ที่ฉันหวังไว้คงไม่ยากเกินไปนัก ......และฉันก็ยังมีความสุขกับการให้เช่นนี้ตลอดไป...

             ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำมาอย่างไม่ขาดสาย   มองเห็นภาพทิวเขาเบื้องหน้าไม่ชัดเจนนัก     คล้ายมีกระจกฝ้ามาบดบังเอาไว้   ยังสายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาระเรื่อยระริน ทางหน้าต่างข้างห้องทำงาน   ช่างทำให้บรรยากาศภายนอกสุดแสนจะเย็นชุ่มฉ่ำในช่วงเช้าตรู่อย่างนี้ยิ่งนัก   แต่ฉันก็ยังคงนั่งทำงานต่อไป..

                   "เต้อ...เต้อ..เต้อ...ไอ้เต้อ...........................หวัดดีน้าปิ๋วก่อน" 

        เสียงๆ หนึ่งก็แหลมปรี๊ดแหวกมากลางอากาศทำให้ฉันต้องเหลียวกลับไปมองแหล่งที่มาของเสียงนั้น    ....พลันสายตาของฉันก็กระทบกับภาพเด็กชายอายุ 6 ขวบ  ตัวกลมแก้มยุ้ยเป็นพวง ผิวสีแทน  ยืนมองฉันตาเขม็ง  พร้อมยกมืออันอวบอูมไหว้อย่างงก ๆ เงิ่นๆ  น่ารักน่าชังยิ่งนัก นึกคุ้นขึ้นมาทันที  6  ปีแล้วซินะ  ที่เด็กคนนี้มีชีวิตรอดมาได้ ภายใต้กำมือของฉันที่ต้องยื้อแย่งวิญญาณน้อยๆตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกมาจากท้องแม่  มาจากเงื้อมือของพญามัจจุราช ได้อย่างฉิว เฉียด..........

     เหตุการณ์นั้นยังตราตรึงอยู่ในสมองของฉันตราบเท่าทุกวันนี้  ดึกของค่ำคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2539  ระหว่างอยู่เวรดึกกับพี่พยาบาลอีกคน  ฉัน ณ ตอนนั้น  น้องใหม่หมาดๆ เพิ่งพ้นรั้ววิทยาลัยพยาบาลมาได้ไม่ถึงปี เงยหน้ามอง หญิงวัยกลางคน  รูปร่างท้วม อ้วนจนเกือบจะกลม อุ้มท้องเดินมาที่ห้องบัตรยามดึก อย่างทุลักทุเล..ด้วยอาการเจ็บครรภ์คลอด

                              "โอพระเจ้า  แฝดมั้ยเนี่ย??" 

                              "ฉันจะทำคลอดไหวมั้ยเนี่ย??" 

                              "คลอดเวรฉันมั้ยเนี่ย??"

                              "เพี้ยงคลอดเวรเช้าทีเถอะ!!!"  

          ฉันได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ  หลังจากตรวจครรภ์ผู้ป่วยนามว่า "แหม่ม"  โอแม่เจ้า! ! หล่อนอายุครรภ์ 44สัปดาห์  ขาดอีกวันเดียวก็ 45 สัปดาห์แล้ว เด็กในท้องหน้าตาจะเป็นยังไงเนี่ย    ไม่เปื่อยยุ่ยไปหมดแล้วรึ   ขนคงจะดกเต็มตัว    ฉันได้แต่เพียรพยายามถามย้ำว่า  จำประจำเดือนได้แน่นะคะ  ภาวนาว่าจะได้ยินคำตอบว่าไม่  แต่เสียงที่กระทบกับโสตประสาทสัมผัส ฉันขณะนั้น กลับได้ยินว่า "จำได้แม่นแน่ ๆ คะ"  โออายุครรภ์ตั้งขนาดนี้   ตัวคนไข้ก็ใหญ่โตออกอย่างนี้ หญิงปิ๋วจะทำอย่างไรดีกับคนไข้และเด็กในท้องตรงหน้า  ขณะที่ความกังวลใจกำลังถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย   คล้ายกับว่าจะยังไม่พอ   ยัง.....ยัง....  ยังมีอีก  โปรโมชั่นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ......ฟังเสียงหัวใจเด็กไม่ได้  ปากมดลูกเปิด 5 เซนติเมตร  เด็กไม่ดิ้น  อะไรกันนี่    สิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันคือคน  ที่มีชีวิตถึง 2 ชีวิต  ทำไมพระเจ้าช่างโหดร้ายขนาดนี้นะ  เหงื่อเริ่มออก  ตัวเริ่มเย็น  ใจเริ่มสั่นเล็กน้อย  แต่บอกตัวเองว่าจะเป็นลมไปไม่ได้เด็ดขาด  (ที่ฉันอาการสาหัสขนาดนั้น  ไม่ต้องแปลกใจไป  แต่ก่อน รพ.เราไม่มีแพทย์เวร  จะมีแพทย์มาออกตรวจ OPD  เฉพาะวันจันทร์และพุธเท่านั้น  ที่เหลือพยาบาลจะต้องบริหารจัดการเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านที่สงสัยว่าทำไมไม่ใช้ drop  tone  หรือทำ NST ไฮโซอย่างนั้นรพ.ยังไม่มีหรอกคะ)  พี่พยาบาลหัวหน้าเวรสั่งการอย่างฉับพลัน  น้องๆ  Refer ด่วน  ฉันรับคำสั่งและหันซ้ายหันขวา ตัวเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม  จะใครเสียอีกละก็ต้องฉันนะซิเป็นพยาบาล Refer(คนเดียว)  เอ้า!! งั้นรีบขึ้นรถเลย  พลางเอ่ยปากสั่งพนักงานขับรถทันที 

