ว่าด้วยเรื่องระบบนัดที่แสนจะราชการ
ใครก็ตามที่เคยไปใช้บริการในโรงพยาบาลของหลวงคงพอจะนึกภาพออกนะครับว่าผมหมายความว่าอย่างไรตามที่จั่วหัวไป หากหมอนัดให้ไปตรวจเวลา 9 โมงเช้า นั่นอาจจะหมายความว่าท่านอาจจะได้ตรวจในเวลา 11 โมงครึ่ง หรือไม่ก็อาจจะต้องเสียเวลาไปทั้งวัน บางทีก็นั่งรอไปอย่างไร้ความหวังอย่างรุนแรง ไม่รู้จุดสิ้นสุดว่าจะได้พบหมอในเวลากี่โมงกี่ยาม แถมเมื่อถึงคิวพบหน้าหมอ ก็ใช้เวลาเวลาเพียงแค่ตดยังไม่ทันจะหายเหม็นก็ต้องออกจากห้องตรวจไปซะแล้ว หากใครร้องอ๋อก็ขอให้ทราบว่า ท่านกำลังอ่านเรื่องระบบนัดของโรงพยาบาลหลวงอยู่นั่นแล
โรงพยาบาลของผม (หมายถึงสงขลานครินทร์) ไม่เคยนิ่งดูดายเรื่องนี้เลย แม้ว่าเราจะผ่านการประเมินจากสถาบันอะไรต่างๆนานา เช่น พรพ. (แปลว่า พ่อโรงพยาบาล ฮา...) เราเองก็ยังยอมรับโดยดุษฎีเสมอมาว่า ระบบการนัดตรวจผู้ป่วยของเรายังมีข้อบกพร่องอยู่อย่างมาก เป็นอย่างที่อ่านไปในบรรทัดต้นๆอย่างนั้นเลยครับ ดังนั้นจึงมีความพยายามอย่างสุดกำลังในการที่จะพัฒนาระบบการนัดตรวจผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ แต่ก็นั่นแหละ แม้จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์อย่างเต็มระบบแล้วก็ยังเหลวเป๋ว
มีปัจจัยอะไรที่พอจะเป็นข้อแก้ตัวให้เราบ้าง
1. คนไข้มากเหลือเกิน ต่างคนต่างก็อยากจะมาตรวจที่ม.อ. ผู้ป่วยถูกส่งตัวเข้ามาวันละหลายรายกระจายตามห้องตรวจต่างๆอย่างล้นหลาม ทำให้การนัดถูกแทรกด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มากันโดยมิได้นัดหมาย ประหนึ่ง เป็นดั่งวันที่พระสงฆ์ 1,250 รูปได้มารวมกันโดยมิได้นัดหมายเยี่ยงวันมาฆบูชาเสียกระนั้น
2. หมอมาออกตรวจช้ามาก บางคนเล่นมาเอาเกือบ 10 โมง แต่นัดคนไข้ไว้ตั้งแต่ 9 โมง อย่างนี้ระบบคนที่นัดไว้ก็เสียตั้งแต่ต้น แต่บางครั้งก็ขออนุญาตแก้ตัวสำหรับหมอหลายคนที่เคลียร์งานบนตึกไม่เสร็จ บางครั้งมีคนไข้ฉุกเฉินให้แก้ปัญหาอยู่ จึงยังคงลงมาตรวจไม่ได้ บางครั้งติดกิจกรรมวิชาการ บางครั้ง......(ไปส่งลูกที่โรงเรียน)..... ฯลฯ เห็นไหมครับ แก้ตัวกันเห็นๆ
3. คนไข้ไม่มาตามนัดที่ให้ไว้ เป็นต้นว่า เรานัดไว้ 10 โมง แต่มาลงทะเบียนเวลา 8.30 น. อย่างนี้ก็เริ่มจะเสียศูนย์ แต่นั่นแหละครับ คนไทยเรายังไม่คุ้นเคยกับการนัดสักเท่าไหร่
4. คนไข้ไม่พร้อมตรวจเพราะว่ารอผลการตรวจบางอย่าง เป็นต้นว่า หมอสั่งเจาะเลือดเอาไว้ และนัดเช้าไปหน่อย อันนี้ห้องแล็ปเขาตรวจให้ไม่ทันครับ
