ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.พระนครอ.ดรฺจิตราภาได้ชวนผู้บริหารงานวิจัยนักวิจัยในเครือข่ายและผู้บริหารงานวิจัยสกว.ดร.อาวรณ์ ร่วมด้วยผู้ประสานงานวิจัยจากNODEภาคกลางมาร่วมเล่าตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาโจทย์วิจัย โดยมีผศ.สมพงษ์ บุญเลิศ ผศ.จิตนาจากมรภ.พระนครศรีอยุธยามาเป็นคุณอำนวยขับเคลื่อนกระบวนการKMร่วมกับคุณหญิงและทีมงานอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญช่วงการเล่าและสะกัดขุมความรู้แต่และกลุ่มทุ่มเท เอาจริงเอาจังโดยหวังผลที่จะนำแก่นความรู้ไปใช้ต่อในมหาวิทยาลัย ช่วงสำคัญที่หลายเวทีอาจละเลยคือการกลั่นขุมความรู้เป็นแก่นความรู้ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมมีการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจนได้ข้อสรุปร่วมกัน๘แก่นคือ
๑.นักวิจัยมีความรู้ มีศรัทธาและมีทักษะในการพัฒนาโจทย์วิจัย
๒.มีการศึกษาบริบทชุมชนก่อนการพัฒนาโจทย์วิจัย
๓.พัฒนาโจทย์วิจัยโดยเน้นการต่อยอดทุนเดิม
๔.มีกระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัยอย่างเป็นระบบ
๕.โจทย์วิจัยสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้ใช้งานวิจัย
๖.ผู้บริหารงานวิจัยเอื้ออำนวยการพัฒนาโจทย์วิจัย
๗.มีที่ปรึกษาและคณะกรรมการกลั่นกรองโจทย์วิจัย
๘.โจทย์วิจัยสอดคล้องขอบเขตการสนับสนุนของแหล่งทุน
ขณะที่กำลังรายงานกลุ่มงานกำลังดำเนินการคิดเกณฑ์ของแต่ละกลุ่มเพื่อประเมินตนเองต่อไป
สมพงษ์ บุญเลิศผู้รายงาน
คำตอบข้อแรกของการเป็นคุณอำนวยให้ประสบผลสำเร็จคือการวางตำแหน่งให้ไม่เป็นวิทยากรแบบที่คนส่วนใหญ่เป็นกันหรือหวังเอาใว้ เพราะการเรียนรู้ที่ดีจะเกิดได้ภายใต้เงื่อนไขของความโปร่งโล่งสบาย ไม่มีขีดขั้นนั่นผู้รู้ นี่ผู้เรียน แท้จริงทุกคนต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ได้แปลว่าคุณอำนวยเองไม่รู้อะไรเลย จริงๆสิ่งสำคัญคือมีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหา หาทางออกเชิงเสนอแนะที่ไม่เน้นท่าทีเชิงสอนหากกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมติดขัดสงสัย โดยเป็นการตอบคำถามร่วมกันที่ต่างได้รับความสุขจากความสามารถที่ตอบคำถามหรือหาทางออกได้ หลักคิดสำคัญคือคนจะทำต้องมาจากความคิดของเขาคนอื่นคิดให้พลังการทำเชิงสร้างสรรค์จะน้อยหรือไม่ค่อยมีเอาเสียเลย มักจะเป็นการทำอย่างแกนๆ พอให้ผ่านขาดชีวิตชีวา คนเป็นคุณอำนวยจึงต้องอดทดที่จะไม่รีบสอนเพื่อแสดงว่าตนเป็นผู้รู้ นี่เป็นอีกทัศนะหนึ่งของความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์