ในกระบวนการจัดการความรู้ของผมเองตลอดช่วงอายุที่ผ่านมา และมีผู้รู้เข้ามาเสริมความเข้าใจอีกหลายมุมมอง ทำให้ผมพยายามทำความเข้าใจและสรุปว่า การจัดการความรู้น่าจะมีอยู่อย่างน้อย ๓ ระดับ ด้วยกัน คือ
· ระดับโมเลกุล
· ระดับสมอง
· ระดับจิตวิญญาณ
ที่น่าจะมีความสัมพันธ์กันระดับหนึ่ง กล่าวคือ
· ระดับโมเลกุล เป็นพื้นฐานของวิวัฒนาการใน DNA ที่สะสมความรู้แบบ ชีววิธี เพิ่มความรู้เข้าไปในระบบด้วยการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของคู่เบสใน DNA แล้วเก็บไว้ผ่านพันธุกรรมให้กับลูก ซึ่งน่าจะมีโอกาสพัฒนาตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเจริญพันธุ์ หลังจากนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็คงถ่ายทอดไม่ได้ และน่าจะถ่ายทอดในระบบผู้ชายหรือเพศผู้ ได้นานกว่าผู้หญิงหรือเพศเมีย ด้วยเหตุผลทางชีววิทยาการเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์ ที่เพศเมียจะเสื่อมสภาพเร็วกว่า เพศผู้
· ระดับสมอง เป็นการจัดความรู้ระดับเซลล์ประสาท ที่เริ่มตั้งแต่เกิดในไข่หรือในครรภ์ จนถึงตาย ที่มีการพัฒนาและสะสมความรู้ผ่านเซลล์ ที่มีฐานมาจาก DNA ที่ได้รับมาจากพ่อและแม่แบบผสมผสานกัน ผนวกกับสิ่งแวดล้อม ผ่านประสาทสัมผัส หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่กำหนดทิศทางเลือกการสะสมผ่านระบบคิด จิตและวิญญาณ จะมีการสะสมและใช้งานตลอดช่วงชีวิต และน่าจะสิ้นสุดเมื่อ “ตาย”
· ระดับจิตวิญญาณ เป็นการจัดการความรู้ผ่านกระแสพลังงานอะไรสักอย่าง อาจเป็นในลักษณะของพลังงานแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในระบบกระแสจิตแบบต่างๆ ที่เก็บสะสมไว้ในจิตและวิญญาณ ที่เรามักใช้คำที่เข้าใจกันทั่วไปว่า “กุศลกรรม” และ “อกุศลกรรม” ลักษณะคล้ายๆกับการเก็บข้อมูลไว้ใน Hard disk ของคอมพิวเตอร์ แม้จะปิดเครื่อง (ตาย) แล้วความจำก็ยังคงอยู่และสะสมไปเรื่อยๆเมื่อเปิดเครื่อง(เกิดใหม่) และเลิกสะสมเมื่อระบบเก็บและระบบอ่านทำงานไม่ได้ แต่จิตวิญญาณของเราน่าจะต่างออกไป และยังคงทำงานได้จนกว่าจะชดใช้ทั้ง “กุศลกรรม” และ “อกุศลกรรม” ได้หมดสิ้น หรือบรรลุนิพพาน ที่ผมยังจินตนาการไม่ถึง แต่หวังว่าท่านผู้รู้จะมาต่อเติมให้ในส่วนนี้
เมื่อผมทบทวนมาในขั้นนี้แล้ว ก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายกับการ “เกิด” ทางชีวิต และรู้สึกว่าจิตวิญญาณจะต้อง “เหนื่อย” อีกกี่ครั้ง กี่ปี กี่ยุค กี่ภพ กี่ชาติ จึงจะได้ “หยุดพัก” จริงๆ เสียที
เกิดมาแต่ละครั้ง จะต้องมาเรียนรู้ เผชิญชะตากรรม และ ต่อสู้ เพื่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมมากมาย เพื่อสั่งสมสิ่งดีๆ (เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่า) ไปอีกกี่ครั้งกี่รอบ
ยิ่งคิดไปก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย
ทำให้หวนคิดถึงคำพูดของเพื่อนท่านหนึ่งที่เคยมาเยี่ยมผมที่บ้านของผมเมื่อปีที่แล้ว เขาใช้ฌานสมาธิที่มีในตัวเขา อ่านและบอกผมว่า
“อาจารย์เคยเกิดและเป็นทุกอย่างในโลกนี้มาแล้ว แล้วก็ไม่พ้นทุกข์ อาจารย์ยังจะอยากเกิดอีกหรือ”
ผมฟังแล้วก็ได้ความคิดคล้อยตาม และคิดตามมาจนถึงวันนี้
ทำให้ผมไม่อยากเกิดอีกต่อไป
แต่ผมจะทำอย่างไร
เมื่อสองสามวันก่อน มีครูท่านหนึ่ง(ที่ผมคาดว่าน่าจะมีฌานสมาธิสูงเช่นกัน) มาจากมหาสารคาม มาคุยกับผม ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แต่มาบอกผมแบบอ่านขาดว่า “ถ้าอาจารย์ไม่อยากเกิดอีก อาจารย์ต้องไปบวช แต่คาดว่าอาจารย์ต้องไปเกิดเพื่อสั่งสมบารมีต่อไปอีกหลายขั้น”
ผมฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึก “เบื่อ” มากขึ้นไปอีก และคิดว่า
ผมจะต้องดิ้นรนอยู่ในโลกของ “ทุกข์” แบบนี้ไปอีกกี่ภพกี่ชาติ
ผมจึงจะมีโอกาสหลุดพ้นจากโลกนี้ไปเสียที
DNA ผมส่งต่อให้ลูกสาวและลูกชายไว้แล้วจะขยายต่อหรือจบแค่นั้น ผมก็ไม่มีความทุกข์อันใด
สมองผมก็คงดับในอีกไม่นาน อย่างมากสุดไม่น่าจะเกินอีกหมื่นวัน และคงจะล้าและค่อยๆหมดสมรรถนะการทำงานและการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อาจจะก่อนตายด้วยซ้ำ
แต่ จิตวิญญาณผมนี่ซิ
จะต้องไปเกิดอีกหรือนี่
“น่าเบื่อจริง”
