บ่ายแก่ๆ วันที่ 3 ของทริปเราก็มาถึง อ. สังขละบุรี สุดแผ่นดินไทยฝั่งตะวันตก

ระหว่างทางทองผาภูมิไปสังขละบุรีเราแจ้งสมาชิกทริป ว่า จะแวะพักผ่อนอิริยาบถที่จุดชมวิวป้อมปี่ ที่จะมองเห็นวิวแม่น้ำจากที่สูง เผอิญสายฝนไม่เป็นใจ...โทษฝนก็คงไม่ได้...เราเลือกที่จะมาออกรอบหน้านี้เองนี่นะ 

  • นอกจากเจดีย์สามองค์ที่มีประวัติศาสตร์ให้เล่าถึงแล้ว ยังมีทางรถไฟแห่งประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับประเทศพม่า ไปยังเมืองมะละแหม่ง...เป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สายแรกจากไทย ไปยังพม่า

ก่อนเข้าตัวเมืองสังขละ คณะเราแวะไปด่านเจดีย์สามองค์ ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 20 กม.  วันนี้ด่านปิดค่ะ จึงไม่ได้ข้ามไปเก็บบรรยากาศที่ประเทศเพื่อนบ้าน

  • วัดสมเด็จ ประมาณ 1 กม. ก่อนถึงตัวเมืองสังขละบุรี

กลับเข้ามาในตัวเมือง  แวะกราบพระที่วัดสมเด็จ มาตามถนนสายหลักก่อนถึงตัวเมือง เห็นแน่นอน อลังการงานสร้างมากเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับศาสนวัตถุในศิลปะมอญ ....เล่าหรือยังคะว่าวันนี้เราจะนอนบนแพซองกาเรียน้อยกัน...ป้าตุ่นหวั่นใจและวิตกจริตเล็กน้อยกับการที่พาคณะทั้ง 10 คน อาศัยบนแพท่ามกลางสายฝน....มันทำให้ทุกอย่างแหยะๆ แฉะๆ ไปหมด...และแล้วน้องแจ๊ค ที่มีเพลง Way back in to Loveเป็นเพลงรอสายก็จัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อย (ติดต่อแพโทร. 081-294-9308, 034-595-396)

  • บนแพมองเห็นวิถีชีวิตบนสะพานมอญได้ชัดเจน...พร้อมๆกับวิถีชีวิตของคนบนแพ ที่อยู่ใกล้ชิดสนิทกัน

ริงๆ แล้วที่นี่มีที่พักขึ้นชื่อ ตั้งอยู่ริมน้ำ แต่เราจองไม่ทันค่ะ ....เต็ม...การนอนแพในแม่น้ำซองกาเรีย ใต้สะพานมอญที่เราใฝ่ฝัน...จะเป็นโหมดการเรียนรู้ชีวิตที่แตกต่าง

  • บนแพไม่มีมุ้งให้นะคะ...เค้ารับรองว่าไม่มียุง...ยืนยัน แต่อาจมีแมลงที่มาเล่นไฟบ้าง

หะแรกตั้งใจจะให้ลากแพออกไปกลางแม่น้ำ ท่าจะบรรยากาศดี มีความเป็นส่วนตัว และไม่กังวลว่าเสียงที่ดังของเราจะรบกวนใคร...แต่แผนนี้ก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากถ้าเป็นแพผูก จะมีน้ำประปาให้ใช้ตลอดเวลา-มีเฉพาะเป็นบางแพนะคะ (กังวลว่าไปกลางน้ำจะดูแลตัวเองอย่างไร...น้องแจ๊คบอก จะอาบน้ำก็โตนน้ำต๊ามเลย...อิอิ อ้าวถ้วยจานหล่ะ จะล้างทำงัย????) ยังงี้ต้องซื้อน้ำสะอาดไว้ใช้ ...ระหว่างที่ผลัดกันอาบน้ำและรออาหารเย็น หลายคนเลือกที่จะคุยกัน บางคนก็หาเครื่องดื่มจิบ บางคนไม่มีสิทธิเลือก ถูกเพื่อนกลั่นแกล้งทุกวินาที และมีบางคนชวนกันเล่นน้ำแม้แสงจะเริ่มหมดไปจากขอบฟ้าแล้ว

  • ใต้สะพานดูเหมือนน้ำไม่ไหล...แรกๆ ไม่กล้าลง...แต่น้ำสะอาด ไม่มีกลิ่นคาว และเช๊คแล้วว่าแพมีถังเก็บสิ่งปฏิกูล...แน่นอน

ถึงเราจะมีคนฝีมือทำครัวเป็นเลิศ วันนี้เราจะสั่งอาหารจากทางร้านซองกาเรียรีสอร์ทค่ะ การรับส่งอาหารก็ต้องส่งมาจากฝั่งด้วยระบบเรือหางยาว Delivery  เหตุผลนี้จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้เราไม่ได้ลากแพออกไปกลางน้ำ นอกจากอาหารเย็นแล้ว คณะเรายังมีข้าวต้มรอบ 5 ทุ่ม อีก...กุ้งแม่น้ำตัวโตเคี้ยวอร่อยปากม๊ากมาก...เสียดายที่หลายคนหลับไปก่อน...อดเลย

แพขนาด 1 ห้อง+ชานนั่งเล่น+1 ห้องน้ำ ไม่มีห้องครัว (+พัดลม+ทีวี+ยากันยุง+อาหารเช้าเป็นกาแฟและปาท๋องโก๋ ราคา1,200 บาท) ถ้าเอารถมาเอง จอดในโรงแรมซองกาเรีย รีสอร์ท รับรองความปลอดภัย แพถัดไปอีก 2-3 หลัง จะเป็นร้านขายของชำ ขาดเหลืออะไรก็หาซื้อได้ง่าย

