เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ

โลกเราทุกวันนี้อ่อนแอทั้งกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคม ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตสักอย่างเราก็เข้าใกล้จุดคับขัน/วิกฤตของชีวิตมาทุกขณะ กระผมคิดอย่างนั้น แต่ที่น่าแปลกเราทำตัวเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวเท่าไหร่  โลกนับวันก็มีแต่เสื่อมจนหาจุดวกกลับได้ยาก เพราะคนที่ตั้งใจทำมีน้อย เมื่อเทียบกลับคนที่เกิดมาส่วนใหญ่มีคุณลักษณะเป็น “นักบริโภคนิยมที่เน้นการแสวงหาความสุขใส่ตัวเอง (self-indulgentconsumer)” เท่าที่ผมประเมินในใจผม คิดๆไป-มาสรุปได้ว่า คงเพราะเราออกจาก ตัวตน (I-ego) และอวิชชา (dark ignorance) ไม่ได้ กระผมหวังว่า สักวันคงจะมีผู้มีบุญบารมีและลงมาจุติ เพื่อพัฒนามนุษย์เพื่อเข้าสู่ยุคแห่งปัญญา เป็นการรวมศาสตร์ทุกๆศาสตร์อย่างบูรณาการ และมีเป้าหมายเพื่อความเป็นมนุษย์ ที่อยู่กับธรรมชาติบนความพอประมาณของชีวิต เพราะที่ผ่านมา เหมือนเรายิ่งแก้ปัญหามากเท่าไหร่ แต่ยิ่งแก้เรายิ่งเหมือนวัวพันหลักลงทุกวัน ยิ่งทำมากแต่ผลลัพธ์ที่ดีก็ยิ่งน้อยลง เพราะทรัพยากรเสื่อมโทรมหลายมิติรวมไปถึงจิตวิญญาณ โดยความรู้แบบแยกส่วนจึงทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ความหายนะ เราจะหาทางออกได้ยากขึ้นทุกวัน  เราต้องถามตัวเองว่าระบบการศึกษาที่สร้างคนมาเพื่ออะไร และตั้งคำถามว่าเราผลิตบัณฑิตประเภทไหน ทุกวันนี้กระผมมองว่าเราผลิตบัณฑิตที่ไม่รู้จักพอเป็น สร้างนักแสวงหาสุขใส่ตัวเองที่เน้นการบริโภคนิยมหรือเปล่านี่คือ การแก้ปัญหาด้วยปัญญาหรือด้วยอวิชชา กระผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ หากมองประวัติศาสตร์ให้ยาวนาน โดยหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์กล่าวว่า จุลินทรีย์อยู่บนโลกนับพันล้านปี ไดโนเสาร์นับร้อยล้านปี บรรพบุรุษมนุษย์มีอายุ 5 ล้านปี แต่มนุษย์หลังตั้งตรง (erect type) อายุ 2 หมื่นปีเศษ แต่หลังจากมียุคเครื่องจักรไอน้ำมา โลกเสื่อมลงไม่ชัดเจน ครั้นมาถึงยุคอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรมถึงคราเสื่อมหนัก ซึ่งอยู่ในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา ผมเคยตั้งคำถามว่าเราเนี่ยมีปัญญาน้อยกว่ากว่าแบคทีเรีย หรือไดโนเสาร์ไหม ถ้าเอาเวลาเป็นมาตรฐานในการวัดเวลาที่คาดว่าจะอยู่ได้บนโลก หากคนในโลกส่วนใหญ่ทำเพียงเพื่อสนองกิเลสมากกว่า กระผมไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากลูกหลานเกิดมาในยุคต่อไป เขาคงต้องถามว่าบรรพบุรุษ เราสร้างระบบให้เขาอยู่ลำบากโดยมีวัตถุมากมายแต่ทิ้งแต่ซากไว้ให้ หาความสมบูรณ์และชีวิตชีวาไม่มี และเต็มไปด้วยความน่ากลัวภัยพิบัติและโรคภัยตลอดชั่วอายุไขของเขา ผมไม่อยากจินตนาการเลยลูกหลานเรา จะสาบแช่งบรรพบุรุษเขาเองหรือเปล่าเนี่ย แล้วคุณจะตอบลูกหลานคุณๆท่านๆว่ายังไง จริงไหมที่เราเรียกว่า บรรพบุรุษกับพ่อแม่รังแกฉัน ในเวอร์ชั่นการมองในมิติที่ใหญ่กว่าคือระดับมวลมนุษยชาติของโลก บางทีบ่นมากๆกระผมก็เหมือนคนวัยทอง ทุกวันนี้กระผมจึงทำตามสติปัญญาที่ได้ตรองและมองให้ผ่านหลายมิติหลายมุม อย่างไรก็ตามปัญหาปัจจุบันซับซ้อนมากเป็น เชิงระบบที่มีความสับสนและยุ่งเหยิงมากๆบางทีก็ได้แต่ทำใจให้สงบกับสภาวะปัจจุบันและทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ตามสมควร

เรียนแสดงความคิดเห็นด้วยความเคารพครับกระผม

     นิสิต