"...ทำให้ชาวบ้านซึ่งแต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลงมักเลือกกัดฟันส่งลูกไปเรียนในตัวอำเภอซึ่งไกลจากหมู่บ้านพัยง ๗-๘ กิโลเมตร ทำให้โรงเรียนมีเด็กๆเหลือเพียง ๗๐-๘๐ คน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมเป็นเด็กๆจากครอบครัวที่ยากจน กำลังทางเศรฐกิจต่ำ ความสามารถทางการเรียนแบบที่เป็นทางการมีข้อจำกัด และไร้โอกาสต่างๆอีกมากมาย ผมรู้สึกเหมือนกำลังได้แบ่งปันความรักของแม่กับเด็กๆและผู้คน..."

ผมลาออกและเป็นข้าราชการบำนาญ แล้วก็กะว่าจะทำงานในระบบอีกสักสองสามปีเพื่อทำกิจต่างๆให้เรียบร้อย หากถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่คนเขาสนใจและใช้ทำงานให้กับสังคมได้ ก็จะทำเท่าที่เหตุปัจจัยทั้งหลายจะเอื้อให้ทำ จากนั้นก็จะไปเป็นคนเร่ร่อนในชีวิตบั้นปลายสักหน่อย 

กระนั้นก็ตาม ก็ทำให้ได้เงินบำนาญรายเดือนจากการสะสมของตนเองมาตลอดชีวิตราชการได้หมื่นกว่าบาทนอกเหนือจากเงินเดือนในฐานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปด้วย เลยไปเข้าเกณฑ์โครงการเช็คช่วยชาติของรัฐบาล ในนโยบายให้เงินอุดหนุนสองพันบาทแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน

ผมคิดว่าผมเข้าใจและทราบมาตรการเชิงนโยบายประชานิยมอย่างนี้ดีว่า ด้านหนึ่งก็ทำเพื่อได้ใจจากประชาชนและหาเสียงสนับสนุนจากข้าราชการและคนใช้แรงงาน ทว่า อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นมาตรการขยายกำลังซื้อของสังคมให้ไปเคลื่อนพลังการผลิตและระบบตลาด รวมทั้งวงจรต่างๆในสังคมเศรษฐกิจที่กำลังแย่ไปทั่วโลก ให้บรรเทาจากภาวะวิกฤติต่างๆพร้อมไปกับการได้ให้สวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทางอ้อม

อันที่จริงผมไม่อยากรับเลยเพราะผมน่าจะอยู่ในภาวะที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก แต่การไม่ไปรับหรือการรับมาแล้วคืนนั้น ทั้งการทำราชการมากว่า ๒๐ ปีและการเป็นผู้บริหารหลายระดับในหน่วยปฏิบัติงานเล็กๆในระบบใหญ่ ก็ทำให้ผมทราบและตระหนักเป็นอย่างดีว่า มันจะทำให้เกิดต้นทุนความสูญเสียในระบบที่ไม่เห็นเป็นตัวเงินมากกว่า ๒ พันบาทที่ผมอยากคืนให้กับสังคมเสียอีก ผมจึงตัดสินใจรับเช็คช่วยชาติ ๒ พันบาทและหาทางคิดทำอย่างอื่นที่ดีกว่า

ผมคิดว่า ผมควรจะทำให้วงจรการใช้เงินสองพันบาทนี้มีความหมายที่สุดโดยวิธีการใช้เงินให้ออกไปหมุนให้เกิดกระบวนการทางสังคม พร้อมทั้งทำให้คนได้การเรียนรู้และมีความสุขความรื่นรมย์ผ่านการทำกิจกรรมในหน่วยเล็กๆของสังคมที่เราพอมีกำลังลงมือทำ ผมเลยมองหาว่าผมจะนำเอาเงิน ๒ พันบาทนี้ไปทำอะไรได้บ้าง

ผมนึกถึงกิจกรรมได้หลายอย่างและหนึ่งในนั้นก็คือผมจะกลับไปจัดกิจกรรมให้แก่เด็ก โรงเรียนและชุมชนที่บ้านเกิด อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ โดยสมทบเข้ากับเงินอีกเล็กน้อยจำนวนหนึ่งที่ผมสะสมไว้อยู่แล้ว ผมโทรศัพท์ไปคุยและหาโอกาสขายความคิดนี้กับแม่ว่าแม่อยากทำอะไรบ้างไหม กับเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ โรงเรียนและเด็กๆ หรือกิจกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชน เลยทำให้ได้ทราบว่าแม่ก็กำลังทำกิจกรรมให้กับเด็กๆอยู่พอดี เป็นกิจกรรมที่แม่ทำเนื่องในวันแม่

แม่บอกว่าไปซื้อเส้นขนมจีนมา ๒ เข่งและกำลังทำน้ำยากระทิ เพื่อวันรุ่งขึ้นก่อนเป็นวันหยุดในวันแม่นั้น แม่จะได้ไปเลี้ยงเด็กๆและคุณครูที่โรงเรียนในชุมชนของเราที่เป็นบ้านเกิดของผมคือโรงเรียนวันครู(๒๕๐๔) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากเงินบริจาคของครูเพื่อสร้างโรงเรียนเป็นที่ระลึกในวันครูเมื่อปี ๒๕๐๔  อีก ๒ ปีก็จะก่อตั้งมาได้ครึ่งศตวรรษแล้ว

ผมเรียนจบประถมต้นมาจากโรงเรียนนี้ แต่ปัจจุบันนี้ ถนนหนทางสะดวกมาก ทำให้ชาวบ้านซึ่งแต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลงมักเลือกกัดฟันส่งลูกไปเรียนในตัวอำเภอซึ่งไกลจากหมู่บ้านเพียง ๗-๘ กิโลเมตร ทำให้โรงเรียนมีเด็กๆเหลือเพียง ๗๐-๘๐ คน

แน่นอนว่าเด็กนักเรียนที่เหลืออยู่ไม่ถึง ๑๐๐ คน ย่อมเป็นเด็กๆจากครอบครัวที่ยากจน กำลังทางเศรฐกิจต่ำ ความสามารถทางการเรียนมีข้อจำกัด และไร้โอกาสต่างๆอีกมากมาย การที่แม่นึกถึงเด็กๆในสภาวการณ์อน่างนี้ จึงทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังได้แบ่งปันความรักของแม่กับเด็กๆอย่างเป็นครอบครัวขนาดใหญ่

                          

แม่ทำอาหารและขนมอร่อย ยิ่งขนมจีนน้ำยาแล้วละก็ เป็นที่ถูกปากทั้งญาติพี่น้องและชาวบ้านไปทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งทำให้ผม พี่ และน้องเมื่อตอนเป็นเด็ก เป็นมิตรกับงานบ้านและการทำครัวของแม่เพราะต้องการคลุกคลีและใช้แรงงานเป็นลูกมือแลกกับการได้กินของอร่อยๆ

ยิ่งในวันโกนแล้วละก็ จะเป็นวันที่ทำให้ทั้งบ้านของเราคึกคักตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งน่าเบื่อและดึงดูดใจระคนกัน

น่าเบื่อเนื่องจากจะเป็นวันที่ไม่ค่อยปลอดโปร่งสำหรับออกไปเล่นทะโมนกับเพื่อนๆ และดึงดูดใจเนื่องจากเป็นวันที่จะต้องได้กินขนมอย่างใดอย่างหนึ่งที่แม่จะต้องทำขึ้นมา

วันโกนเป็นวันที่แม่จะต้องเตรียมทำขนมไปวัดในวันพระ ต้องแช่แป้ง ขูดมะพร้าว ก่อไฟทั้งไฟฟืนและเตาถ่าน โม่แป้งด้วยโม่หินและหมุนด้วยแรงมือทีละนิด พอค่ำลง นอกชานกลางบ้านก็จะเป็นห้องปฏิบัติการทำขนม

พวกผมพี่ๆน้องๆ ๗ คนก็จะหาเรื่องเป็นลูกมือเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆน้ำตาลหรือส่วนประกอบต่างๆของขนมหรืออาหารที่ระหว่างทำแม่ก็จะหาคนชิมไปด้วย เด็กบ้านนอกแถวบ้านผมชอบกินน้ำตาล แค่แม่ใช้ให้เป็นลูกมือไปล้างช้อนที่เปื้อนน้ำตาล พวกเราก็จะวิ่งแย่งกันกรูแล้ว เพราะมันหมายถึงจะได้ถือโอกาสแลบลิ้นเลียกินน้ำตาลที่เปื้อนช้อนสักหน่อยหนึ่งก่อนลงมือล้าง แค่นี้แหละครับ

ตอนหัวค่ำโพล้เพล้ก็จะมีญาติๆแวะเวียนมานั่งคุย พอดึกๆหน่อยก็จะเหลือแต่พวกเรา พ่อจะนั่งฟังวิทยุสลับกับสอนพวกเราให้รู้จักดวงดาวและกลุ่มดาวต่างๆบนท้องฟ้า แล้วก็เล่านิทานให้ฟัง ทั้งเพื่ออยู่เป็นเพื่อนแม่และรอถึงตอนเสร็จ

เศษขนมที่ติดตามก้นหม้อและกะทะ จะอร่อยอย่างประหลาด ยิ่งวันไหนเป็นวันที่ทำขนมกวนซึ่งต้องใช้เวลานาน ก็ถึงกับจะต้องนอนเฝ้ากันเลยทีเดียว แต่ก็คุ้มสำหรับการรอคอยทุกครั้ง

น้ำเสียงที่แม่เล่าให้ผมฟังว่ากำลังทำเพื่อไปเลี้ยงเด็กๆและคุณครูที่โรงเรียนเนื่องในวันแม่ พอได้ยินแล้วผมทั้งร่วมอนุโมทนาและมีความสุขไปกับแม่ด้วย ผมสัมผัสได้ถึงอารมณ์แห่งความเมตตาธรรมต่อเด็กๆของคนรุ่นอาวุโสและความเป็นครอบครัวในความหมายตามความรู้สึกของแม่ ที่แผ่กว้างไปมากกว่าในบ้านของเรา

ในขนมจีนน้ำยานั้น เด็กๆและคุณครูได้กินความรักและความห่วงใยกันอย่างบริสุทธิ์ของมนุษย์.