้บริหาร
ผมว่าสาเหตุสำคัญ ที่ผู้บริหารไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหาร คือ คิดแต่จะเปลี่ยนคนอื่น โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองครับ
คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร ตัวเองมีอำนาจ ตัวเองต้องสั่งให้คนอื่นเปลี่ยน ตามที่ตัวเองต้องการ
ทั้งๆ ที่ไม่เคยมองตัวเอง ว่าได้สร้างศรัทธาบารมีที่เพียงพอหรือยัง ต่อการที่จะไปสั่งให้คนอื่นเปลึ่ยน
คนเป็นผู้บริหารที่ดี ก่อนที่จะเปลี่ยนคนอื่น ต้องย้อนเข้ามามองตัวเอง และ เปลี่ยนแปลงที่ตัวเองก่อนครับ
เดล คาร์เนกี้ พูดถึงวิธีจูงใจคนเอาไว้ว่า
“ ท่านรู้จักใครสักคนหนึ่งที่ท่านอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคนๆนั้นให้ดีขึ้นมาบ้างไหม ดีแล้ว ดีมากทีเดียว ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง แต่ทำไมท่านไม่จัดการกับตัวท่านเองเสียก่อนเล่า ถ้าจะพูดกันตามหลักการทำประโยชน์เพื่อตนเอง การแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เป็นผลกำไรอันงามยิ่งกว่าพยายามจะแก้ไขผู้อื่น และ เป็นการกระทำที่มีภัยน้อยกว่ากันมากมายหลายเท่า”
Leo Tolstoy นักปรัชญาชาวรัสเซีย ยังมีทัศนะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงว่า "ใครก็คิดที่จะเปลี่ยนแปลงโลกกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยนแปลงตนเอง"
หลวงปู่ชายังบอกเอาไว้ว่า “ท่านให้แก้ไขตัวเราเอง ไม่ใช่ไปแก้ไขอย่างอื่น”
อาจารย์ ดร.วรภัทร์ ยังพูดถึงการบริหารคนดื้อว่า “ คนดื้อคนแรกที่เราต้องจัดการ คือ ตัวเรานั่นเอง ปราบตนเองได้แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะปราบใครไม่ได้”
ทั้งหมดนี้ ก็ขอฝากเป็นข้อคิดในการทำงานสำหรับผู้บริหารคนใหม่ ผู้บริหารที่อายุน้อย หรือ ผู้บริหารคนเก่า ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหาร
ให้กลับมามองตัวเอง ให้กลับมาแก้ไขที่ตัวเอง หาจุดบกพร่อง และ ความผิดพลาดในวิธีคิด ในการกระทำของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้แก้ไขปรับปรุงตัวเองให้คนเขายอมรับ ให้คนเขาศรัทธาดีกว่าครับ แทนที่จะดีแต่สั่ง คิดแต่จะเปลี่ยนคนอื่น อย่างน้อยก็กำหนดเอาไว้ในใจว่า " กำหนดที่ตน ผ่อนปรนที่คนอื่น"
อย่าให้ไปทางไหนก็มีแต่คน “เบ้หน้า” และ “เบือนหน้าหนี” ลับหลังก็มีแต่คน “ซุบซิบนินทา” เลยนะครับ





สวัสดีครับท่านรอง เนื้อเรื่อง ไม่ต้องพูดถึง (เยี่ยม) แต่รูปประกอบช่างสรรหามาเข้ากับเนื้อเรื่อง เลยแวะพิจารณา ภาพประกอบนานหน่อยครับ
เส้นทางการเป็นผู้บริหารที่เห็นๆอยู่มีที่มาจากหลายแนวทาง บางครั้งมิได้ผ่านกระบวนการที่จะทำให้สู่เส้นทางผู้บริหารแบบมืออาชีพ เรื่องยุ่งๆจึงเกิดขึ้นเสมอๆค่ะ
สวัสดีครับท่ารอง เป็นกำลังใจให้ทำงานเพื่อเด็กๆ ครับ มีของดีมาฝากจาก 9 วัมหามงคล
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำชม
ผู้บริหารบางคนก็อ่านแต่หนังสือครับ ไม่เคยอ่านใจตัวเอง
ขอบคุณมากครับ
สวัสดครับ
มองตน มองใจ มองข้างในของตน
ขอบคุณครับ ได้เรียนรู้ ครับ
เห็นด้วยค่ะ
ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม พร้อมของฝาก
สบายดีนะครับ
เข้ามาเยี่ยม...
