เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ (ฉบับแก้ไขครับผม)
กระผมรู้สึกว่าคนเราในโลกยุคหลังๆส่วนใหญ่มาจากระบบที่รีบเร่ง แข่งขัน บีบรัด จนรู้สึกว่าเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย สำหรับชีวิตที่รักความสงบ สันติสุขในใจ ชีวิตที่ขาดการพิจารณาถึงจิตวิญญาณหรือการฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างสงบเพื่อเชื่อมต่อไปสู่การเข้าใจผู้อื่น หรือเชื่อมถึงความหลากหลายในโลกและจักรวาล สิ่งหนึ่งที่กระผมแทบไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์มีระบบการศึกษาเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่ง โดยการศึกษาซึ่งแปลว่า การพัฒนาตัวเองออกจากอวิชชา (ความไม่รู้) ที่น่าแปลกเราก็ยัง วนเวียนในระบบแยกส่วนอย่างมากมายและไหลไปตามกระแสความอยากในแนวทางสุดโต่ง ยิ่งเราเจริญทางวัตถุแต่ภัยเงียบในจิตใจเรากลับสะสมไปเรื่อยๆ เหมือนกับดักใน การพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทำให้หาความสงบได้ยาก ภัยจากจากการแข่งขันกันเองจากความอยากที่เป็นแบบมีอัตตาสูง ภายทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม จะเห็นได้ว่า อุบัติเหตุ การปล้น ทำร้าย การก่อการร้าย สงคราม ความอดอยาก ขอทาน การเอาเปรียบจน สิ้นเนื้อประดาตัวนอกจากนี้ยังมีภัยเงียบจากสื่อ ที่ปล่อยค่านิยมต่างๆเข้าไปในระดับจิต ที่มาจากข่าวสาร ที่อาศัยความอยากของสภาวะพื้นฐานของจิตที่ไหลไป หลอกล่อไปตามกระแส นอกจากนี้ “ยังมีการแก่งแย่งและทำลายเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งร่วมโลกอย่างน่าเศร้า”จากความอยาก จากอัตตาที่มากและอวิชชาแบบสนองตัวตน ทำให้เราถลำลึกทำลายจิตวิญญาณ เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกและธรรมชาติ ไม่รู้เราต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ได้รับบทเรียนอีกเท่าไหร่ เสื่อมโทรมอีกเท่าไหร่ ต้องบาดเจ็บ ล้มลุกคลุกคลาน ต้องเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำตา ต้องเร่ร่อนอีกเท่าไหร่ “มนุษย์จึงจะแบ่งปันและรักกัน” จากความขัดแย้ง ในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งระดับบุคคล สังคมต่างๆ คงไม่สามารถหลุดออกได้ ถ้ามนุษย์ไม่ออกจาก “อวิชชาและอัตตา” เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์(Paradigm shift) หลายครั้งเราขัดแย้งกันตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศรุนแรงมากๆ จนจะทำให้ทุกอย่างสูญสลายจากคนที่มีอำนาจตัดสินใจไม่กี่คน กระผมเคยคิดว่า หากระบบต่างๆที่สร้างขึ้นในโลกนี้ มันเหมือนกับดักทางชีวิต มีความอยากจนลุ่มหลงแล้ว คงยากที่เราจะมีหัวใจแห่งเมตตาและมีจิตโน้มเอียงสู่ความสงบ เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่เราบอกว่ามนุษย์เรามีปัญญาเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ แต่เรากำลังทำร้ายกันเองและสรรพสิ่งในโลกได้อย่างน่ากลัวในเวลาอันสั้นเริ่มตั้งแต่ในระดับจิตใจคน และทรัพยากรธรรมชาติ หากมันเสื่อมไปกว่านี้เห็นทีลูกหลานคงทุกข์กับบรรพบุรุษที่ทิ้งซากของโลกไว้ให้ เป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าภัยต่างๆคงจะรุมเร้าในทุกมิติที่เกิดในยุคที่ว่าผู้มีปัญญาที่ฉลาด แต่เราก็ทำเหมือนว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา กระผมมองว่า มนุษย์คงต้องเรียนรู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณและมีปัญญาที่อิสระทางโลกเพื่อใช้วัตถุเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสันติสุข ไม่สร้างอวิชชาที่หลงผิดในทางโลกขึ้นมามาก โดยร่วมสร้างมนุษย์ที่บรรจุหัวใจที่บรรจุความเมตตาให้กว้างใหญ่ขึ้น