ผมหายหน้าไปหลายวันจากการเขียนบล็อกเลยครับ อันเนื่องจากภารกิจด่วนสองสามเรื่องที่ต้องใช้สมาธิมากๆ จึงจะทำให้งานสำเร็จได้ เลยต้องตัดใจเลิกเขียนไปหลายวัน เขียนสั้นๆ ผ่านอนุทินบ้างครับ ภาระกิจดังกล่าวยังไม่หมดไปครับ แต่คิดถึงเลยกลับมาสักบันทึกหนึ่ง เพราะกลัวลืมงานยุ่งๆ ที่ได้ทำไปในช่วงนี้

ช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นช่วงของการนัดหมายที่สับสนมากจริงๆ นอกเหนือจากงานด่วนสำคัญสองเรื่องตอนนี้คือ ส่งโครงการวิจัยและการเตรียมสอบประมวลความรู้ เดิมแผนที่วางไว้โครงการวิจัยต้องเสร็จตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วครับ แต่มันไม่ยอมเสร็จอันเนื่องจากมีงานเล็กงานน้อยมาแทรกทำลายสมาธิ พอเขียนโครงการไม่เสร็จ ก็พาลให้ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือเตรียมสอบเลยครับ เพื่อนนัดติวกันสองรอบแล้ว ได้แค่ฟังครับ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเสนอเลย เนื่องจากยังไม่ได้ทบทวนอะไรเลย

แปลกใจตัวเองมากอีกอย่างหนึ่ง คือ เดือนนี้ทั้งเดือน จำเป็นต้องเลื่อนนัดเป็นประจำเลยครับ มีงานด่วนมาแทรกงานที่นัดไว้ล่วงหน้า ตอนนี้อายที่จะไปขอเลื่อนนัดแล้ว คิวเต็ม งานวุ่นทั้งส่วนตัวและงานหลวงเลย บวกกับปากเสียอีก จะอยู่รอดไหมเนี๊ยะ

ก่อนเล่าเรื่องอื่น ขออนุญาตแก้ไขข้อมูลที่เมื่อหลายวันก่อนโม้เรื่องปั่นจักรยานไปว่าปั่นเร็วจังตั้งยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ปรากฏสัปดาห์นี้มาพบความจริงว่า ค่าที่ได้มันผิดครับ ผมตั้งค่าขนาดล้อผิด โปรแกรมมันเลยวัดผิดด้วย สรุปตอนนี้อยู่ที่ (ฮือ ลืมแล้ว ฮิฮิ โม้ไม่ออกเลย)

วันอังคารที่ผ่านมาได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาสำหรับการสอนอิสลามศึกษา ที่ ศอ.บต.ครับ อันนี้ตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเจอว่า ศอ.บต.จะเชิญอุสตาสๆ ไปประชุมที่นั่นเลย หลังจากบรรยายก็ได้นั่งคุยกับหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบจัดงาน ซึ่งมาจากชมรมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม น่าสนใจครับ ประเด็นคือ ทำไมคราวนี้มาจัดที่ ห้องประชุม ศอ.บต.ได้ คำตอบคือ ถ้าพูดถึงมาทำอะไรที่ ศอบต. อย่างแรกผมว่า อุสตาสๆ บางกลุ่มกลัวจะมาครับ ยิ่งต้องมานอนค้างคืนด้วย ฮิฮิ เขาฝั่งใจกันว่าจะโดนอุ้มบ้าง สารพัดครับ

ทีมงานผู้จัดเลยเอาโจทย์นี้มาใช้เป็นโอกาสในการทำโครงการนี้ครับ เมื่ออุสตาสๆ มาประชุมจริง ได้รับความรู้ได้รับความอบอุ่น ความไว้ใจก็เกิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ ดังนั้นยกนิ้วโป้งให้ทีมงานที่กล้าลองทำในสิ่งท้าทายครับ

ส่วนเนื้อหาจากผมอาจจะได้น้อยหน่อยครับ เพราะผมมีข้อจำกัดที่ต้องบรรยายได้เฉพาะภาษาไทย ทำให้อุสตาสหลายท่านอาจจะไม่รู้เรื่อง ออ. เขาจัดมาแล้วสองรอบครับ แต่ผมติดภารกิจทั้งสองรอบ เลยไม่ได้มาเป็นวิทยากร รอบนี้สะดวกสุดเลยได้ไปร่วม ปรากฏรอบนี้มีทีมอุสตาสจากสตูลมาด้วย เสร็จบรรยายก็ได้เจอตัว ซึ่งก็ใช่ใครที่ไหน อุสตาสที่สอนผมมาทั้งนั้นเลย

ส่วนต้นสัปดาห์ก็มีอีกรายการหนึ่งครับ คือประชุมถอดบทเรียนการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัย ในมุมมองของผู้ประเมินภายใน อันนี้ใจหนึ่งอยากเข้า อีกใจหนึ่งไม่อยากเข้า แต่สุดท้ายก็เข้า ฮิฮิ เพราะจำวันของการประชุมอีกรายการหนึ่งผิด กะว่าจะไปประชุมรายการหนึ่ง ห้องเดียวกัน (งง เหมือนกัน จัดประชุมอะไรห้องเดียวกันเวลาเดียวกัน) สุดท้ายการประชุมที่จะเข้าไปเป็นอีกวันหนึ่ง ฮิฮิ