                       "น้าเร  ซิ่งหน่อยนะกลัวว่าจะคลอดบนรถ" 

 เตรียมSet  คลอดไปด้วยกันเหนียว   "คนไข้อย่าเพิ่งแบ่งนะคะ หายใจเข้าลึกๆคะ"  นี่คือเสียงที่ฉันเฝ้าบอกกับคนไข้ในขณะนั้นราวกับมีประโยคนี้ประโยคเดียวในโลกที่นึกออก     

            เป็นวินาทีที่โหดร้ายทารุณและบีบคั้นจิตใจฉันอย่างร้ายกาจมากที่สุด   แต่ต้องแสดงออกภายใต้ความมั่นใจเต็มที่  และดูดีที่สุด  หากภายในใจกลับตระหนก  ตื่นกลัว ละล้าละลัง และภาวะนาให้ถึงรพ.ระนองเร็วๆนี้   แต่พระเจ้าซึ่งไม่เข้าข้างมาตั้งแต่ต้น  ก็ยังไม่เข้าข้างฉันอยู่ร่ำไป   ได้กระหน่ำซ้ำเติมลงมาอีกราวกับสายฝนที่ไม่ขาดสาย  อือ..ก็คืนนี้ช่างเป็นคืนของฉันซะจริงๆ   ภายใต้ระยะทางจากโรงพยาบาลพะโต๊ะถึงรพ.ระนอง  ถนนอันแสนจะคดเคี้ยว  ท่ามกลางหุบเขาและหุบเหวนับร้อยพัน   อีกทั้งสายหมอกสายลมและแสงจันทร์ที่ทาบทอลงมาอย่างเย็นตาและอ่อนโยน ภายนอกตัวรถนั้น ช่างโรคแมนติกเสียนี่กระไร  แต่ใครจะรู้ละว่า  ท่ามกลางควนแม่ยายหม่อน (ควนร้อยโค้งที่ทำให้ใครต่อใครต้องคายเศษอาหารทิ้งมานักต่อนัก)  ในขณะที่รถ Refer  เริ่มเลี้ยวซ้ายขวาสลับกันอย่างมัวเมา ลัดเลาะไปตามโค้งถนน  เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น 

                           "น้องพี่ไม่ไหวแล้ว  อยากเบ่ง  จะออกแล้ว" 

          หลังได้ยินเสียงสัญญาณอันตราย ฉันสวมถุงมือตรวจภายในทันที  พระเจ้า.....  หัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว  ทำไงดี?? เอางัยต่อละเนี่ย???  ได้แต่บอกคนไข้ว่าอย่าเบ่งหายใจลึกๆต่อไปนะคะ  แต่ดูท่าจะไม่ไหวซะแล้ว  เป็นไงเป็นกัน 

                         "คงต้องคลอดบนรถกันเลยนะคะ  ไม่ต้องกลัวคะ  เบ่งตามที่บอกนะคะ ญาติช่วยจับหัวคนไข้ด้วยคะ   1   2    3.....เบ่งคะ    ดีมากคะ  ......คุณแม่คะ ไม่ต้องกลัวนะคะ"

(แต่จะบอกคนไข้ได้อย่างไรว่าฉันนะกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน) ถ้าลูกเป็นอะไรไปเพราะว่าอายุครรภ์เกินกำหนดมาก  คุณแม่ทำใจเผื่อไว้บ้างนะคะ  แต่ตอนนี้รีบเบ่งคะจะได้ช่วยน้องให้คลอดออกมาเร็วๆจะดีกว่านะคะ"