ท่านรองฯ ยกคำสอนมาหลายสำนัก ก็ขอฝากคำตอบของธาเลส เมื่อถูกถาม...
บางทีผู้บริหาร หัวหน้า หรือเจ้านาย ท่านอาจถือแนวทางว่าทำเรื่องง่ายๆ ดีกว่าทำเรื่องยากๆ ก็ได้ (..............)
เจริญพร
ย้อนกลับมามองที่ตัวเองครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ พี่small man
หนูแวะมาทักทาย
ได้ข้อคิดดีดี ขอบคุณค่ะ
คำตอบของ "ธาเลส" ที่กรุณายกมาเสริม เป็นการเติมเต็มได้เป็นอย่างดีครับ
ขออนุญาตนำไปใช้คราวต่อไปนะครับ
ขอบคุณมากครับ
อ่านบันทึกนี้แล้ว พอดีกับเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ใหม่ๆ จากงาน KM Day ที่คณะเภสัชศาสตร์ มช. ค่ะ ท่านอาจารย์ JJ กรุณานำวิดิโอคลิป "เสียงกู่จากครูใหญ่" มาให้ชม และคิด แล้วลองถอดบทเรียน
กลับบ้านเลยมาค้นหาเรื่องราวนี้ในอินเทอร์เน็ต ขอเชื่อมโยงกับบันทึกของอาจารย์ด้วยนะคะ
ภาพยนตร์เกาหลี "เสียงกู่จากครูใหญ่" การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิตและการถอดบทเรียนของ คุณยุทธภูมิ นามวงศ์ จากเว็บไซต์พระยาโฟกัส.คอม (26 ก.ค.2552)
เสียงกู่จากครูใหญ่ ผมเข้าไปชมมาแล้วครับ ประทับใจครับ
เปรียบกับตัวเองแล้ว เป็นเพียงองธุลีของเขาในเรื่องความขยันและการทำงานหนัก
สาระที่ได้ คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองก่อนครับ
จะให้คนอื่นทำงานหนัก ตัวเองต้องทำงานให้หนัก ก่อนครับ ไม่ใช่คอยแต่ชี้นิ้ว คอยแต่สั่งให้คนอื่นทำงาน แต่ตัวเองไม่ทำ
ขอบคุณสำหรับสาระสร้างสรรค์ดีๆ ที่เป็นประโยชน์มากครับ
ถูกเผงเลยท่านรอง
คนเราส่วนมากเมื่อทำไรไม่สำเร็จชอบมองความพร่องของคนอื่น
ไม่เคยย้อนดูตัวเองเลย.
พุทธองค์ตรัสไว้ว่า.
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ
ก็เพราะเหตุว่าตนที่ฝึกฝนความพร่องของตนแล้วเท่านั้นจึงนับว่าได้ที่พึ่ง(แก่ตนและคนอื่น)อย่างหาที่เปรียบมิได้.
บทนี้เพิ่งเคยพบ เป็นประโยชน์มากครับ
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ
ก็เพราะเหตุว่าตนที่ฝึกฝนความพร่องของตนแล้วเท่านั้นจึงนับว่าได้ที่พึ่ง(แก่ตนและคนอื่น)อย่างหาที่เปรียบมิได้.
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับท่านรองฯ
แวะมาเรียนรู้ครับ