ใครมีคำแนะนำอะไรที่จะช่วยให้ความ “น่าเบื่อ” นี่หมดไปเสียที
ผมจะได้ใช้คำของท่านพุทธทาสได้ว่า “กรูไม่เอากับมรึงแล้วโว้ย”
แต่ผมคิดว่าผมคงจะคาดหวังมากเกินไปที่จะได้โดยไม่ต้องทำ
หรือ ความหวังของพ่อผมที่จะให้ผมบวชตั้งแต่เด็กๆ เป็นเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องแล้ว
ผมเพิ่งจะมองเห็นความหวังดีของพ่อผมวันนี้เอง
สมองผมนี่ทำงานช้าจริงๆ ไม่ทันเหตุการณ์สักเรื่อง
และคงจะต้องเผชิญชะตากรรมไปเกิดอีกแล้ว
“น่าเบื่อจริงๆ”
สวัสดีครับท่านอาจารย์
ผมเคยอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ท่านกล่าวถึงเรื่องชาติหน้าไว้เป็นสองแบบ ว่าแบบหนึ่งคือการตายแล้วเกิดใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะนิพพานอย่างที่เราเชื่อกันมา อีกแบบคือการเกิดขึ้นของจิต หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วดับไปในเวลาไม่นาน เช่นโกรธแล้วหาย ขณะที่โกรธก็เหมือนอยู่ในนรก แล้วหายก็สงบเย็น
ผมเคยสนทนากับหลวงตาบัวนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยวุ่นวายกับความคิดว่า ตายแล้วจะเกิดไหม ท่านบอกประโยคเดียวว่า คนที่ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริงเป็นคนโง่ ผมจึงเลิกสนใจเรื่องชาติหน้าตั้งแต่บัดนั้น เพราะหากทำดีแล้ว ชาติหน้าจะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร
เรื่องชาติหน้าแบบตายแล้วเกิดใหม่ นั้นท่านพุทธทาสท่านเคยกล่าวว่า หากทำให้คนเชื่อแบบนั้น จะดีต่อสังคมมากกว่าถ้าคนไม่เชื่อ เพราะคนจะได้กลัวจะไม่ทำความผิด ท่านบอกว่าที่ต้องมีเรื่องเช่นนี้อยู่ในพระไตรปิฎก เพราะสมัยพุทธกาลมีลัทธิความเชื่อต่างๆ มากมาย พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงสอนให้สอดคล้อง ให้คนสมัยนั้นรับได้ด้วย
แต่หากจะเอามาถกเถียงกันสำหรับคนสมัยปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องอจินไตย คือต่างคนต่างไม่รู้ ถกเถียงกันแล้วก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้อยู่ดี
พระพรหมคุณาภรณ์ กล่าวถึงกรรมว่า มีกรรมเก่าที่เราทำไปแล้ว ส่งผลมาปัจจุบัน เช่นเราถูกเลี้ยงดู เรียนรู้มาอย่างไร เราก็มาเป็นเราในปัจจุบัน กรรมใหม่หรือกรรมปัจจุบันที่เราต้องทำเพื่ออนาคต เช่นออกกำลังกาย อนาคตเราน่าจะดีและการทำกรรมปัจจุบันก็มีผลต่อกรรมที่เราจะทำในอนาคตด้วย เช่นถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดีในปัจจุบัน อนาคตเป็นเส้นเลือดสมองแตก เราก็ไม่อาจทำกรรมในอนาคตได้ดีเท่าถ้าเส้นเลือดสมองของเราไม่แตก
สำหรับตัวผมเอง จึงอยู่กับปัจจุบันไม่คิดมาก เพราะทุกสิ่งอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และจะต้องเปลี่ยนแปลงโดยเราควบคุมไม่ได้ แต่ก็รู้ตัวว่าทำกรรมปัจจุบันไม่ดีนัก คือพักนี้ย่อหย่อนในการออกกำลังกายครับ
แลกเปลี่ยนด้วยความเคารพครับ
ครับ
นี่ก็อีกมุมหนึ่งที่สุดยอดในการปฏิบัติ
อยู่กับปัจจุบัน ทำดีในปัจจุบัน
ชาติหน้าจะมีไม่มี ไม่สำคัญ ถ้ามีก็น่าจะดีอยู่แล้ว เพราะเราทำดีไว้แล้ว
ผมก็คาดว่าน่าจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกับท่าน
แนวคิดของท่านพุทธทาส ผมก็ว่าลึกซึ้งและใช้งานได้หลายมุมมอง
ผมนำมาใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต อยู่แบบเรียบง่ายธรรมดา ทำตัวให้เป็นประโยชน์ พยายามทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล
ผมบันทึกวันนี้เพราะต้องการทบทวนตนเอง ให้รู้จักตัวเอง รู้จักธรรมชาติของชีวิต และบันทึกความคิดของตัวเอง ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จะผิดจะถูก ก็คงมีคนอย่างท่านมาช่วยสะกิด และช่วยชี้ทางสว่างมากขึ้นไปเรื่อยๆครับ
เจริญธรรม สำนึกดีครับ
มารับแง่คิดมุมมองของการ "ไม่อยากเกิดอีก" ของคนคุณภาพค่ะ
นาคิดทีเดียวค่ะ
ครับ ก็ถือว่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ
เจริญธรรม สำนึกดีครับ
อาจารย์ขอรับกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกกับปัจจุบันสิขอรับ
การบวชเป็นเพียงรูปแบบในการเดินทางอย่างหนึ่งเท่านั้น
บวชใจอย่างหลวงปู่พุทธทาสกล่าวไว้สิขอรับ
แต่ถ้าอาจารย์พร้อมทั้งกายและใจที่จะยอมรับกฎกติกาก็มุ่งสู่วิถีทางในแบบสมณะต่อไป..
