หรือว่าเรายังไม่ได้พัฒนาความรู้ มีแต่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบภายนอก มากกว่าที่พัฒนา “กระบวนการเรียนรู้” และ “การพัฒนาจิตใจ”

ในระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทำงานวิจัยที่เน้น ทั้งเชิงวิชาการ เชิงการพัฒนา และเชิงนโยบาย

ที่พบว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ความฝันที่เราอยากจะเห็น กับความจริงที่เกิดขึ้นนั้น ค่อนข้างจะห่างถึงห่างมาก

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของ

·        “ยิ่งพัฒนา ยิ่งเสื่อมโทรม”

·        “ยิ่งมีการศึกษาสูง ยิ่งทำอะไรไม่เป็น”

·        “ยิ่งมีกองทุนพัฒนาชนบทมาก ชาวบ้านยิ่งเป็นหนี้มากขึ้นทุกวัน”

·        “ยิ่งมีความเจริญทางวัตถุมาก ยิ่งเกิดความเสื่อมทางจิตใจ”

และอีกร้อยแปดพันประการ ที่เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ (ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ)

ทำไมจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ไม่อยากให้เกิด

ผมขอยืมคำพูดของครูบาสุทธินันท์มาใช้ “น่าจะเกิดจากความรู้ไม่พอใช้”

อ้าว ไหนว่าเราพัฒนาการศึกษากันมากมาย แล้วทำไมความรู้ไม่พอใช้สักที

ข้อนี้ต้องกลับมาพิจารณาว่า

ที่ว่าเราพัฒนาการศึกษานั้น จริงๆแล้ว เราทำอะไรบ้าง

เท่าที่เห็นชัดๆ นะครับ

·        มีโรงเรียนเพิ่มขึ้น

·        อาคารเรียนใหญ่ขึ้น

·        มีครูเพิ่มขึ้น

·        ตำแหน่งครูสูงขึ้น

·        ครูเงินเดือนสูงขึ้น (แต่ก็เป็นหนี้มากกว่าครูสมัยโบราณ)

·        มีหนังสือเรียนมากขึ้น

·        ครูจบการศึกษาสูงขึ้น

·        มหาวิทยาลัยมีมากขึ้น

·        อาจารย์มีมากขึ้น

·        ทุนการศึกษา และเงินกู้ยืมมีมากขึ้น

·        อาจารย์มีวุฒิสูงขึ้น

·        เครื่องมือทันสมัยมากขึ้น

·        การเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารมีมากขึ้น

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นการสนับสนุนให้คนมีความรู้มากขึ้น

แต่ ทำไมเรายังมีความรู้ไม่พอใช้

รือว่าเรายังไม่ได้พัฒนาความรู้ มีแต่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบภายนอก มากกว่าที่พัฒนา กระบวนการเรียนรู้” และ “การพัฒนาจิตใจ”

ิ่งที่สะท้อนชัดๆออกมาในระบบการศึกษาของเราก็คือ

นักเรียน นักศึกษาใช้วิธีการ copy and paste ในการทำรายงานส่ง ที่แทบเรียกได้ว่า ไม่เคยอ่านเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำส่งนั้นมีเนื้อหาสาระว่าอะไร หรือมีประโยชน์อะไร

ครู อาจารย์ที่ขอตำแหน่งทางวิชาการ อย่างน้อยจำนวนหนึ่งที่ผมตรวจผลงานอยู่ ก็ใช้วิธีเดียวกัน copy and paste ในการรายงาน และเอกสารขอตำแหน่ง หรือแม้แต่จ้างคนอื่นทำแทน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ โดยทางผู้บริหารระดับสูงก็ทำเป็นไม่รู้ เพราะอาจถือว่าไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน

การทำงานทางวิชาการ งานที่ปรึกษา ก็ใช้วิธีเดียวกันcopy and paste ในการเขียนรายงานเพื่อวางแผนพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

นี่คืออาการที่ปรากฏในระบบการพัฒนาของเรา อย่างแทบไม่มีใครสนใจ

แม้แต่ชาวบ้านเอง ก็ยังนิยมทำตามอย่าง โดยไม่สนใจว่าจะเกิดความเสียหายอะไรกับตัวเอง ครอบครัว และลูกหลาน

ก็คิดได้แค่ “ขอรอดวันนี้ไว้ก่อน ปัญหาอื่นๆ ไว้แก้ไขในวันข้างหน้า”

และ ไม่มีใครมีโอกาสแก้ไขในวันข้างหน้า

เพราะเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าก็เต็มไปหมด เวลา และทรัพยากรที่ใช้ก็ไม่พออยู่แล้ว จึงเป็นการสั่งสมปัญหาไว้อย่างต่อเนื่อง

นี่น่าจะเป็นลักษณะการปฏิบัติตัวที่เรากำลังทำกันอยู่

แล้วเราจะทำแบบนี้กันไปอีกนานไหมครับ

บางคนกลับบอกว่า “ไม่มีทางเลือก”

ที่ไม่น่าจะจริงเท่าไหร่

เพราะทางเลือกมีเสมอ และหลายทางด้วย อยู่ที่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก เท่านั้น

ทางเลือกที่ง่าย และทุกคนได้เรียน ได้รู้มาแล้วทั้งนั้นก็คือ

อริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

คำว่า “ทุกข์” แปลว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ที่บางคนนำไปปนกับคำว่า “ความทุกข์” ที่แปลว่า ความลำบาก ความไม่สบาย

ดังนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุ จะแก้ไขต้องแก้ที่เหตุ จึงไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีทางเลือก อย่างที่ชอบอ้างกัน

ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ แต่กลับหมักหมม ปัญหาซ้อนปัญหาไปเรื่อยๆ ทางเลือกก็จะเหลือน้อยลงไปเรื่อย เป็นธรรมดา

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังคิดว่า “การพัฒนาการศึกษา” คือทางออกจริงๆ

และแน่นอนครับ ไม่ใช้การแก้แบบภายนอก และไร้สาระอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

แต่ต้องพัฒนา “กระบวนการเรียนรู้” ให้ได้

อย่างน้อยที่สุดต้องยกเลิกหรือ ไม่ยอมรับ เทคนิคcopy and paste

·        ครู อาจารย์จะต้องไม่ยอมรับผลงานดังกล่าว

·        ผู้บริหารต้องไม่ยอมรับผลงานของครู อาจารย์ และนักวิชาการที่ทำแบบนั้น

·        คณะกรรมการพิจารณาการขอตำแหน่งต้องไม่ยอมให้ผู้ขอผ่านเกณฑ์ประเมิน

·        สังคมต้องประณามทุกคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น

นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาคน และการศึกษาของประเทศครับ

จะทำ หรือไม่ อยู่ที่เราทุกคนครับ

ถ้าไม่ทำ เรามีทางเลือกอื่นไหมครับ