5. หมอนัดคนไข้ถี่ยิบ เช่น นัดโดยเว้นช่องว่างไว้แค่ 5 นาที นั่นหมายความว่า หมอสามารถนัดคนไข้ได้ถึง 36 คนใน 3 ชั่วโมงการตรวจ แต่เจ้ากรรม บางทีก็ไม่สามารถตรวจได้แบบรถด่วนอย่างที่คิด โดยเฉพาะหมอบางคลินิกที่ต้องไหว้ครูกันนานหน่อย เช่นหมอสูติ อยากจะตรวจภายใน กว่าคนไข้จะเปลี่ยนผ้าถุง ถอดกางเกงนอก ถอดกางเกงใน ขึ้นเตียง ยกขาอ้า นั่นก็ปาเข้าไปมากกว่า 3 นาที แบบนี้คงจะเป็นตามนัดได้โดยยาก แต่ถ้าหมอนัดคนไข้โดยเว้นช่องว่างการตรวจไว้ 10 นาที เราก็จะตรวจคนไข้ได้เพียง 18 รายต่อ 3 ชั่วโมงเท่านั้น แบบนี้โรงพยาบาลคงไม่ชอบใจนัก
เอาเป็นว่า เท่าที่วิเคราะห์ด้วยสมองอันน้อยนิดนี้ พอจะบอกได้ว่า ปัจจัยที่เป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้ระบบนัดห่วยแตกนั้นก็คือ "หมอ"
ระบบนัดมีความสำคัญอย่างไรเหรอครับ คำตอบคือมีแน่ๆ เพราะว่าเวลาของทุกคนมีค่า เวลาของคนไข้ก็มีค่า เวลาที่รอคอยถือว่าเป็นสิ่งที่สูญเสีย บางคนต้องลางานมาทั้งวันเพื่อเจอหมอเพียงแค่ 5-10 นาที การที่เราพยายามจัดระบบการนัดนั้นก็เพื่อเก็บความมีค่าของการพยาบาลไว้เพียงการพบหมอและเวลาของการรักษาพยาบาลเท่านั้น ในทางอุดมคตินั้นก็คือ คนไข้ควรมานั่งรอหมอก่อนเวลานัดเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว สมมติว่า เรานัดไว้ให้เจอหมอเวลา 10 โมงครึ่ง หากคนไข้มีบ้านหรือที่ทำงานที่สามารถมาถึงโรงพยาบาลได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง นั่นก็คือ เขาสามารถทำงานได้จนถึงเวลา 9 โมงครึ่ง มาถึงโรงพยาบาลเวลา 10 โมง รอหมอเพียงครึ่งชั่วโมงก็ได้ตรวจ ถ้าเป็นอย่างนี้ หากเขาอยู่สุราษฎร์ธานี ซึ่งต้องใช้เวลานั่งรถมานาน 4 ชั่วโมงครึ่ง หมออาจจะจำเป็นต้องนัดเขาในเวลาใกล้เที่ยงแทนที่จะเป็นช่วง 9 โมงเช้าใช่ไหมครับ นี่แหละน่าจะเป็นประสิทธิภาพของระบบนัดที่คำนึงถึงคุณค่าของเวลาของทุกคน
หากใครเคยไปใช้บริการของบริษัทโตโยต้า น่าจะพอนึกออกนะครับ ว่าเขาสามารถรักษาเวลาอันทรงคุณค่าของลูกค้าได้ดีเพียงใด
วันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าประชุมกับทีมบริหารของโรงพยาบาล เขาได้เชิญพยาบาลจากคลินิคหูคอจมูกมาเล่าให้ฟัง ว่าเขามีหลักในการบริหารจัดการอย่างไร คลินิกนี้มีความสามารถในการให้คนไข้ได้ตรวจตรงเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ ได้ตรวจก่อนเวลานัดไม่เกิน 10 นาที และหลังเวลานัดไม่เกิน 20 นาที ซึ่งสามารถทำได้ตามนี้มากถึงร้อยละ 60-70 ในขณะที่ภาพรวมของทั้งโรงพยาบาลสามารถทำได้เพียงร้อยละ 30 กว่าๆเท่านั้นเอง ผมเลยได้ลองนั่งนึกทบทวนดูว่า ปัจจัยเกื้อหนุนความสำเร็จ (key success factor) ของเขาคืออะไร ก็พอสรุปได้ดังนี้ครับ
1. เขามีการสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์และพยาบาล ทุกคนรับทราบว่ามีปัญหา และหมอทุกคนอยากให้มีการพัฒนา เมื่อเป็นเช่นนั้น พยาบาลก็สามารถทำงานได้สะดวกและได้รับความร่วมมืออย่างดี นั่นยังหมายความว่า พยาบาลสามารถประเมินหมอได้ด้วย ว่ามาออกตรวจช้า เกี่ยงงอน ไม่อยากตรวจคนไข้ อย่างนี้เป็นต้น
2. มีการจัดแพทย์ให้มาออกตรวจคนไข้ที่ไม่ได้นัด ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มักจะมาเช้ามาก เขาจึงมีอาจารย์แพทย์ลงมาตรวจตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อบริการคนไข้กลุ่มนี้
3. คนไข้บางกลุ่มอาจจะได้รับบริการทางโทรศัพท์แทนที่จะต้องมาโรงพยาบาล เช่น ฟังผลการตรวจเลือด
4. พยาบาลสื่อสารกับผู้มารอรับการตรวจ ถึงเรื่องระบบนัด หมายความว่า เขาจะได้เข้าใจว่า บางคนมาทีหลังแต่ได้ตรวจก่อนเพราะการนัด ไม่ใช่มาก่อนได้ตรวจก่อนเสมอไป เหมือนที่ทุกคนพยายามจะเข้าใจว่าต้องเป็นแบบนี้ อันนี้ทำให้คนไข้คนไทยเราชอบมาโรงพยาบาลเช้าๆ เพื่อจะได้คิวแรกๆ โดยลืมไปว่ามีคนไข้จำนวนหนึ่งถูกนัดไว้แล้ว และเมื่อเห็นเขาได้ตรวจก่อนตนก็จะโวยวายว่าถูกแซงคิว อันนี้พยาบาลก็สามารถจัดการเรื่องการสื่อสารให้ผู้รับบริการได้เข้าใจ และเมื่อเขาทราบและตระหนักได้ ต่อไปเขาก็จะพยายามไม่มาก่อนนัดนานเกินกว่าครึ่งชั่วโมง อันนี้เริ่มเป็นวัฒนธรรมที่ดีแล้วใช่ไหมครับ
5. ระบบนัดสามารถเลื่อนได้ หากแพทย์รู้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้มาออกตรวจ อันนี้สำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะหมอที่โรงพยาบาลนี้ไปประชุมบ่อย เดี๋ยวประชุมทีมบริหารบ้างล่ะ ประชุมราชวิทยาลัย ประชุมเรื่องคุณภาพ ประชุมเตรียมเป็นผู้บริหาร ประชุมเตรียมประชุม (อันนี้มีจริงๆนะครับ) ประชุมต่างประเทศ ไปประเมินโรงพยาบาลเพื่อน (แบบว่าโรงพยาบาลผมเก่งแล้ว มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนที่สามารถประเมินเพื่อนได้) ประชุม ประชุม แล้วก็ประชุม เลยทำให้ไม่สามารถลงมาตรวจคนไข้ได้ อันนี้ถ้าพยาบาลเขารู้ล่วงหน้า เขาก็จะสามารถโทรศัพท์ไปแจ้งเลื่อนนัดกับคนไข้ได้ หรือไม่ก็ถ้าไม่เลื่อนนัดก็เปลี่ยนหมอซะก็สิ้นเรื่องสิ้นราวไป
ทั้ง 5 ข้อนี้ได้มาจากสิ่งที่เขานำเสนอ เห็นไหมครับว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ "หมอ" "ความร่วมมือของหมอ" ซึ่งมักจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่โรงพยาบาลจะได้รับเสมอๆ ฮา....