         .........หลังจากเบ่งคลอดภายใต้โค้งที่ยังลดเลี้ยวต่อไป  ซึ่งก็ช่วยกำกับและให้จังหวะการเร่งคลอดได้เป็นอย่างดี  1 โค้งก็สามารถเบ่งได้ 1 ครั้ง  เวลาผ่านไป 4-5 โค้ง  ทารกน้อยๆ ก็คลอดออกมาได้สำเร็จ  แต่อนิจจา .....ณ นาทีนั้น   ทุกสิ่งทุกอย่างบนรถตกอยู่ในความเงียบสงบ  และหัวใจฉันแทบจะหยุดเต้น กับภาพที่ปรากฏต่อหน้าฉัน  ทารกตัวอ่อนนุ่มนิ่ม  ไม่มีเสียงร้องให้ชุ่มชื่นหัวใจเลย   สีผิวคล้ำเขียว  ท่ามกลางสายตาที่แห้งผากของแม่และคุณปู่ที่เฝ้าดูอย่างเสียใจและหมดหวัง ...เพราะเจ้าช่างไม่ปราณีฉันเลย  แต่เอ๊ะ!! ยังจับชีพจรได้เบาๆนี่....  ฉันรีบตัดสายสะดือและดูดเสมหะ  กระตุ้นให้ทารกน้อยส่งเสียงร้อง  นวดหัวใจ  ให้ดมออกซิเจน  โอ...ยังมีอะไรที่ฉันยังทำได้อีกมั้ยในสถานการณ์เช่นนี้   ...... ภาวนาให้ทารกน้อยมีอาการตอบสนองต่อการกระทำทั้งหมดของฉัน    ร้องทีเถอะ...ขอร้องละ..ร้องทีเถอะ  ร้องออกมาซะทีไอ้ตัวเล็ก  ฉันพร่ำภาวนานับร้อยครั้ง  และแล้ว.... แว้ๆๆๆๆๆๆๆ   เสียงจากสวรรค์  ที่มาทำให้หัวใจฉันกลับมามีเลือดเนื้อสูบฉีดได้อีกครั้งหนึ่ง   เสียงที่ทำให้ใบหน้าคุณแม่และคุณปู่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม  และเสียงเย้........ดังลั่นรถ   ฉันไม่รอช้า รีบเช็ดตัวและห่อตัวเด็กด้วยผ้าผืนที่แห้งที่สุด  ตามด้วยเสื้อกันหนาวสีชมพูตัวเก่งของฉันอีกหนึ่งชั้น  ด้วยเกรงว่าเด็กจะมีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ  หลังจากนั้นตรวจดูแผลฝีเย็บของคุณแม่เรียบร้อย  ฉันกอดทารกตัวอ้วนตุ๊บไว้แน่นกับบอก เพื่อให้หัวใจฉันกลับมามีจังกวะการเต้นที่ปรกติดังเดิม   แหงนมองออกไปนอกหน้าต่าง  พระจันทร์ในคำคืนนี้ช่างสวยงามยิ่งนักเมื่ออยู่ท่ามกลางสายหมอกยามรุ่งอรุณเสียนี่กระไร   แสงนวลๆที่ตกมากระทบกับกระจกรถทำให้มองเห็นแววตาแห่งความปลื้มปิติ   และมีพลังของผู้เป็นแม่และคุณปู่   ฉันเอื้อมมือไปจับมือคุณแม่เบาๆ  และบอกว่าเราทำสำเร็จแล้ว...เราทำสำเร็จ......พร้อมกับส่งทารกน้อยให้อยู่ในอ้อมอกที่อบอุ่น และรอคอย .........เฮ้อ  ช่างเป็นเวรดึกที่ตื่นเต้นเสียนี่กระไร  แต่ภายในใจฉัน  กลับรู้สึกเป็นสุขและอบอุ่นและภาคภูมิใจเหลือเกิน.....

                        นับจากนั้นมาประมาณ   6 ปี  ....ผู้เป็นแม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าหน้าที่ห้องบัตร  ทันทีที่ฉันได้เห็นหน้า ...รู้สึกคุ้นๆ และยินดี  ที่เขาเข้ามาจับมือและบอกว่า  "ก็พี่แหม่ม  ที่คลอดกับน้องปิ๋ว  บนรถ Refer ที่ควนแม่ยายหม่อนไง"  อ้อ.....เหตุการณ์วันนั้นนั่นเอง ...

            น้าปิ๋ว..เตอร์ไม่สบาย......  น้าปิ๋วเตอร์..หัวแตก      .....น้าปิ๋ว..เตอร์ตัวโตกว่าน้าปิ๋วแล้วนะ....ตอนนี้หนุ่มเตอร์ของเรา  อายุ 12 ขวบ  รูปร่างหล่อเหลาเอาการ  แก้มกลมผิวเข้ม มารับส่งแม่เป็นประจำ  นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันภาคภูมิใจ......การช่วยให้ชีวิตๆหนึ่ง  ได้มีโอกาสลืมตาดูโลก  เป็นพลังและกำลังใจของพ่อแม่  เป็นอนาคตของประเทศชาติ   แต่สิ่งที่ฉันแอบคาดหวังไว้ลึกๆในใจ  ....ขอให้เขาเป็นคนดี  รักและเผื่อแผ่ผู้อื่น รู้จักในการให้มากกว่ารับ   และมีความสุขในชีวิต .....

           ที่ฉันหวังไว้คงไม่ยากเกินไปนัก ......และฉันก็ยังมีความสุขกับการให้เช่นนี้ตลอดไป...

                                                                                                จารุวรรณ  พุ่มวิเศษ

                                                                                             หัวหน้ากลุ่มการพยาบาล