อย่าร้องให้เพราะนมหกและจงอย่าเพิ่งข้ามสะพานถ้าตัวเรายังไม่ถึงสะพาน..
ธรรมฐิตคงไม่เอามะพร้าวมาขายสวนนะขอรับอาจารย์
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
กระผมรู้สึกว่าคนเราในโลกยุคหลังๆส่วนใหญ่มาจากระบบที่รีบเร่ง แข่งขัน บีบรัด จนรู้สึกว่าเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย สำหรับชีวิตที่รักความสงบ สันติสุขในใจ ชีวิตการพิจารณาถึงจิตวิญญาณหรือการฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างสงบ สิ่งหนึ่งที่กระผมแทบไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์มีระบบการศึกษาเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่ง โดยการศึกษาซึ่งแปลว่า การพัฒนาตัวเองออกจากอวิชชา (ความไม่รู้) ที่น่าแปลกเราก็ยัง วนเวียนในระบบแยกส่วนอย่างมากมายและไหลไปตามกระแสความอยากในแนวทางสุดโต่ง ยิ่งเราเจริญทางวัตถุแต่ภัยเงียบในจิตใจเรากลับสะสมไปเรื่อยๆ เพราะสวนทางกับการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทำให้หาความสงบได้ยาก ภัยจากจากการแข่งขันกันเองจากความอยากที่เป็นแบบมีอัตตาสูง ภายทางกายภาพ อุบัติเหตุ การปล้น ทำร้าย การก่อการร้าย สงคราม ความอดยาก ขอทาน การเอาเปรียบจน สิ้นเนื้อประดาตัวนอกจากนี้ยังไม่มีภัยเงียบจากสื่อ ที่ปล่อยค่านิยมต่างๆเข้าไปในระดับจิต ที่มาจากข่าวสารที่อาศัยความอยากของสภาวะพื้นฐาน หลอกล่อไปตามกระแส “การแก่งแย่งและทำลายเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งร่วมโลกอย่างน่าเศร้า”จากความอยาก จากอัตตาที่มากและอวิชชาแบบสนองตัวตน ทำให้เราถลำลึกทำลายจิตวิญญาณ เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกและธรรมชาติ ไม่รู้เราต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ได้รับบทเรียนอีกเท่าไหร่ เสื่อมโทรมอีกเท่าไหร่ ต้องบาดเจ็บ ล้มลุกคลุกคลาน ต้องเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำตา ต้องเร่ร่อนอีกเท่าไหร่ “มนุษย์จึงจะแบ่งปันและรักกัน” จากความขัดแย้ง ในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งระดับบุคคล สังคมต่างๆ คงไม่สามารถหลุดออกได้ ถ้ามนุษย์ไม่ออกจาก “อวิชชาและอัตตา” เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์(Paradigm shift) หลายครั้งเราขัดแย้งกันตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศรุนแรงมากๆ จนจะทำให้ทุกอย่างสูญสลายจากคนที่มีอำนาจตัดสินใจไม่กี่คน กระผมเคยคิดว่า หากระบบต่างๆที่สร้างขึ้นในโลกนี้ มันเหมือนกับดักทางชีวิต มีความอยากจนลุ่มหลงแล้ว คงยากที่เราจะมีหัวใจแห่งเมตตาและมีจิตโน้มเอียงสู่ความสงบ เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่เราบอกว่ามนุษย์เรามีปัญญาเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ แต่เรากำลังทำร้ายกันเองและสรรพสิ่งในโลกได้อย่างน่ากลัวในเวลาอันสั้นเริ่มตั้งแต่ในระดับจิตใจคน และทรัพยากรธรรมชาติ หากมันเสื่อมไปกว่านี้เห็นทีลูกหลานคงทุกข์กับบรรพบุรุษที่ทิ้งซากของโลกไว้ให้ เป็นเรื่องน่าเศร้า ภัยต่างๆคงจะรุมเร้าในทุกมิติที่เกิดในยุคที่ว่าผู้มีปัญญาที่ฉลาด แต่เราก็ทำเหมือนว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา กระผมมองว่า มนุษย์คงต้องเรียนรู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณและมีปัญญาที่อิสระทางโลกเพื่อใช้วัตถุเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสันติสุข ไม่สร้างอวิชชาที่หลงผิดในทางโลกขึ้นมามาก โดยร่วมสร้างมนุษย์ที่บรรจุหัวใจที่บรรจุความเมตตาให้กว้างใหญ่ขึ้น จึงจะเห็นความงามของกันและกัน ในโลกแห่งความเป็นจริงสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงตลอดทั่วจักรวาล ดังที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ ได้ใช้คำว่า“เราเป็นดั่งกันและกัน” (Interbeing) เราต่างเชื่อมโยง หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกฏสากลทางจักรวาลเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราออกจากอัตตาและอวิชชาไม่ได้จึงหมุนเวียนทำร้าย ทำลายกัน