ผมทบทวนมาในขั้นนี้แล้ว ก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายกับการ “เกิด” ทางชีวิต และรู้สึกว่าจิตวิญญาณจะต้อง “เหนื่อย” อีกกี่ครั้ง กี่ปี กี่ยุค กี่ภพ กี่ชาติ จึงจะได้ “หยุดพัก” จริงๆ เสียที

ในกระบวนการจัดการความรู้ของผมเองตลอดช่วงอายุที่ผ่านมา และมีผู้รู้เข้ามาเสริมความเข้าใจอีกหลายมุมมอง ทำให้ผมพยายามทำความเข้าใจและสรุปว่า การจัดการความรู้น่าจะมีอยู่อย่างน้อย ๓ ระดับ ด้วยกัน คือ

·        ระดับโมเลกุล

·        ระดับสมอง

·        ระดับจิตวิญญาณ

ที่น่าจะมีความสัมพันธ์กันระดับหนึ่ง กล่าวคือ

·        ระดับโมเลกุล เป็นพื้นฐานของวิวัฒนาการใน DNA ที่สะสมความรู้แบบ ชีววิธี เพิ่มความรู้เข้าไปในระบบด้วยการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของคู่เบสใน DNA แล้วเก็บไว้ผ่านพันธุกรรมให้กับลูก ซึ่งน่าจะมีโอกาสพัฒนาตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเจริญพันธุ์ หลังจากนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็คงถ่ายทอดไม่ได้ และน่าจะถ่ายทอดในระบบผู้ชายหรือเพศผู้ ได้นานกว่าผู้หญิงหรือเพศเมีย ด้วยเหตุผลทางชีววิทยาการเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์ ที่เพศเมียจะเสื่อมสภาพเร็วกว่า เพศผู้

·        ระดับสมอง เป็นการจัดความรู้ระดับเซลล์ประสาท ที่เริ่มตั้งแต่เกิดในไข่หรือในครรภ์ จนถึงตาย ที่มีการพัฒนาและสะสมความรู้ผ่านเซลล์ ที่มีฐานมาจาก DNA ที่ได้รับมาจากพ่อและแม่แบบผสมผสานกัน ผนวกกับสิ่งแวดล้อม ผ่านประสาทสัมผัส หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่กำหนดทิศทางเลือกการสะสมผ่านระบบคิด จิตและวิญญาณ จะมีการสะสมและใช้งานตลอดช่วงชีวิต และน่าจะสิ้นสุดเมื่อ “ตาย”

·        ระดับจิตวิญญาณ เป็นการจัดการความรู้ผ่านกระแสพลังงานอะไรสักอย่าง อาจเป็นในลักษณะของพลังงานแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในระบบกระแสจิตแบบต่างๆ ที่เก็บสะสมไว้ในจิตและวิญญาณ ที่เรามักใช้คำที่เข้าใจกันทั่วไปว่า “กุศลกรรม” และ “อกุศลกรรม” ลักษณะคล้ายๆกับการเก็บข้อมูลไว้ใน Hard disk ของคอมพิวเตอร์ แม้จะปิดเครื่อง (ตาย) แล้วความจำก็ยังคงอยู่และสะสมไปเรื่อยๆเมื่อเปิดเครื่อง(เกิดใหม่) และเลิกสะสมเมื่อระบบเก็บและระบบอ่านทำงานไม่ได้ แต่จิตวิญญาณของเราน่าจะต่างออกไป และยังคงทำงานได้จนกว่าจะชดใช้ทั้ง “กุศลกรรม” และ “อกุศลกรรม” ได้หมดสิ้น หรือบรรลุนิพพาน ที่ผมยังจินตนาการไม่ถึง แต่หวังว่าท่านผู้รู้จะมาต่อเติมให้ในส่วนนี้

เมื่อผมทบทวนมาในขั้นนี้แล้ว ก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายกับการ “เกิด” ทางชีวิต และรู้สึกว่าจิตวิญญาณจะต้อง “เหนื่อย” อีกกี่ครั้ง กี่ปี กี่ยุค กี่ภพ กี่ชาติ จึงจะได้ “หยุดพัก” จริงๆ เสียที

เกิดมาแต่ละครั้ง จะต้องมาเรียนรู้ เผชิญชะตากรรม และ ต่อสู้ เพื่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมมากมาย เพื่อสั่งสมสิ่งดีๆ (เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่า) ไปอีกกี่ครั้งกี่รอบ

ยิ่งคิดไปก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย

ทำให้หวนคิดถึงคำพูดของเพื่อนท่านหนึ่งที่เคยมาเยี่ยมผมที่บ้านของผมเมื่อปีที่แล้ว เขาใช้ฌานสมาธิที่มีในตัวเขา อ่านและบอกผมว่า

อาจารย์เคยเกิดและเป็นทุกอย่างในโลกนี้มาแล้ว แล้วก็ไม่พ้นทุกข์ อาจารย์ยังจะอยากเกิดอีกหรือ”

ผมฟังแล้วก็ได้ความคิดคล้อยตาม และคิดตามมาจนถึงวันนี้

ทำให้ผมไม่อยากเกิดอีกต่อไป

แต่ผมจะทำอย่างไร

เมื่อสองสามวันก่อน มีครูท่านหนึ่ง(ที่ผมคาดว่าน่าจะมีฌานสมาธิสูงเช่นกัน) มาจากมหาสารคาม มาคุยกับผม  ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่มาบอกผมแบบอ่านขาดว่า “ถ้าอาจารย์ไม่อยากเกิดอีก อาจารย์ต้องไปบวช แต่คาดว่าอาจารย์ต้องไปเกิดเพื่อสั่งสมบารมีต่อไปอีกหลายขั้น”

ผมฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึก “เบื่อ” มากขึ้นไปอีก และคิดว่า

ผมจะต้องดิ้นรนอยู่ในโลกของ “ทุกข์” แบบนี้ไปอีกกี่ภพกี่ชาติ

ผมจึงจะมีโอกาสหลุดพ้นจากโลกนี้ไปเสียที

DNA ผมส่งต่อให้ลูกสาวและลูกชายไว้แล้วจะขยายต่อหรือจบแค่นั้น ผมก็ไม่มีความทุกข์อันใด

สมองผมก็คงดับในอีกไม่นาน อย่างมากสุดไม่น่าจะเกินอีกหมื่นวัน และคงจะล้าและค่อยๆหมดสมรรถนะการทำงานและการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อาจจะก่อนตายด้วยซ้ำ

แต่ จิตวิญญาณผมนี่ซิ

จะต้องไปเกิดอีกหรือนี่

“น่าเบื่อจริง”

ใครมีคำแนะนำอะไรที่จะช่วยให้ความ “น่าเบื่อ” นี่หมดไปเสียที

ผมจะได้ใช้คำของท่านพุทธทาสได้ว่า “กรูไม่เอากับมรึงแล้วโว้ย”

แต่ผมคิดว่าผมคงจะคาดหวังมากเกินไปที่จะได้โดยไม่ต้องทำ

หรือ ความหวังของพ่อผมที่จะให้ผมบวชตั้งแต่เด็กๆ เป็นเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องแล้ว

ผมเพิ่งจะมองเห็นความหวังดีของพ่อผมวันนี้เอง

สมองผมนี่ทำงานช้าจริงๆ ไม่ทันเหตุการณ์สักเรื่อง

และคงจะต้องเผชิญชะตากรรมไปเกิดอีกแล้ว

“น่าเบื่อจริงๆ”