คืนนั้นเราฝันดีเพราะอ้อมกอดของลูกลิง ที่ขอกอดหน่อย ขอเค๊ากอดหน่อย..เสียงสายฝนที่ตกกระทบผิวน้ำ และมิตรไมตรีอับอบอุ่นหลังจากการกล่าวสุนทรพจน์และการบอกรักกันของผองเพื่อน ทำให้ป้าหลับโดยไม่ต้องกังวลกับอะไรเลย...ทั้งที่ก่อนหน้านั้น อดไม่ได้ที่จะกังวลไปหมด

  • ขออภัยคร้าบผม...อธิบายรูปเขียนชื่อวัดผิด...วัดวังก์วิเวการามค่ะ บางฤดูกาลน้ำจะท่วมโบสถ์ทั้งหลัง...คิดถึงปริมาณน้ำแล้วทำให้กลัวได้เลยหล่ะ...โชดดีที่เราได้เห็นโบสถ์ทั้งหลัง ระหว่างทางผ่านด้านล่างของวัดวังวิเวการามหลังใหม่ มองเห็นเจดีย์พุทคยาจำลอง...ได้บรรยากาศอีกแบบ

สายฝนที่ยังต่อเนื่องมาถึงเช้า ทำให้ทริปเราเสียเวลาไปถึง 2 ชม. ไม่รู้ว่าจะเอายังงัยกับชีวิตดี ...เอ้า นั่งเรือหางยาวตากฝนไปดูโบสถ์ใต้น้ำ ซึ่งเป็น Unseen Thailandแห่งหนึ่ง โบสถ์หลังนี้เป็นโบสถ์หลังเก่าของวัดหลวงพ่ออุตมะ หรือวัดวังก์วิเวการาม ราคาเรือต่อรองได้ เราได้ในราคา 400 บาท (เจ้าเดียวกับแพที่พัก) ระหว่างทางผ่านเจดีย์พุทคยาจำลอง ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดวังก์วิเวการามหลังใหม่ และเรือก็พาเราล่องไปตามลำน้ำซองกาเรีย รันตี และบีคลี่ ที่เป็นที่มาของคำว่า สามประสบ

 

  • แม่น้ำสามสาย ได้แก่ แม่น้ำซองกาเรีย แม่น้ำบีคลี่ และรันตี...

กลับมาเก็บข้าวของขึ้นฝั่ง ไปตลาดกันเถอะ...(สาย) อะไรๆ ก็วายไปหมด ยังดีที่ได้ลองชิมขนมจีนพื้นเมือง น้ำยาหยวกกล้วย กินกับฟักทอด...อร่อยดีเหมือนกัน  แล้วเราจะไปสะพานมอญกัน ตั้งจะจะเดินข้ามไปหมู่บ้านมอญวังกะ และให้รถตู้ไปรอรับที่นั่น แต่เม็ดฝนหน่ะสิ...หลายคนไม่สู้กลัวเป็นไข้  หมู้บ้านมอญวังกะจึงเป็นแค่การนั่งรถผ่าน เพื่อไปกราบพระทีวัดวังก์วิเวการาม

  • สะพานมอญข้ามไปหมู่บ้านมอญวังกะ...เป็นหมู่บ้านที่คงความเป็นอยู่และสถาปัตยกรรมแบบมอญไว้เพียบ ถ้าเอารถไปต้องข้ามสะพานปูน

โชดดีอีกที่วันที่เราไปนั้นเป็นวันเข้าพรรษา สาวมอญแต่งตัวสวยสะ หลากสีสันไปร่วมงานบุญ...แต่ให้เป็นสาวมอญตัวจริงเสียงจริง ต้องสีแดง...ระหว่างทางภาพสาวๆ เดินทูนถาดอาหารคาวหวานไว้บนหัวมีให้เห็นตลอดทาง แต่พอรถเราจอด ตั้งใจจะขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกสักภาพ...ดั้น ไม่เจอนางแบบสักคน...จะเจอได้อย่างไรหล่ะ เราถึงวัดก็เกือบเที่ยงแล้ว...ถวายเพลกันแล้ว เค้าก็กลับบ้านเค้าหน่ะสิ

วัดที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทย มอญ และพม่า

...ยังงี้ต้องไปอีก...คราวนี้ป้าแพลนจะไปหน้าหนาว ไปนอนแพ ที่ลากออกไปกลางแม่น้ำ จะ ไปให้ถึงแต่หัววัน เพื่อเตรียมอาหารการกินที่ทำง่ายๆ  Coffee Mix ชากุหลาบ  MP3เพราะๆ หนังสือดีๆ ผลไม้ ขนมปัง เครื่องดื่ม และก็อยู่ยังงั้นสักวัน เบื่อก็กระโดดน้ำเล่น...อิอิ  (มีค่าลากแพนะคะ ประมาณ 1000-1500 บาท ตามแต่ละระยะทางอยู่กลางแม่น้ำมีเตาแก๊ส  มีตะเกียง ไม่มีไฟฟ้า) แผนมีแล้ว แต่ยังไม่มีใครไปด้วย...แบบว่าเข็ดตั้งแต่ทริปนี้แล้ว...หุหุ..ไม่ไปจริงเหรอ 

  •  ตลาดเช้าสังขละ อาหารพื้นเมือง การนั่งเรือชมวิว...ทำให้สังขละบุรีเป็นสถานที่ประทับใจในวันฝนตก