สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการขับเคลื่อน R2R ที่เครือข่ายโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำ R2R ครั้งที่สามของเครือข่าย R2R รพ.คำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
เครือข่ายนี้ถือได้ว่า เป็นเครือข่ายแรกที่ได้ทำ R2R ถ้าหากนับในพื้นที่จังหวัดยโสธร มีหลายแห่งเหมือนกันที่ติดต่อมานาน แต่ยังไม่มีใครกล้าตัดสิน มีที่นี่ที่นำทีมโดยพี่แกะ – หัวหน้ากลุ่มการพยาบาล ที่มีบารมีแห่งการงานมาก เพราะการจัดขึ้นนี้เป็นการจัดแบบสหสาขาวิชาชีพจริง มีทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกรนักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด หน่วยสนับสนุนต่างๆ
การเรียนรู้ร่วมกันเราจัดต่อเนื่องกันมาสามครั้ง แต่ละครั้งห่างกันหนึ่งเดือน ... ความต่อเนื่องก็มีเกิดขึ้น ความสำคัญ คือ ช่วงแรกของการเริ่มต้นนี่แหละที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้
ครั้งแรกนั้น...ข้าพเจ้ามีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรู้จัก R2R ในเส้นทางที่ถูกแบบที่เป็นสัมมามรรค เพื่อไม่ให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดในทางลบ ปรารถนาที่อยากจะให้เกิดทัศนคติที่ดีที่เป็นพลังด้านบวกต่อการทำการทำ R2R ตลอดจนถึงการได้มาซึ่งหัวข้อหรือประเด็นการทำ R2R ผ่านเรื่องเล่าหรือ success story sharing การเริ่มต้นเล่าเรื่องดีดีนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ใจไม่ขุ่นมัว ทำให้ใจมันมีพลังที่อยากจะทำงานพัฒนางาน ดีกว่าที่เราจะมาตั้งต้นพูดพร่ำแต่ปัญหาอย่างเดียว การพูดคุยกันเรื่องที่ดีดีนี้อย่างเรื่องเล่าความสำเร็จนี้ มันเป็นการเรียนรู้ความสำเร็จที่ผ่านปัญหาอุปสรรคมาแล้ว และเราเรียนรู้ไปถึงกระบวนการหรือวิธีการแก้ไขปัญหาอุปสรรคนั้น

เมื่อได้ประเด็นหัวข้อการทำ R2R แล้วเรานำมาพัฒนาเป็น concept paper เพื่อนำไปเป็นไกด์หรือกรอบในการทำ... ข้าพเจ้าเน้นการทำไปพร้อมกับการเรียนรู้เรื่องการวิจัย หากเป็นวิถีการเรียนแบบเดิมที่ข้าพเจ้าได้เรียนมา คือ เรียนทฤษฎีจบแล้วค่อยลองลงมือทำ แต่จากประสบการณ์ของตนเองความเข้าใจในวิจัยจริงๆ แล้วเรามักมาเกิดสภาวะที่เข้าใจก็ต่อเมื่อตอนที่ได้ลงมือทำวิจัยสักชิ้นนั่นเอง ดังนั้น การลงมือทำไปด้วยเรียนรู้ไปด้วยนี่ทำให้เกิดการสั่งสมความเข้าใจได้ดีกว่าการนั่งเรียนทฤษฎี
ครั้งนี้ได้น้องโย๋...ชลภัสสร มาช่วยแบ่งปันเปิดประกายงานประจำมาสู่การทำวิจัย น้องโย๋เป็นคนต้นแบบของการทำ R2R ที่ดีในสายตาของข้าพเจ้า เป็นคนหน้างานที่ไม่ได้เรียนปริญญาโท ไม่เคยมีประสบการณ์การทำวิจัย แต่สร้างสรรค์งานวิจัยออกมาต่อเนื่องหลายเรื่อง
อีกหนึ่งเดือนเรามาเจอกันอีกครั้งที่สอง... ครั้งนี้เรานำ progress มาเล่าสู่กันฟัง พร้อมกันนั้นข้าพเจ้าได้ร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องขององค์ความรู้ทางด้านวิจัยที่เหมาะสมที่น่านำมาใช้ในการพัฒนางานประจำ เราให้พิจารณาถึง spect ที่เหมาะสมกับธรรมชาติของลักษณะงานและประเด็นวิจัย
ในระหว่างนี้นักวิจัย R2R พร้อมลงมือทำได้เลย...
