วิถีแห่งกิจกรรมในหมู่บ้านเหล่านี้ จะเป็นต้นทุนอันทรงพลังให้พวกเขามีทักษะและมุมคิดในแง่บวกต่อการดำเนินชีวิต และตระหนักถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างไม่เคอะเขิน

วันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งผมและทีมงาน ต่างยังต้องกรำงานแห่งชีวิตกันอย่างไม่ได้หยุดหย่อนไหนจะต้องเป็นทีมวิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้นำจากมหาวิทยาลัยนครพนมแล้วเราต่างยังต้องติดตามไปเยี่ยมเยียนนิสิตให้กำลังใจแก่นิสิตที่ “เทใจ" ไปทอดเทียนพรรษาตามวัดต่างๆ ...

ผมไม่รู้ว่าคิดผิดหรือถูกกับการลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยหมายมั่นที่จะนำพาให้นิสิตออกไปสัมผัสกลิ่นอายของชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย โดยใช้กิจกรรมทอดเทียนพรรษาเป็น “สะพานใจ" แห่งการเชื่อมพา

สำหรับผมแล้วผมไม่เหนื่อยหนักสักเท่าไหร่นักหรอกเพราะทีมงานและน้องๆ นิสิตต่างหากคือคนที่เหนื่อยอย่างมหาศาลกับวิถีเช่นนั้นไหนจะต้องตระเตรียมประสานสานงานในพื้นที่ หรือไหนต้องลงแรงระดมทุนกันเป็นระยะๆเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายของการลงสู่ชุมชน

แน่นอนครับวิถีแห่งการระดมทุนก็หนีไม่พ้นการทำตัวเป็นหมอลำบอกบุญ-ขายหนังสือเรียนนอกฤดู-ตั้งกล่องรับบริจาค ฯลฯซึ่งตอนนี้เราต่างก็ขับเคลื่อนไปได้แล้ว 10 วัด...

ส่วนรูปแบบกิจกรรมนั้นนอกจากการทอดเทียนพรรษาแล้วก็มีกิจกรรมอื่นๆ ตามแต่ชุมชนจะกำหนดขึ้นมา หรือคิดร่วมกันทั้งสองฝ่าย อาทิการทำความสะอาด ปัดกว้างล้างถนนตัดหญ้าถางหญ้าเดินสายไฟฟ้าเปลี่ยนหลอดไฟอบรมให้ความรู้เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่...ทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ เป็นต้น


ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฯ จุดธูปเทียนฯ

เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมตัดสินใจทำในเรื่องดังกล่าวและเช่นกันมีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องทำในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกันแต่ผมก็ไม่ลังเลที่จะไม่ทำเรื่องเหล่านี้เฉกเช่นกับการไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วนั่นแหละ-มันเป็นเหตุผลเดียวกันจริง ...

และที่สำคัญก็คือในวิถีนี้ผมก็ใช้กระบวนการเดียวกันขับเคลื่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน นั่นก็คือ การเอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทาง นั่นเอง

ผมจึงหวังแต่เพียงว่าทุกคนที่เทใจมาเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีนี้จะมีความรู้ และสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความดีงามที่มีอยู่ในตัวเองและพลังที่ว่านั้น ก็เป็นพลังที่มีผลต่อการเสริมสร้างความเป็นสังคมร่วมกันได้อย่างไม่ต้องสงสัย ...

วันนี้ นิสิตยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสังคม หรือแม้แต่ยังเด็กเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมารับผิดชอบสังคมอันกว้างใหญ่ได้อย่างฉะฉานการออกไปสู่หมู่บ้านเล็กๆ รายรอบมหาวิทยาลัยเช่นนี้จึงเป็นเสมือนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความพร้อมให้กับชีวิตของเขาเอง-ครั้นจบออกไป วิถีแห่งกิจกรรมในหมู่บ้านเหล่านี้จะเป็นต้นทุนอันทรงพลังให้พวกเขามีทักษะและมุมคิดในแง่บวกต่อการดำเนินชีวิต และตระหนักถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างไม่เคอะเขิน

สำหรับชาวบ้านนั้นไม่เพียงได้รับการดูแลเล็กๆ น้อยๆ จากนิสิตเท่านั้นแต่ยังอาจหมายถึงการได้รู้สึกว่าชาวบ้าน หรือหมู่บ้านทั้งปวงนั้น เป็นองค์ประกอบอันสำคัญของสังคมเสมอ...และไม่ได้เป็นส่วนเกินของมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย

และสำหรับมหาวิทยาลัยนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่านี่คือกระบวนการอันสำคัญของการเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีของมหาวิทยาลัยกับชุมชน โดยมีนิสิตเป็น “สะพานใจ"อันยิ่งใหญ่และง่ายงาม...

ข้อมูล

วันที่ 8 สิงหาคม 2552

ณ วัดบ้านเขียบโดย สโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์
ถวายปัจจัย 1,500 บาท
หลอดไฟ 5 หลอด
เครื่องสังฆทาน 4 ชุด
ผ้าอาบน้ำฝน 4 ผืน



วันที่ 9 สิงหาคม 2552

วัดกู่แก้วโดย กองกิจการนิสิต องค์การนิสิต สภานิสิตชมรมวรรณศิลป์ ชมรมรักษ์ทางไทยพรรคชาวดินนบก.รุ่น 1
ถวายปัจจัย 5,178 บาท
เทียน 1 คู่
สังฆทาน,เวชภัณฑ์ และผ้าอาบน้ำฝน


วันที่ 9 สิงหาคม 2552
ณ วัดบ้านดอนมันโดย กลุ่มนิสิตช่อราชพฤกษ์
ถวายปัจจัย 1,220บาท
ไม้ขีดไฟ 1 กล่อง
โอวัลติน 1 กระปุกใหญ่
เทียน 2 เล่ม
หลอดไฟ 4 หลอด
น้ำยาล้างห้องน้ำ 2 ขวด


วันที่ 9 สิงหาคม 2552
ณ วัดบ้านขามเรียงโดย สโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์
ถวายปัจจัย 2,475บาท
ผ้าอาบน้ำฝน4ผืน
เครื่องสังฆทาน 4 ชุด
เทียนพรรษา 1 คู่