กระผมมองว่าการมีความอยากที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้เสียหายอะไรเพราะเหมือนเป็นธรรมดาของโลก ซึ่งไม่เบียดเบียน หากอยู่ด้วย ตัวตน I-ego และ อวิชชามากๆสุดโต่งมันจะวุ่นวายมากๆหากใครมีฐานจิตที่เลื่อนลอยก็จะไหลไปตามวิบากกรรมได้ง่าย เมื่อทำกรรมหนักมากๆ เมื่อสิ้นสังขารไป จิตวิญญาณก็คงไปอยู่ใน เปรตภูมิ,นรกภูมิ,เดรัจฉานภูมิกว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากมาก เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แม้จะไม่แสวงหาการหลุดพ้นเราควรใช้โอกาสนี้ “สร้างบารมี” พัฒนาปัญญาขึ้นเพื่อดำรงชีวิตให้สุข หากมนุษย์ไม่ยกระดับวิญญาณเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงในทางโลก คงยากที่จะมีสุขในทั้งกายและใจ ดังที่พระพุทธเจ้าทราบถึงว่าการเป็น อิทัปปัจจยตา วิชาอะไรในโลกทั้งหมดย่อมอยู่ในกฎเกณฑ์ "ความที่สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" นั่นคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิดเปลี่ยนแปลง และดับสูญ (เปลี่ยนสถานะ)ทั้งสิ้น"ถ้ามนุษย์มีสติกับปัจจุบันขณะ สัมผัสถึง “สภาวะของจิตตื่นรู้” (present-moment self-awareness)กระบวนทัศน์จะเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันขึ้น และมองว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกได้อย่างไรบนสภาวะความไม่เที่ยงและมีประโยชน์ต่อโลกและมวลมนุษย์อย่างไรบนความพอประมาณชีวิตคงเมื่อออกจากตัวตน I-ego และ อวิชชา (Dark ignorance) ได้
ส่งเพลงให้อาจารย์ฟังครับผม กระผมฟังเพลง Enya หลายเพลงยอมรับว่าเพลงเขียนได้ดีมากๆ มีมิติที่ละเอียดอ่อน ฟังเสียงหัวใจเพื่อนมนุษย์ แม้แต่เสียงของเธอยังมีพลังและละเมียด มีสุนทรียะ เหมือนเป็นศิลปะที่ซาบซึ้งไปกับธรรม ที่ทำให้จิตโน้มเอียงสู่ความสงบ ซึ่งฟังเสียงหัวใจตนเองและเพื่อนมนุษยชาติ เพลงนี้สัมผัสไปที่จิตวิญญาณในจิตใจของเรา ชีวิตเราก็คง Long, long journey through the darkness and very longway to go...เราต้องเดินทางในชีวิตทางโลกที่ว่ายาวนานแล้วแต่ที่ยาวนานจนสุดประมาณคือการเดินทางของวิญญาณ...และไม่รู้ว่าเราจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หรือเราต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้ ...... ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ครับผม/ นิสิต
Enya - Long Long Journey
Citylights shine on the harbour,
night has fallen down,
through thedarkness
and the shadow
I will still go on.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Wherethe road
runs through the valley,
where the river flows,
I will followevery highway
to the place I know.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Long,long journey
out of nowhere,
long, long way to go;
but what are sighs
and what is sadness
to the heart that's cominghome?
(repeat)
http://www.youtube.com/watch?v=YERoXqRjSE4
ยังคงติดตามงานเขียนอาจารย์ “น่าเบื่อจริงๆ” นักวิชาการยังเบื่อ แล้วชาวบ้านจะเหลือรึ
เรียน ดร.แสวง
สิ่งที่อจ.มุ่งหวัง ก็เพราะอาจารย์ยังมีความอยากอยู่ไงครับ อยากได้(ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องเกิด ,หลุดพ้น ,หรือนิพพาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ในความหมายของอาจารย์เอง) ผมว่าถ้ายังมีกิเลสตัวนี้อยู่ก็คงจะยังข้องติดอยู่ครับ ยังคงวนๆเวียนๆ ไม่ไปไหน และผมว่าการจะหลุดพ้นทุกข์ได้เด็ดขาดก็ไม่จำเป็นต้องไปบวชครับ ฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ ยิ่งอจ.อยู่ในโลก ยิ่งมีบทเรียนมาทดสอบมากมาย ยิ่งร้อนยิ่งแกร่ง และเป็นแรงหนุนทดสอบกิเลสมารมากมาย ท่านพุทธทาสสอนว่าลิ้นงูไม่โดนพิษจากฟันของงูนะครับ
สวัสดี ครับ อาจารย์ แสวง
...ทบทวนมาในขั้นนี้แล้ว ก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายกับการ “เกิด” ทางชีวิต และรู้สึกว่าจิตวิญญาณจะต้อง “เหนื่อย” อีกกี่ครั้ง กี่ปี กี่ยุค กี่ภพ กี่ชาติ จึงจะได้ “หยุดพัก” จริงๆ เสียที...