จึงจะเห็นความงามของกันและกัน ในโลกแห่งความเป็นจริงสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงตลอดทั่วจักรวาล ดังที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ ได้ใช้คำว่า“เราเป็นดั่งกันและกัน” (Interbeing) เราต่างเชื่อมโยง สรรพสิ่งล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกฏสากลทางจักรวาลเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราออกจากอัตตาและอวิชชาไม่ได้จึงหมุนเวียนทำร้าย ทำลายกัน กระผมมองว่าการมีความอยากที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้เสียหายอะไรเพราะเหมือนเป็นธรรมดาของโลก ซึ่งไม่เบียดเบียน หากอยู่ด้วย ตัวตน I-ego และ อวิชชามากๆสุดโต่งมันจะวุ่นวายมากๆหากใครมีฐานจิตที่เลื่อนลอยก็จะไหลไปตามวิบากกรรมได้ง่าย เมื่อทำกรรมหนักมากๆ เมื่อสิ้นสังขารไป จิตวิญญาณก็คงไปอยู่ใน เปรตภูมิ,นรกภูมิ,เดรัจฉานภูมิกว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากมาก เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แม้จะไม่แสวงหาการหลุดพ้นเราควรใช้โอกาสนี้ “สร้างบารมี”พัฒนาปัญญาขึ้นเพื่อดำรงชีวิตให้สุข หากมนุษย์ไม่ยกระดับวิญญาณเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงในทางโลก คงยากที่จะมีสุขในทั้งกายและใจ ดังที่พระพุทธเจ้าทราบถึงว่าการเป็น อิทัปปัจจยตา วิชาอะไรในโลกทั้งหมดย่อมอยู่ในกฎเกณฑ์ "ความที่สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" นั่นคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิดเปลี่ยนแปลง และดับสูญ (เปลี่ยนสถานะ)ทั้งสิ้น"ถ้ามนุษย์มีสติกับปัจจุบันขณะ สัมผัสถึง “สภาวะของจิตตื่นรู้” (present-moment self-awareness)กระบวนทัศน์จะเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันขึ้น และมองว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกได้อย่างไรบนสภาวะความไม่เที่ยงและมีประโยชน์ต่อโลกและมวลมนุษย์อย่างไรบนความพอประมาณชีวิตคงจะหวังได้เมื่อออกจากตัวตน I-ego และ อวิชชา (Dark ignorance) ได้ครับผม
ส่งเพลงให้อาจารย์ฟังครับผม กระผมฟังเพลง Enya หลายเพลงยอมรับว่าเพลงเขียนได้ดีมากๆ มีมิติที่ละเอียดอ่อน ฟังเสียงหัวใจเพื่อนมนุษย์ แม้แต่เสียงของเธอยังมีพลังและละเมียด มีสุนทรียะ เหมือนเป็นศิลปะที่ซาบซึ้งไปกับธรรม ที่ทำให้จิตโน้มเอียงสู่ความสงบ ซึ่งฟังเสียงหัวใจตนเองและเพื่อนมนุษยชาติ เพลงนี้สัมผัสไปที่จิตวิญญาณในจิตใจของเรา ชีวิตเราก็คง Long, long journey through the darkness and very longway to go...เราต้องเดินทางในชีวิตทางโลกที่ว่ายาวนานแล้วแต่ที่ยาวนานจนสุดประมาณคือการเดินทางของวิญญาณ...และไม่รู้ว่าเราจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หรือเราต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้ ...... ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ครับผม/ นิสิต
Enya - Long Long Journey
Citylights shine on the harbour,
night has fallen down,
through thedarkness
and the shadow
I will still go on.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Wherethe road
runs through the valley,
where the river flows,
I will followevery highway
to the place I know.
Long,long journey
through the darkness,
long, long way to go;
but what aremiles
across the ocean
to the heart that's cominghome?
Long,long journey
out of nowhere,
long, long way to go;
but what are sighs
and what is sadness
to the heart that's cominghome?
(repeat)
http://www.youtube.com/watch?v=YERoXqRjSE4