และก็มาถึงครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่สาม ทั้งสามครั้งระยะเวลาห่างกันหนึ่งเดือน ... ครั้งนี้เรานำสิ่งที่ไปดำเนินการบ้างมาแลกเปลี่ยนกัน พร้อมทั้งช่วยกันคิดช่วยกันมองให้รอบมากขึ้น จากนั้นเราก็มาเรียนรู้เรื่องการเขียน ... รุ่นแรกนี้ที่มติตกลงที่จะเขียนเป็นเรื่องเล่าก่อน จากนั้นค่อยนำเรื่องเล่านี้ไปพัฒนาหรือขยายรูปแบบการเขียนเป็นห้าบทตามแบบการวิจัย ... การเขียนเรื่องเล่านี้จริงๆ แล้วก็คือ ใช้กรอบเนื้อหาที่ต้องในเรื่องเล่าตามประเด็นที่พึงนำเสนอในการบอกเล่าเรื่องวิจัย

ครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้น้องหนุ่ยสุภาพร มาแลกเปลี่ยนเรื่องเล่า “จากการพัฒนาเครือข่ายซึมเศร้าและ suicide มาสู่การทำ R2R แบบเนียนๆ”คือ การเนียนเนื้องานที่ทำอยู่และร้อยเรียงต่อจิ๊กซอว์จากชิ้นงานต่างๆ ...มาเป็นภาพผืนใหญ่ของการทำงาน เป็นการทำวิจัยเล็กๆ หลายงานมาต่อเป็นภาพการพัฒนาระบบที่ใช้ความดี ความงามของงานมาเป็นกาวในการเชื่อมโยง...


จากการเรียนรู้ร่วมกันนี้
สำหรับข้าพเจ้าได้เรียนรู้ถึงพลังของคนหน้างานที่อยากทำสิ่งดีดี เมื่อเราเลือกร่วมการเดินทางที่เป็นดั่งกัลยาณมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันและกันนี่ ทำให้คนหน้างานมีกำลังใจ มีพลังที่อยากจะทำเรื่องดีดี ดังนั้นในการสนับสนุนการทำ R2R การให้คนหน้างานรู้สึกมีความสุขในการทำนี่จะเป็นสิ่งที่ดี ที่เป็นความเกื้อหนุนให้เกิดการทำ R2R ต่อไปได้อย่างเนียนๆ ในวิถีชีวิตประจำแห่งการทำงาน
สำหรับเครือข่าย R2R คำเขื่อนแก้วนี้ข้าพเจ้าประทับใจในทีม R2R – Farcilitator เป็นอย่างยิ่ง เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เอกลักษณ์ของที่ดี จากเดิมทีมีแต่พี่แกะเป็นผู้ผลัก พอมาสู่การเรียนรู้ครั้งที่สอง เราก็มาขอจิตอาสาในกลุ่มว่าใครจะร่วมทำและเชียร์เพื่อนไปพร้อมๆ เราก็ได้คนที่อยากร่วมขับเคลื่อนกลุ่มหนึ่ง ... มาแบบเป็นจิตอาสา จากจิตอาสา R2R กลุ่มนี้แหละพี่แกะก็นำไปสู่การแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน
จริงๆ แล้วคนในสังคมเรานั้นมีคนที่มีจิตอาสามากมาย หากเราได้ร่วมกันเปิดโอกาสให้เขาได้เปิดประตูใจก้าวเดินออกมาสู่การทำงานนี้ เราจะได้พลังของคนขันอาสามากมายในสังคม และคนที่มีจิตอาสานี้แหละจะไม่ค่อยยอมแพ้หรือย่อท้อต่ออุปสรรคการทำงานมาก...


