จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการบูชาพระพุทธรูป

ปัจจุบัน ความเคารพนับถือในพระ พุทธรัตนะ ดูเหมือนจะแปรเปลี่ยนไปในคนบางกลุ่ม พระพุทธรูปซึ่งควรเป็นรูปเคารพที่สื่อให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธคุณ กลับถูกเคารพในฐานะรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์สามารถบันดาลให้ผู้คนสมหวังในสิ่งที่ร้องขอ

ดังเช่นคุณแม่ท่านหนึ่งมีอาชีพรับพยากรณ์ชีวิต เล่าให้ฟังว่า สอนให้ลูกกราบพระพุทธรูปเพราะกราบแล้วได้เงิน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ลูกยังไม่มีเงินใช้อยู่เลย พอกราบพระเท่านั้น ต่อมาก็มีคนเอาเงินมาให้ถึงบ้าน ทั้งแม่ทั้งลูกกลับมองความปกติของอาชีพว่าเป็นเพราะพุทธคุณบันดาล

การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธองค์เกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๔ หรือก็คือหลังจากพุทธปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ ปี ในรัชสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์ รัชทายาทของอาณาจักรบากเตรีย ( ครองราชย์ปีพ.ศ. ๓๘๔ ๔๐๙ แต่บางตำราว่าปี ๕๐๐ ) พระองค์เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชคือ เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์บุกมาพิชิตตะวันออก ทรงตีได้เมืองใด ก็แต่งตั้งขุนพล หรือพระญาติของพระองค์ปกครองเมืองนั้น พระเจ้าเมนันเดอร์ หรือมินันเดอร์ทรงเป็นทายาทของผู้ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้แต่งตั้งไว้ในตอนนั้น

เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์ ขึ้นครองราชย์ ทรงกรีฑาทัพบุกอาฟกานิสถาน อินเดีย เข้าตีแคว้นปัญจาบ กาศมีระ คันธาระ ไปตลอดลุ่มแม่น้ำคงคาตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วตั้งเมืองสาคละนครเป็นเมืองหลวง

ความที่ทรงปราดเปรื่องทั้งพิชัยสงครามและปรัชญา เมื่อทรงมีอำนาจเหนือภูมิภาคแถบนี้แล้ว โปรดให้เชิญบรรดาคณาจารย์ นักบวชในลัทธิ หรือศาสนาต่างๆเข้าเฝ้าเพื่อโต้ตอบปัญหากันมิได้ขาด วันหนึ่งได้เชิญพระนาคเสนซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาผู้ทรงปัญญาแตกฉานในพระไตรปิฏกและอรรถกถาไปโต้ตอบปัญหาศาสนาและปรัชญากัน คำปุจฉาวิสัชนาของทั้งสองได้ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร จนเป็นที่รู้จักกันดีในนาม มิลินทปัญหา ( ชาวอินเดียเรียกพระนามพระเจ้ามินันเดอร์เพี้ยนไปเป็น มิลินทะ ส่วนชาวไทยเรียกตามอินเดียอีกที )

หลังการโต้ปัญหา พระเจ้ามินันเดอร์ทรงซาบซึ้งในศาสนาพุทธ จนเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาแทนการนับถือศาสนาแบบพหุเทวนิยม นั่นคือมีเทพเจ้าหลายองค์ เช่น เทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพเจ้าแห่งสุริยะ เป็นต้น เมื่อเคารพเทพองค์ใดก็สร้างรูปเคารพของเทพองค์นั้นไว้กราบไหว้ บวงสรวง พระเจ้ามินันเดอร์ ได้โปรดให้ช่าง หรือศิลปินชาวคันธาระ สร้างพระพุทธรูปขึ้นโดยอาศัยรูปปั้นของเทพเจ้าเปาโลเป็นเค้าต้นแบบ ดังนั้นพระพุทธรูปในยุคแรกๆ จึงมีพระพักตร์แบบฝรั่ง เรียกว่าพระพุทธรูปแบบคันธาระ และนั่นจึงเป็นการริเริ่มพุทธประติมากรรมสืบมาจนปัจจุบัน

ศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม ได้ให้ความเห็นไว้ในหนังสือประทีปธรรมถึงการมีพระพุทธรูป ผลดี และผลเสียของการมีพระพุทธรูปไว้ว่า

การสร้างรูปเคารพของพระศาสดาตนนั้น มีประโยชน์หลายประการ เช่น

๑. ทำให้พุทธศาสนิกชนรู้สึกว่าตนได้อยู่ใกล้ชิดพระศาสดา เกิดความอบอุ่นใจ ไม่ว้าเหว่เกินไป แม้พระพุทธองค์จะปรินิพพานไปนานแล้ว

๒. พระพุทธปฏิมาจะทำหน้าที่เป็นอนุสาวรีย์เตือนใจให้ระลึกถึงพระบรมครูและคุณความดีต่างๆของพระองค์ ทำให้เกิดกำลังใจในการทำความดี ทำให้เกิดความละอายใจในการทำชั่ว

๓. ตามปกติ ชาวพุทธจะทุ่มเทศรัทธา แรงงาน ทุนทรัพย์ เวลา และความสามารถทางศิลปกรรมอันสูงส่งให้แก่การสร้างพระพุทธปฏิมา ทำให้พระพุทธรูปกลายเป็นศิลปวัตถุอันล้ำค่า มีความสวยงาม น่าเคารพเลื่อมใส สามารถชักนำจิตใจของผู้ได้พบเห็นให้เกิดศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาได้

๔. พระพุทธปฏิมาย่อมเป็นโบราณวัตถุอันคงทนถาวร เป็นพยานส่องให้เห็นสภาพการณ์ต่างๆในอดีต นักโบราณคดีจึงได้อาศัยพระพุทธปฏิมาเป็นเครื่องศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติได้เป็นอย่างดี

ข้อเสียในการมีพระพุทธปฏิมา

อย่างไรก็ตาม การมีพระพุทธปฏิมาก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เพราะคนผู้มีศรัทธามาก มีปัญญาน้อย เมื่อเห็นพระพุทธปฏิมาเข้า แทนที่จะถือว่าเป็นเพียงอนุสาวรีย์ เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ กลับถือว่าเป็นพระพุทธองค์เสียเอง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็กราบไหว้บูชา บวงสรวงพระพุทธปฏิมานั้นโดยตรง ถ้านับถืออย่างนี้ พระพุทธปฏิมาแทนที่จะเป็นอนุสาวรีย์เตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า กลับเป็นเครื่องขัดขวางไม่ให้เห็นพระพุทธเจ้า เป็นกำแพงมิให้เข้าถึงพระพุทธรัตนะอันแท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง

การกราบไหว้พระพุทธรูป จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสียดังที่ได้เล่ามา

ลองถามใจเราเองดูนะคะ

ว่าเราควรจะเลือกเคารพพระพุทธรูปกันในรูปแบบไหน ?

........................................................................

อ้างอิง

ศาสตราจารย์แสง จันทร์งามประทีปธรรม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพ

นวองคุลีเหตุเกิดหลังพุทธปรินิพพาน วัดสุวรรณประสิทธิ์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพ