สมบัติบ้าในวัด : คัมภีร์ใบลาน

เข้าพรรษามาเดือนกว่าแล้ว ที่วัดก็มีการแสดงธรรมทุกคืน โดยถ้าผู้เขียนแสดงก็จะเป็นการเทศน์ปฏิำภาณ คือเป็นการเทศน์ปากเปล่าโดยใช้โวหารและภูมิรู้ของนักเทศก์เอง แต่ถ้าพระ-เณรรูปอื่นเทศน์ก็จะเป็นการอ่านผูก คืออ่านจากผูกเทศน์รุ่นใหม่ซึ่งใช้กระดาษแผ่นพับ... ส่วนผูกเทศน์รุ่นเก่าซึ่งเป็นใบลานนั้น เดียวนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ในวัดทั่วไปนัก บอกให้พระเลือกไปเทศน์บ้าง ท่านเอาไปหลายวันแล้ว แต่ก็บอกว่ายังไม่มั่นใจ... คืนนี้ ผู้เขียนจึงเลือกมาเทศน์หนึ่งผูก

วัดยางทองที่ผู้เขียนอยู่เป็นวัดเก่ากลางเมืองสงขลา สมัยหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีพระมหาเปรียญมากที่สุดของภาคใต้ (แต่สิบกว่าปีมานี้ มีผู้เขียนรูปเดียวเท่านั้น) แม้ว่าสิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ อื่นๆ จะถูกขโมยและชำรุดสูญหายไปเกือบหมดแล้ว แต่ผูกเทศน์ใบลานเก่ายังมีอยู่อีกหลายร้อยผูก อยู่ในตู้ธรรมรุ่นเก่า ๓ ตู้เต็มๆ (ไม่เคยนับ อาจถึงพันผูกก็ได้) ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่บ่งชี้ความเป็นวัดชุมนุมผู้รู้ในอดีตได้ แต่เมื่อนานเข้าใบลานเหล่านี้ก็คล้ายๆ จะเป็นสมบัติบ้าในวัดเหมือนกัน...

ก่อนเข้าพรรษานี้ เมื่อผู้เขียนย้ายเข้ามาอยู่ในศาลาการเปรียญ ก็ได้ตรวจดูผูกเทศน์เหล่านี้ ได้จัดเก็บให้เข้าที่เข้าทาง แต่ในส่วนที่เป็นเศษๆ ฉีกขาด ก็ได้เก็บใส่ลังกระดาษไว้ บังเอิญท่านมหาฯ รูปหนึ่งซึ่งเคยเป็นศิษย์ผู้เขียนมาเยี่ยม จึงขอไปเป็นมวลสารเพื่อใช้สร้างพระเครื่อง ผู้เขียนจึงให้ไป...

ผูกเทศน์ใบลานรุ่นเก่าเหล่านี้ ถ้าเก็บไว้ในที่ร่มไม่ถูกแดดถูกฝน ห่างจากหนูหรือแมวเป็นต้นที่จะมากัดทำรังแล้ว ก็จะเก็บไว้ได้นาน เฉพาะผูกเทศน์ที่วัดตามที่ผู้เขียนตรวจดู บางผูกก็ ๖๐-๗๐ ปีแล้ว และบางส่วนก็เป็นอักษรขอมหรืออักษรไทยโบราณ จำได้ว่าเมื่อแรกมาอยู่วัดยางทองนั้น ผู้เขียนเคยหัดเรียนอักษรขอมด้วยตนเอง พออ่านได้นิดหน่อย จึงรู้ว่าผูกเทศน์ที่ต้องการอ่านนั้น เป็นภาษาบาลีล้วน ตรวจสอบก็รู้ว่าเป็นนิทานธรรมบท จึงค้างไว้ ไปหาอ่านผูกเทศน์อักษรขอมที่เป็นภาษาไทย ซึ่งอ่านไม่ค่อยออก เนื่องจากสระของเรามีมาก และในหนังสือที่หัดเรียนเองนั้น ไม่ได้อธิบายไว้ จึงต้องพักไว้เพื่อจะพบผู้รู้ แต่ก็ไม่มีโอกาสเจอ จึงปล่อยเลยตามเลย เดียวนี้ลืมหมดแล้ว จำได้แต่เพียงว่าเคยหัดแจกอักษรขอมว่า กันนะ กันนู... อะไรนี้แหละ

ผูกเทศน์ใบลานเก่าในวัดที่เก็บไว้ไม่ดีแล้วกลายเป็นรังหนูรังแมวนี้ ผู้เขียนเคยเผาไปหลายครั้ง จำได้ว่าครั้งแรกก็ที่วัดกระดังงา เมื่อบวชพรรษาแรก ผู้เขียนขึ้นไปรื้อของบนกุฏิไม้เก่าซึ่งไม่มีใครอยู่แล้ว เจอหีบไม้จึงเปิดดู เห็นผูกเทศน์ใบลานกระจายเป็นชิ้นส่วนอยู่ และหนูวิ่งออกมา จึงจัดการรื้อมาเพื่อจะเผา เพราะไม่สามารถใช้การได้แล้ว ท่านเจ้าอาวาสเห็นก็ปรามว่า เค้ามิให้เผาใบลาน บาป ! แต่ผู้เขียนก็ดื้อแพ่ง เอามาเผาจนได้ ซึ่งท่านก็มิได้ตำหนิอะไร (ท่านคงจะคิดว่า ได้ทำหน้าที่ปรามแล้ว ท่านจึงไม่ผิด 5 5 5...)

นอกจากเป็นรังหนูรังแมวแล้ว ผูกเทศน์ใบลานเหล่านี้อาจกระจายเป็นแผ่นๆ ได้ หากเชือกที่ร้อยใบลานขาด หรือไม่ผูกเก็บไว้อย่างดีหลังจากใช้เสร็จ แผ่นใบลานที่แยกออกจากผูกเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นส่วนเกิน เพื่อหาต้นขั้ว แต่โดยมากมักจะหาต้นขั้วไม่พบกลายเป็นเศษๆ ที่ค่อยรวมกันไปบดหรือเผาทำมวลสารสร้างพระเครื่องในที่สุด (5 5 5...)

 

ปัจจุบันนี้ เมื่อผูกเทศน์แบบกระดาษพับเกิดขึ้น ผูกเทศน์ใบลานแบบเก่าค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง ด้วยสาเหตุสำคัญ ๒ ประการคือ เวลาเทศน์หรืออ่านนั้น แบบกระดาษพับใช้งานง่ายกว่า และเนื้อหาในผูกเทศน์แบบกระดาษพับนั้น เพราะเป็นของใหม่ เรื่องราวจึงประยุกต์ตามสมัยใหม่ น่าสนใจกว่ารุ่นเก่า ซึ่งใช้ภาษาชั้นสูง คนอ่านก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง จะป่วยกล่าวไปใยที่คนฟังจะรู้เรื่องยิ่งกว่าคนอ่านทั้งหมด...

ผู้เขียนเคยฟังนักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่ง เล่าว่า่ตอนเป็นเด็กวัยรุ่นนั้น ท่านได้ไปวัดฟังเทศน์กับญาติผู้ใหญ่ พระจะนำผูกเทศน์ใบลานเหล่านี้มาอ่าน ซึ่งท่านชอบฟังเพราะใช้ภาษาดีสำนวนสละสลวย แม้เรื่องราวที่นำมาเทศน์ท่านจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม... ผู้เขียนก็นำมาเทียบเคียงกับญาติโยมที่วัด ซึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นติดตามคุณย่าหรือคุณยายมาฟังอยู่เป็นบางคืน นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ น่าจะเป็นทำนองเดียวกับเด็กเหล่านี้ เพียงแต่การอ่านเทศน์ผูกใบลานแบบเก่าไม่ค่อยมีเท่านั้น

เกี่ยวกับผูกเทศน์ใบลานเก่าเหล่านี้ ทำให้ผู้เขียนจินตนาการไปถึงพระอารามหลวงหรือวัดใหญ่ๆ แถวกรุงเทพฯ วัดเหล่านั้น มีพระมหาเปรียญที่มีภูมิรู้ สามารถที่จะอ่านผูกเทศน์ใบลานเก่าๆ ซึ่งเป็นสำนวนชั้นสูง ขณะที่กลุ่มผู้ฟังก็อาจเป็นผู้สูงอายุที่มีภูมิรู้ภูมิธรรม จึงอาจฟังได้อย่างรู้เรื่องและเข้าถึงอรรถรสอรรถธรรม... แต่วัดที่ผู้เขียนอยู่ตอนนี้ ญาติโยมมาฟังธรรมแต่ละคืนประมาณ ๕-๑๐ คน และก็เป็นชาวบ้านธรรมดา มิใช่ศาสตราจารย์ด้านอักษรศาสตร์ที่เกษียณจากการงาน หรือมหาเปรียญนอกวัดที่ยังคงใคร่ในธรรม ขณะที่พระ-เณรนักเทศก์อื่นๆ ก็เป็นเพียงผู้หัดอ่านหนังสือให้ถูกเท่านั้น มิใช่มหาเปรียญเอกเช่นผู้เขียน... ดังนั้น การนำผูกเทศน์ใบลานเก่าเหล่านี้มาอ่านให้ญาติโยมฟัง จึงมิใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายนัก เมื่อคิดถึงความเหมาะสม

ผู้เขียนคิดว่า ผูกเทศน์ใบลานเก่าๆ ในหลายๆ วัดกำลังกลายเป็นสมบัติบ้าในวัด เพราะทิ้งก็ไม่ได้ จะเผาก็ต้องฝืนความเชื่อว่าบาป ดังนั้น บางวัดจึงถือโอกาสบดหรือเผาแล้วทำเป็นมวลสารสร้างพระเครื่องโดยประการฉะนี้