อาจารย์ ครับ
ผม ศรัทธา ความคิดในตัวตนที่อาจารย์ มีอยู่อย่างไม่เคยเบื่อหน่าย
อาจเป็นเพราะ ผมไม่ได้ผ่านการมองโลก ....ในแบบฉบับของอาจารย์
และยังคง ชอบความคิดที่เดินผ่านมาในบันทึก ของ อาจารย์ อยู่อย่างสม่ำ เสมอ...และยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
นำกาแฟถ้วยนี้ มาให้อาจารย์ จิบ ยามที่อาจารย์ อยากจิบ นะครับ
มีความสุขในสิ่ง ที่อาจารย์ คิด และทำ ครับ
ด้วยความเคารพ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ (ฉบับแก้ไขครับผม)
กระผมรู้สึกว่าคนเราในโลกยุคหลังๆส่วนใหญ่มาจากระบบที่รีบเร่ง แข่งขัน บีบรัด จนรู้สึกว่าเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย สำหรับชีวิตที่รักความสงบ สันติสุขในใจ ชีวิตที่ขาดการพิจารณาถึงจิตวิญญาณหรือการฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างสงบเพื่อเชื่อมต่อไปสู่การเข้าใจผู้อื่น หรือเชื่อมถึงความหลากหลายในโลกและจักรวาล สิ่งหนึ่งที่กระผมแทบไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์มีระบบการศึกษาเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่ง โดยการศึกษาซึ่งแปลว่า การพัฒนาตัวเองออกจากอวิชชา (ความไม่รู้) ที่น่าแปลกเราก็ยัง วนเวียนในระบบแยกส่วนอย่างมากมายและไหลไปตามกระแสความอยากในแนวทางสุดโต่ง ยิ่งเราเจริญทางวัตถุแต่ภัยเงียบในจิตใจเรากลับสะสมไปเรื่อยๆ เหมือนกับดักใน การพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทำให้หาความสงบได้ยาก ภัยจากจากการแข่งขันกันเองจากความอยากที่เป็นแบบมีอัตตาสูง ภายทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม จะเห็นได้ว่า อุบัติเหตุ การปล้น ทำร้าย การก่อการร้าย สงคราม ความอดอยาก ขอทาน การเอาเปรียบจน สิ้นเนื้อประดาตัวนอกจากนี้ยังมีภัยเงียบจากสื่อ ที่ปล่อยค่านิยมต่างๆเข้าไปในระดับจิต ที่มาจากข่าวสาร ที่อาศัยความอยากของสภาวะพื้นฐานของจิตที่ไหลไป หลอกล่อไปตามกระแส นอกจากนี้ “ยังมีการแก่งแย่งและทำลายเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งร่วมโลกอย่างน่าเศร้า”จากความอยาก จากอัตตาที่มากและอวิชชาแบบสนองตัวตน ทำให้เราถลำลึกทำลายจิตวิญญาณ เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกและธรรมชาติ ไม่รู้เราต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ได้รับบทเรียนอีกเท่าไหร่ เสื่อมโทรมอีกเท่าไหร่ ต้องบาดเจ็บ ล้มลุกคลุกคลาน ต้องเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำตา ต้องเร่ร่อนอีกเท่าไหร่ “มนุษย์จึงจะแบ่งปันและรักกัน” จากความขัดแย้ง ในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งระดับบุคคล สังคมต่างๆ คงไม่สามารถหลุดออกได้ ถ้ามนุษย์ไม่ออกจาก “อวิชชาและอัตตา” เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์(Paradigm shift) หลายครั้งเราขัดแย้งกันตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศรุนแรงมากๆ จนจะทำให้ทุกอย่างสูญสลายจากคนที่มีอำนาจตัดสินใจไม่กี่คน กระผมเคยคิดว่า หากระบบต่างๆที่สร้างขึ้นในโลกนี้ มันเหมือนกับดักทางชีวิต มีความอยากจนลุ่มหลงแล้ว คงยากที่เราจะมีหัวใจแห่งเมตตาและมีจิตโน้มเอียงสู่ความสงบ เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่เราบอกว่ามนุษย์เรามีปัญญาเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ แต่เรากำลังทำร้ายกันเองและสรรพสิ่งในโลกได้อย่างน่ากลัวในเวลาอันสั้นเริ่มตั้งแต่ในระดับจิตใจคน และทรัพยากรธรรมชาติ หากมันเสื่อมไปกว่านี้เห็นทีลูกหลานคงทุกข์กับบรรพบุรุษที่ทิ้งซากของโลกไว้ให้ เป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าภัยต่างๆคงจะรุมเร้าในทุกมิติที่เกิดในยุคที่ว่าผู้มีปัญญาที่ฉลาด แต่เราก็ทำเหมือนว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา กระผมมองว่า