บทบางตอนจากคนหน้างาน
- วันนี้ได้เรียนรู้ว่า เราสามารถทำให้การทำงานวิจัย R2R เป็นเรื่องที่ไม่เครียดเหมือนการทำงานวิจัยที่เคยรู้มา สามารถนำเสนอเป็นเรื่องเล่าที่จะทำให้ผู้ฟังมีความสนใจที่จะฟัง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดในการพัฒนางานของแต่ละคน ... ใจของเราตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก และมีกำลังใจที่จะพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น
- พี่ตุ่น ผู้เป็น R2R – Far ด้วยจิตวิญญาณ เล่าว่า “วันนี้ได้เรียนรู้การทำวิจัย R2R ว่า การทำวิจัยแบบ R2R ไม่ใช่จะเป็นวิชาการเท่านั้นแต่เราสามารถนำเสนอเรื่องหรือร้อยเรียงให้ออกมาเป็นการเล่า ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องยากลดลงไป และยังทำให้อยากทำวิจัยแบบ R2R เรื่องอื่นๆ ขึ้นมาอีก ...”
- ติ๊บ...เล่าว่า สิ่งที่ได้ในวันนี้ คือ วิธีเขียนแบบเล่าเรื่องงาน R2R concept ของการเขียน วิธีการนำเสนอ และได้ทราบถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทีม R2R ของโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว ในแต่ละหน่วยงาน และตื่นเต้นเมื่อคิดถึงวันที่จะนำเสนอ...
- พี่รำไพ มาเรียนแบบอุ้มท้องมาเรียนด้วย ข้าพเจ้าจะบอกพี่ไพเสมอว่า ห้ามเครียดนะ...ห้ามกังวล ให้เรียนด้วยใจที่เบิกบาน เพราะเจ้าตัวเล็กจะได้มีความสุข พี่ไพร่วมถอดบทเรียนว่า ... “ได้เรียนรู้การทำ R2R อย่างเป็นระบบ และนำผลงานวิจัยมารวบรวมเป็นเรื่องเล่าอย่างมีคุณภาพครบตามกระบวนการ ซึ่งเรื่องเล่าจะกล่าวถึงความภูมิใจและความสำเร็จที่เกิดขึ้นในงานประจำ” พี่ไพยังเล่าต่อว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เข้ามาเรียนรู้การทำ R2R เพราะว่า แต่ก่อนจะเข้าใจว่างานวิจัยเป็นงานที่ยากและคงไม่ได้ทำเพราะไม่มีความสามารถพอ แต่พอมาฟังและแนวทาง จนลงมือทำก็คิดว่าจะทำได้”
และมีมากมายหลายคนที่ร่วมกันถอดบทเรียน...จากวันแรกมาจนถึงวันนี้ ความอิ่มเอมใจได้เกิดขึ้นในหัวใจผู้คนคนหน้างาน เพียงเท่านี้ข้าพเจ้าก็เกิดปิติสุขจากการร่วมทำงานขับเคลื่อน R2R ครั้งนี้...
การที่เราได้เห็นใครสักคนมีความสุขนี่ใจเราก็สุขไปด้วย
_____________________________________________________________
ความเดิมที่เคยเล่า ; ตะลอนไปทั่วทิศ..วกมาจุดประกายใกล้บ้าน ; คำเขื่อนแก้ว
Share and Learn เพลินพัฒนาครับ เชียร์ เชียร์
น้องกะปุ๋มเขียนเล่าได้ดีมากนะคะ
อ่านแล้วมีกำลังใจ
กลับมาเยือนห้องแลกเปลี่ยนนี้อีกครั้ง รู้ซึ้งถึงหลังการให้ ให้ความรู้หมุนเวียนไหลวนซึ่งกันและกันคะ