œวางดอกไม้รายล้อมพร้อมบายศรี         

กับท่าทีอภิวาทประกาศขอ

เอื้อนเอ่ยโอษฐ์พร่ำรำพึงถึงสิ่งรอ

เพ้อพกพ้อสร้างหวังดังพรั่งพรู

œเอ่ยวาจาปรารถนาสู่อากาศ

มุ่งหมายมาดให้กรรมลดน่าอดสู

ฟังคำอ้อนวอนว่าน่าเชิดชู

ใจก็รู้ว่าเร้นลอบกอร์ปก่อกรรม

œก็มือที่ประนมพร้อมก้มกราบ

ใจก็ทราบว่าเกลือกลั้วชั่วเช้าค่ำ

มิใช่มือนี้หรือคือหยิบ...ทำ

จนกร้านดำบ่งบอกชั่วที่ตัวครอง

œแล้วไฉนไยพร่ำวอนอ้อนคำขอ

แต่งเติมต่อไร้เงาชัดสัมผัสต้อง

ไยมิเอาสำนึกเข้าตรึกตรอง

หรือจิตล่อง  ลอยลับ  มิรับรู้

œไร้แม้เงาไร้รูปร่างจะสร้างสรรค์

แต่โมหันธ์ยังดำรงมั่นคงอยู่

กับอารมณ์เคลือบร้อนเร่าเข้าอุ้มชู

ทุกเป็นอยู่เวิ้งว้างอย่างเปล่าเปลือง

œมือประนมพร้อมคำนับกับร้องขอ

ปากพร่ำพ้อขอหวังอย่างต่อเนื่อง

กุศลใดที่ไหนเล่าเข้าหนุนเนือง

ให้รุ่งเรืองอุดหนุนเพิ่มบุญญา

œเหล่าทวยเทพที่ไหนหนาจะมาช่วย

เอื้ออำนวยให้สมมาดปรารถนา

เมื่อไม่ซึ้งถึงดีชั่วมืดมัวตา

จึงคุณค่าแห่งมนุษย์เกินฉุดดึง

œจะมีรูปนามใดให้พอเห็น

มาช่วยเป็นพลังให้หวังถึง

ให้สำเร็จเช่นดั่งคำที่รำพึง

สมคำนึงสักหนึ่งครั้งก็ยังดี

œฤารูปนามสร้างสมมุติฉุดแอบอ้าง

มือดำด่างประนมมั่นขมันขมี

นอบน้อมจิตอธิษฐานมารยามี

ร้อยราคีมิจฉาชั่วกลั้วตัวตน

œจึงรอยกรรมตามคลุกไปทุกที่

ร้อนฤดีกงกรรมอยู่ซ้ำหน

สิงสถิตในถวิลสุดดิ้นรน

จึงมืดมนบอดสนิทในจิตใจ

œแม้อรุณแห่งตะวันบนชั้นสรวง

จะโชติช่วงโชนระยับขับแสงไข

แต่มิอาจสาดส่องแจ้งถึงแหล่งใจ

ที่หมกไหม้มืดมัวชั่วกัล์ปกาล

œวางดอกไม้หลายสีที่เบื้องหน้า

จุดเทียนทองวันทาอธิษฐาน

หวังพลิกเปลี่ยนด้วยเทียนกลิ่นธูป,ควัน

ดึงสวรรค์ เหนี่ยวฟ้า ช่างกล้านัก

                                   บทประพันธ์ : อิงจันทร์

                                     ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๒