มนุษย์คงต้องเรียนรู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณและมีปัญญาที่อิสระทางโลกเพื่อใช้วัตถุเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสันติสุข ไม่สร้างอวิชชาที่หลงผิดในทางโลกขึ้นมามาก โดยร่วมสร้างมนุษย์ที่บรรจุหัวใจที่บรรจุความเมตตาให้กว้างใหญ่ขึ้น จึงจะเห็นความงามของกันและกัน ในโลกแห่งความเป็นจริงสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงตลอดทั่วจักรวาล ดังที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ ได้ใช้คำว่า“เราเป็นดั่งกันและกัน” (Interbeing) เราต่างเชื่อมโยง สรรพสิ่งล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกฏสากลทางจักรวาลเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราออกจากอัตตาและอวิชชาไม่ได้จึงหมุนเวียนทำร้าย ทำลายกัน กระผมมองว่าการมีความอยากที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้เสียหายอะไรเพราะเหมือนเป็นธรรมดาของโลก ซึ่งไม่เบียดเบียน หากอยู่ด้วย ตัวตน I-ego และ อวิชชามากๆสุดโต่งมันจะวุ่นวายมากๆหากใครมีฐานจิตที่เลื่อนลอยก็จะไหลไปตามวิบากกรรมได้ง่าย เมื่อทำกรรมหนักมากๆ เมื่อสิ้นสังขารไป จิตวิญญาณก็คงไปอยู่ใน เปรตภูมิ,นรกภูมิ,เดรัจฉานภูมิกว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากมาก เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แม้จะไม่แสวงหาการหลุดพ้นเราควรใช้โอกาสนี้ “สร้างบารมี”พัฒนาปัญญาขึ้นเพื่อดำรงชีวิตให้สุข หากมนุษย์ไม่ยกระดับวิญญาณเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงในทางโลก คงยากที่จะมีสุขในทั้งกายและใจ ดังที่พระพุทธเจ้าทราบถึงว่าการเป็น อิทัปปัจจยตา วิชาอะไรในโลกทั้งหมดย่อมอยู่ในกฎเกณฑ์ "ความที่สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" นั่นคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิดเปลี่ยนแปลง และดับสูญ (เปลี่ยนสถานะ)ทั้งสิ้น"ถ้ามนุษย์มีสติกับปัจจุบันขณะ สัมผัสถึง “สภาวะของจิตตื่นรู้” (present-moment self-awareness)กระบวนทัศน์จะเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันขึ้น และมองว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกได้อย่างไรบนสภาวะความไม่เที่ยงและมีประโยชน์ต่อโลกและมวลมนุษย์อย่างไรบนความพอประมาณชีวิตคงจะหวังได้เมื่อออกจากตัวตน I-ego และ อวิชชา (Dark ignorance) ได้ครับผม
ส่งเพลงให้อาจารย์ฟังครับผม กระผมฟังเพลง Enya หลายเพลงยอมรับว่าเพลงเขียนได้ดีมากๆ มีมิติที่ละเอียดอ่อน ฟังเสียงหัวใจเพื่อนมนุษย์ แม้แต่เสียงของเธอยังมีพลังและละเมียด มีสุนทรียะ เหมือนเป็นศิลปะที่ซาบซึ้งไปกับธรรม ที่ทำให้จิตโน้มเอียงสู่ความสงบ ซึ่งฟังเสียงหัวใจตนเองและเพื่อนมนุษยชาติ เพลงนี้สัมผัสไปที่จิตวิญญาณในจิตใจของเรา ชีวิตเราก็คง Long, long journey through the darkness and very longway to go...เราต้องเดินทางในชีวิตทางโลกที่ว่ายาวนานแล้วแต่ที่ยาวนานจนสุดประมาณคือการเดินทางของวิญญาณ...และไม่รู้ว่าเราจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หรือเราต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้ ...... ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ครับผม/ นิสิต
Enya - Long Long Journey
Citylights shine on the harbour,
night has fallen down,
through thedarkness
and the shadow
I will still go on.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Wherethe road
runs through the valley,
where the river flows,
I will followevery highway
to the place I know.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Long,long journey
out of nowhere,
long, long way to go;
but what are sighs
and what is sadness
to the heart that's cominghome?
(repeat)
http://www.youtube.com/watch?v=YERoXqRjSE4
อ่านแล้วทำให้คิด...