ในที่ประชุมยังได้มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอีกในสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ เช่น พึงระวังระบบนัดเรื่อยเปื่อย มีคนเสนอว่า การนัดตรวจน่าจะเป็น KPI ของแพทย์เป็นรายบุคคลซะนี่ จัดระบบค่าตอบแทนในการบริหารการตรวจตามนัด เป็นต้น
นั่งฟังคนอื่นวิเคราะห์กันไปก็ได้มีโอกาสตรึกตรองในเรื่องราวของคลินิกตัวเองไป คลินิกนรีเวชของกระผมนั้นไม่เคยสามารถบริหารจัดการเรื่องระบบนัดได้ดีเลย เรายังไม่เคยได้มานั่งคุยกันสักครั้งว่าสาเหตุหลักๆนั้นเกิดจากอะไร เกิดจากหมอมาตรวจสายอย่างเดียวไหม หมอไปทำคลอดผู้ป่วยที่ฝากพิเศษบ่อยเกินไปไหม หรือว่าเกิดจากคนไข้เปลี่ยนผ้าช้าไป ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนที่จะมาตรวจนุ่งผ้าถุงหรือกระโปรงเลยดีไหม แบบว่า "กรุณาอย่านุ่งยีนฟิตเปรี๊ยะ" เป็นต้น ให้เวลาขึ้นขาหยั่งไม่เกิน 30 วินาที (อันนี้ท่าจะบ้าแล้ว) ห้ามคุยเรื่องอื่นนอกจากเรื่องไม่สบายทางนรีเวช (อันนี้คิดได้อย่างไรกัน) มีระบบกริ่งเตือนเวลาที่หมอดูคนไข้นานกว่า 10 นาที โอ๊ย....ท่าจะไปกันใหญ่ เห็นไหม คิดเองคนเดียวก็ได้เรื่องทุกที อย่างนี้คงต้องรีบเรียกประชุมทีม PCT เพื่อที่จะช่วยกันวิเคราะห์ วางแผน ลองทำ ตรวจสอบ ดูจริงๆเสียทีละครับ สวัสดี
ไม่ว่า..องค์กรใด บริการ คือ งานของเรา
ขอบคุณครับ
ชอบจังค่ะ
ลักษณะการคิด
เพิ่งเข้าใจค่ะ
วันนี้หนูยังนั่งด่า ประชดประชันหมอ
แต่สักวันถ้าหนูได้ทำงานตรงนั้นก็เหนื่อยน่าดู
หนูอยากเป็นหมอที่ดีค่ะ
ขอบคุณครับลูกปลาน้อย
ดีครับ เป็นแพทย์ก็แสดงข้อคิดเห็นและวิจารณ์การทำงานในสถานพยาบาลที่ได้สัมผัสเห็น ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเสนอแก้ไขปรับปรุงได้ในเวลาประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารและบุคลากรในโรงพยาบาล
การพบแพทย์จนถึงการได้รับยาจากห้องยาเขามีมาตรฐานเวลาไว้ว่าควรจะใช้เวลาเท่าใดที่เป็นมาตรฐาน
ทุกอย่างเป็นแค่แนวทางในการปฏิบัติ ไม่ต้องไปซีเรียส
โรงพยาบาลนอกจากจะมีมาตรฐาน HA.เป็นเครื่องกำกับการทำงานบริการและบริหารแล้ว
ยังมีเรื่องอื่นๆที่ทำงานภายใต้กฎหมายมาควบคุมการทำงานอีก ลองไปดูที่นี่
โรงพยาบาลนั้นเขาปรับปรุงกันอย่างไรภายใต้ พรบ.หลักประกันสุขภาพ
http://gotoknow.org/blog/nusuwutg/289782