ไหนๆ เข้าประชุมแล้ว ก็เลยต้องคุยครับ ฟังๆ คุยๆ แล้วเห็นจุดอ่อนของระบบการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยเยอะครับ ผมพูดประโยคหนึ่ง เรื่องของการดำเนินการโดยไม่ได้อาศัยความรู้ (ทำไปอย่างคนไม่รู้) ท่านรองอธิการบดีฝ่ายแผนฯ แย้งว่า อย่ากล่าวหาว่าไม่รู้สิ ไปว่าเขาได้งัยว่าไม่รู้เรื่อง ฮือ ความคิดผมคือ อันนี้นะเบาสุดแล้ว เพราะถ้ารู้แต่ไม่ทำตามที่รู้ ประเภทนี้อาการหนักครับ ในวัจนะของท่านศาสนทูต (ซ.ล) บอกว่าจะตกนรกก่อนคนไม่รู้อีกครับ

ผมว่าปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของหลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยคือ ชอบทำงานแบบสั่งการและใช้การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนครับ ดูได้จากอะไร? ง่ายๆ ครับ เหมือนที่สำนักประกันฯ ชี้แจงในที่ประชุมครับว่า ทางสำนักส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ เป็นสิบๆ ฉบับต่อเดือน เพื่อให้งานมันเดินหน้าตามกำหนด อันนี้แหละครับปัญหา เวลามีการอบรมภายนอก คนที่เกี่ยวข้องกับงานประกันเพียงไม่กี่คนได้ไป แต่เวลาทำงานกลับไม่ใช่คนที่ได้ไป แล้วหน่วยงานที่รู้เรื่องกับใช้วิธีการสั่งให้คนไม่รู้เรื่องทำ (ว่าเขาอีกแล้ว) เวลาจะประชุมชี้แจง อบรมอะไรๆ ก็ทำกันแบบ.... มีไหมครับ ทำงานร่วมกัน ทำงานแบบเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอจดหมายตอบกลับ แต่ลงไปทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทำงานในรูปของการประชุมปฏิบัติการบ้างก็ได้

ออ. ตอนนั่งประชุม คนนั่งข้างผมสะกิดถามผมว่า ที่อาจารย์เสนอไปเยอะๆ อย่างนี้นะ อาจารย์คิดว่าเขาจะเอาไปทำหรือเปล่า? ผมคิดเองว่า อาจารย์ท่านคงจะบอกว่า ผมไม่ต้องพูดมากก็ได้ เสียเวลา แต่ผมก็ตอบท่านไปว่า ก็วันนี้เขาให้ผมมีหน้าที่พูดงัยครับ ก็เลยต้องพูดให้ฟัง ส่วนเขาจะทำได้หรือเปล่า ผมมั่นใจว่า เขาคงแปลงแนวคิดจากหลายข้อเสนอในที่ประชุมนี้ไปสู่การปฏิบัติไม่เป็นหรอกครับ (สบประมาทชาวบ้านอีกแล้ว นายอีย์) ปรากฏพอผมตอบคนนั่งข้างไปอย่างนั้น ก็ได้ยินเสียงจากสมาชิกในที่ประชุมท่านหนึ่ง พูดขึ้นว่า ทางสำนักประกันจะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไรบ้าง โอ้คำถามโดนใจจริงๆ

จากที่ประชุม ผมสรุปวิธีการดำเนินงานประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัยได้อย่างหนึ่งครับว่า เรามี "วัฒนธรรมการทำงานแบบรีบๆๆ ทุกอย่างรีบไปหมด ดังนั้นขอแค่งานเสร็จ อย่างอื่นแก้ไขภายหลัง"

อ.เกษตรชัยกับผมมีโอกาสได้เรียนรู้การประกันคุณภาพของ มอ. มาพอสมควรครับ สิ่งที่อ.เกษตรชัยนำเสนอในที่ประชุมน่าสนใจครับ แบบอย่างดีๆ ของ มอ. ต่างกับแบบของเราเยอะน่าดูครับ เราน่าจะเรียนรู้ไว้บ้าง

วันต่อมา ท่านรองอธิการฯ ชวนผมคุยต่อเรื่องนี้อีกครั้ง ท่านสรุปของท่านว่า กลไกมันไม่ขยับ งานเลยไม่เดิน แต่ผมเห็นต่างครับ ผมว่า ระบบมันไม่ดี เครื่องมือหาไม่เจอ งานเลยไม่ได้เรื่อง ก็อย่างที่ผมคุยในที่ประชุมครับว่า เราทำงานไม่ครบวงจรของระบบ จนกระทั่งไม่ยึดระบบไว้สำหรับการทำงานของเรา

เวลาคุยกับท่านรองฯ น้อยครับ แต่คุยนานเรื่องนี้ผมก็ขี้เกียจคุยแล้วครับ เพราะผมรู้สึกว่า ผมกับท่านมองกันคนละประเด็น อีกอย่างหนึ่ง พูดมาก บ่นมากเพื่อนก็ว่าครับ ไม่ยุ่งเสียเลยเพื่อนก็ว่าเหมือนกัน (เอามาบ่นบนบล็อก ก็ยังมีคนมาว่าอีกเหมือนกัน ฮิฮิ) เอาเป็นว่า ผมจะเฝ้ารอครับว่า หลังจากถอดบทเรียนกันไปแล้ว คนที่เกี่ยวข้องจะปรับกระบวนการทำงานยังงัยบ้าง ให้กำลังใจแล้วกันครับ ช้างมันตัวใหญ่ คลำกันไปเรื่อยๆ แล้วกัน