เสียงท่านดูเหมือนจะ "น่าเบื่อจริง ๆ" หรือท่านมีเหตุอื่นมากระทบ...จิต
อะไรที่ทำให้ท่านเบื่อหน่ายเช่นนี้...เพราะคาดหวังมากไปหรือไม่ ทะยานอยากมากไปหรือเปล่า (อยากหลุดพ้น...เพื่อมุ่งสู่นิพพาน)
หรือเพราะสภาพแวดล้อม...กระทบใจท่าน...จิตนิ่ง จิตสงบ อย่างมีสติ...คงลดความเืบื่อหน่ายท่านลงได้
เวียนว่ายตายเกิด...เป็นธรรมดามนุษย์...และความอยากก็เป็นธรรมดาของสัตว์โลก
------------------
ตอนหนึ่งจาก "ต้องอ่าน"
ปัญหาทุกอย่าง...อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
อันตรายที่สุดคือ...การคาดหวัง
จงใช้สติ...อย่าใช้อารมณ์
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา...และยอมรับ...กับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป...ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา...จะรู้ว่าปัญหานั้น...เล็กนิดเดียว
-------------------
เป็นกำลังใจให้ชนะความเบื่อหน่ายนะคะ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
กระผมก็พยายามเตือนสติตัวเองอยู่เหมือนกันครับผม หลายครั้งก็ "เกิดความหน่าย" กระผมมองว่า ถ้าได้ตรองจากสติปัญญาที่ชัดเจนแล้ว กระผมก็เชื่อว่า ในเมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็พยายามใช้ชีวิตให้สุขกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ของปัจจุบันขณะ ครับผม
ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับผม
นิสิต
ครับ
ผมยอมรับว่ามีกิเลศที่ไม่อยากมามีความทุกข์ยากอีก
ไม่อยากผ่านเส้นทางที่ผมผ่านมาแล้ว
ผมต้องเรียนรู้ใหม่อีก
กว่าจะรู้พอที่จะเอาตัวรอดได้ ไม่ง่ายเลย
จะเรียกว่า "ยอม" แบบไม่อยากเผชิญกับมันอีกต่อไป
มันเป็นการยอมแพ้ก็ว่าได้
และอาจจะเป็นในช่วงที่จิตใจอ่อนไหวต่อสถานการณ์รอบข้างที่หดหู่ ไม่น่าอภิรมย์ ไม่อยากพบเจออีก ก็มีส่วนถูกครับ
สรุปว่า ท่านเดาใจผมได้ลึกมากเลยครับ
ผมเก็บความลับไม่เป็นเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่อยากเกิดมาอีก ก็คือความเสื่อมโทรมของระบบ ทรัพยากรที่เหลือสมบูรณ์อยู่น้อยมาก
มีความเป็นได้ว่า ถ้าเกิดมาอีกอาจจะต้องเผชิญความเลวร้ายกว่าปัจจุบันแน่นอน
ที่ผมพยายามทำงานอยู่ก็เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้
แต่ก็สำเร็จน้อยมาก คิดออกมาแทบไม่ได้หนึ่งในร้อย
อนาคตจึงคาดเดาได้ว่า
ไม่น่าเกิดเอาเสียเลย
เรียน ท่านอาจารย์ ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เรียนท่านอาจารย์ที่เคารพ
กระผมส่งเพลงใหม่มาให้ครับผม ของต้นฉบับน่าจะเป็นของ ศรคีรี ศรีประจวบ
“ลานรักลั่นทม”
หอมเอยหอมดอก ลั่นทม
กลิ่นลอยตามลมเคล้ากลิ่นเส้นผมของนาง
กลิ่นหอมละมุนเหมือนดังกลิ่นกรุ่นสองปราง
แม้นได้แนบแอบเนื้อของนาง
ใครบ้างจะทนอยู่ไหว
...หอมเอยหอมกลิ่นเกล้านาง
ไม่เคยจืดจางหอมไม่ราร้าง...หัวใจ
ดอกของลั่นทมน้องแซมเสียบผม...วิไล
น้องปลดให้มอบแทนหัวใจ
ว่าเราเคยได้รักกัน
ลานรักสลักหัวใจลั่นทมเอนก้านกิ่งไหว
หลบสายลมไล่จูบพัลวัล
ช่างเหมือนแก้มสาว
เจ้าหลบแก้มขาวหนีจูบไม่ทัน
สองแก้มเท่านั้นแดงระเรื่อเจือสีชมพู
...หอมเอยหอมกลิ่นแก้มนวล
กลิ่นยังอบอวลย้อนสายลมหวล...ชื่นชู
ลั่นทมหอมมาเหมือนเจอหน้าตาโฉมตรู
คิดถึงน้องแก้มสีชมพูณ.ลานแอบชู้ ลั่นทม
ชีวิตกระผมฟังเพลงหลากหลายแนวตามอารมณ์ สร้างจินตนาการและปล่อยใจรับสุนทรียศาสตร์ไปตามสภาวะอารมณ์ ซึ่งในชีวิตคนเรามีมิติหลากหลาย หลายครั้งนึกถึงจินตนาการว่า “ถ้าคนเราไปสัมผัสธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก แมกไม้ ตามธรรมชาติ หรือตามรีสอร์ทต่างๆ นอนดูดาว พระจันทร์ ฟังเสียงธรรมชาติ จะสัมผัสได้ถึงจินตนาการของนักแต่งเพลงที่เปรียบความงามหญิงสาวกับธรรมชาติได้บรรเจิด”ซึ่งปัจจุบันสภาวะของธรรมชาติมันขาดหายไปจากชีวิตคนเรามาก สภาวะมิติของจิตที่โน้มเอียงสู่ความสงบ มีสุนทรียภาพจึงหายไปมาก “คนกำลังเป็นเครื่องจักรกลายๆ จากระบบที่เร่งรีบ ภาวะเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นภัยคุกคามตลอดจนการเสื่อมของทรัพยากร ซึ่งมีส่วนทำให้มิติทางจิตวิญญาณเราถดถอยลง”กระผมจึงเข้าใจว่าทำไมนักแต่งเพลงในอดีต จึงถ่ายทอดภาษาได้ละเมียดละไม มีความอบอุ่น นุ่มนวล มีศิลปะ หวาบหวามจากความรักได้สุดบรรเจิดมีจินตนาการที่อ่อนหวาน พริ้วไหว มีความงามของภาษาที่สื่อมาจากหัวใจของกวีจริงๆ การเปรียบหญิงสาวกับความงามธรรมชาติมุมมองของกวีนั้น ใช้จินตนาการที่วิจิตรสวยงามยิ่งนัก เพราะมันมีสุนทรียศาสตร์จากการสังเกตหญิงสาวในทุกรายละเอียดเหมือนมองเธอทุกในสภาวะที่เปลี่ยนแปลง ซาบซึ้งไปกับเธอ ดังเอาจิตไปผูกกับอริยาบทเธอ มองเธอดังคือศิลปะที่งดงามและมีค่าสูงส่งในทุกอริยาบทไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม มุมปาก แววตา ผิวพรรณ คิ้ว จมูก อารมณ์ที่ซ่อนในตัวเธอ ช่างน่ารัก ชวนฝันมีจินตนาการ รอยยิ้มพิมพ์ใจ กลิ่นหอมของเกล้าผม ชวนฝัน“ลานรักลั่นทม” เป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่งดงามจริง ๆ ขอรับ ถ้อยคำที่ส่งความหวามไหวสอดรับกับท่วงทำนองที่หวาบหวามจนรู้สึกหวิวไปที่หัวใจ ฟังแล้วก็คิดว่าอยากจะมีสัมผัสความหวามไหว แบบกวีบ้าง ช่างละเมียดละไม เป็นพิเศษ ซึ่งกระผมจินตนาการว่า ที่ลานผา คงปูเสื่อนั่งอยู่ใต้ลานลั่นทม มีน้ำตก บรรยากาศเย็นๆ มีใบไม้ ลงสู่พื้น และบนต้นก็มีดอกลั่นทมอีกหลายช่อแขวนไว้ที่ปลายกิ่ง ..หญิงสาวคนนั้นคงจะนอนแนบตัก ชม้ายตาขึ้นมองด้วยความรักที่เปี่ยม แล้วชายหนุ่มคงนั่งลูบชายผมบริเวณหน้าผากของหญิงสาวเบาๆ….อาจารย์ครับผมส่งเพลงที่มีความงามภาษาให้ฟังครับผมบางคนไม่เกิดความเบื่อหน่าย มิหนำซ้ำยังบอกกระผมว่า อยากมีการติดตั้งโปรแกรม“Small house”ซะแล้ว ฮิฮิ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=yasinee&date=29-06-2007&group=120&gblog=8
http://jukebox.pleng.com/player_song.php?song_id=18961
สาธุครับ
ขออนุญาติให้ผู้น้อยแสดงความคิดเห็นนะครับ
ผู้ที่ใจใฝ่บวชแล้วปฏิบัติธรรมก็ดีมากๆครับเพราะจะตัดภาระความกังวลได้หลายอย่าง และ อาจจะมีโอกาสบรรลุธรรมเร็วกว่าฆราวาสครับ
แต่อย่างอาจารย์ที่ปฏิบัติธรรมอยู่แล้วแต่ยังไม่อยากบวช ก็ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆเลยนะครับ ค่อยๆสั่งสมบารมี ถึงยังไม่บรรลุนิพพานโดยเร็วพลันในชาตินี้ซึ่งไม่ต้องกลับมาเกิดอีก แต่ก็จะค่อยๆสั่งสมบุญารมีจากการเจริญภาวนาถ้าต้องเกิดก็จะทำต่อไปได้จนจิตปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ต้องเกิดอีกครับ อาจจะร่นเวลาหรือมีโอกาสไม่เกิดมากกว่าผู้ยังไม่เริ่มลงมือนะครับ ฆราวาสอย่างเรามีโอกาสบรรลพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีได้แต่ดเี๋ยวนี้ผมว่าก็ยังพอมีบ้างนะครับ แต่เจ้าตัวก็จะรู้เองเพราะของอย่างนี้ต้องทำเอง รู้เองโดยอาจมรอาจารย์ช่วยรับรอง หรือ สังเกตเองโดยโยนิโสมนสิการก็ได้นะครับ แต่ถ้าจะถึงพระอรหันต์ ร่างกายปุถุชน หรือ ฆราวาสอาจจะรับไม่ไหวครับ คงต้องไปบวช
อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่พอจะได้ฟังมาบ้างจากพ่อแม่ครูบาอาจาย์ครับ
ถ้าผู้เห็นธรรมบ้างเลือกได้คงไม่อยากมาเกิดอีก แต่เลือกแล้วก็ต้องลงมือปฏิบัติตามด้วยนะครับ
การประเมินผลหลังการนำเสนอ (AAR-after action review)
หลังจากผมเปิดประเด็น โดยใช้ case กรณีของระบบคิดของผม และแผนชีวิตของผม
เพื่อให้คนเข้าใจระบบธรรมชาติ ที่เริ่มจาก
ที่มีทั้งศักยภาพ การใช้งาน ความยั่งยืน การจัดการ และขีดจำกัดที่ต่างกัน
ที่ควรมีการทำความเข้าใจความน่าจะเป็น และความจริง
เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสังคม ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมเชื่อว่า
ท่านมีความเห็นอย่างไรครับ
คิดหนักพาใจทุกข์ อยุ่สุขกับปัจจุบัน