ชาวพุทธเรา โดยคร่าวๆ ประกอบไปด้วยคน ๒ กลุ่มใหญ่คือ พระภิกขุ และโยม ส่วนมากเรามักจะได้ยินเฉพาะเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนธรรมะแก่พระภิกขุสาวก ไม่ค่อยได้ยินธรรมะที่พระองค์สอนโยมเรื่องการทำมาหากินเท่าไรหนัก แต่ความจริงแล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณา ต่อสมาชิกในพุทธบริษัททุกคน โดยเฉพาะมนุษย์ที่ยังต้องทำมาหากินอย่างพวกเรานี้ เพราะนอกจากพระองค์จะสั่งสอนให้เราปฏิบัติดี ทำจิตให้ผ่องแผ้วแล้ว ยังได้ทรงสั่งสอนหลักการประกอบอาชีพแก่พวกเราด้วยเพื่อให้เรามีฐานะทางเศรษฐกิจดีตามสมควร เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตราบเท่าที่ยังอยู่ในวัฏสงสาร ซึ่งพบในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ทรงตรัสสอน ธรรมะ 3 หมวด ดังนี้ค่ะ
1.
การทำงานให้ประสพความสำเร็จเพื่อให้มีฐานะดีขึ้น
พระองค์สอนว่ามีแนวทาง 4 อย่าง
ต่อไปนี้ ที่ปฏิบัติแล้วย่อมจะเป็นทางเจริญชึ่งทรัพย์ คือ
1.1 ขยันทำงานอย่างฉลาดและถูกวิธี: อุฏฐานสัมปทา
1.2 เก็บออมเงินทองหรือทรัพย์สินที่ได้มาอย่างฉลาด:
อารักขสัมปทา
1.3 การรู้จักพบปะผู้คนและสร้างมิตรกับคนที่ดี:
กัลยาณมิตตตา
1.4 รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างเหมาะสม:
สมชีวิตา ฯ
2
หลีกเลี่ยงการทำให้ทรัพย์สินหมดไปโดยไม่มีประโยชย์
พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ว่ามีทางไม่ดี 4 ประการ
ที่จะทำให้ทรัพย์สินที่เกิดโดยชอบถึงแก่ทางเสื่อม คือ
2.1 เป็นนักเลงหญิง
2.2 เป็นนักเลงสุรา
2.3 เป็นนักเลงการพนัน
2.4 มีมิตรชั่ว สหายชั่ว
เพื่อนชั่ว
3
วิธีการปฏิบัติเพื่อประโยชน์และความสุขในภายภาคหน้า
พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ว่ามีแนวทางอีก 4 ประการ
ที่ปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายภาคหน้าแก่ทุกๆคนคือ
3.1 การมีศรัทธา ต่อพระพระพุทธเจ้า
ว่าพระองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญาตรัสรู้เอง ผู้เบิกบานแล้วในธรรม
และเป็นผู้สามารถจำแนกธรรมเพื่อสั่งสอนคนต่างๆ ได้
แต่เนื่องจากปัจจุบันพระองค์ปรินิพานไปแล้ว คงเหลือแต่ตัวแทนท่านคือ
ธรรมะ ดังนั้นเราต้องเคารพ และปฏิบัติตาม ธรรมะ คำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า
3.2 การเป็นผู้มีศีล โดยเฉพาะศีล 5 คือ
งดเว้นจากการฆ่าชีวีต หรือทำให้บาดเจ็บ งดเว้นลักขโมย งดเว้นพูดโกหก
หรือพูดไม่ดี งดเว้นประพฤติกามไม่เหมาะสม งดเว้นสุราสิ่งเสพติด
3.3 การให้ทาน การบริจาค
ก็คือการที่ผู้คนมีจิตใจไม่ตระหนี่ขี้เหนียว รู้จักการให้ และแบ่งปัน
ให้ด้วยใจยินในการแบ่งปัน เรียกว่าให้เกิดความยินดีในการสละ
3.4 เป็นผู้มีปัญญาและความเห็นที่ถูกต้อง
ตั้งแต่อย่างต่ำในชีวิตประจำวันและการงาน
ไปหาถูกต้องสูงสุดคือการที่เป็นผู้มีปัญญา
หรือประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับของสรรพสิ่ง
สามารถขจัดกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์ในที่สุด
หากเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ดี จะทราบว่า พระองค์สอนให้เราขยันทำงานโดยพึ่งพาตัวเอง ทำงานโดยใช้สมอง สติปัญญาอย่างฉลาด รู้จักเก็บออม และใช้ทรัพย์สินที่หามาได้อย่างเหมาะสม ในการใช้ชีวิตพระองค์ยังสอนให้เรารู้จักทำความดีด้วย เพื่อความสุขที่ยั่งยืน ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า พระองค์ไม่เคยสอนให้เราขี้เกียจ รอลุ้นโชคลาภ รอลุ้นหวยเพราะฉะนั้นเราต้องขยัน และลงมือทำงานตั้งแต่เดี่ยวนี้เลย.....
ที่มา : http://boonhome.net/modules.php?name=News&file=article&sid=7

เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนรูป มหา งง.
ที่แท้ก็ครูแป๋มนี้เอง
ครับ มหา สบายดี
ขอให้มีความสุขกับการทำงาน
หวัดดีครับครูแป๋ม โรงเรียนเจอ 2009 ไปเยี่ยมเยียนเหรอครับ แย่จังนะ ที่โรงเรียนของผมก็เอาการอยู่ แต่ยังไม่ยืนยันว่า เด็ก ๆ เป็นไข้หวัด 2009 หรือเปล่าครับ ขอบคุณที่เข้าไปทักทายกันนะครับ
สะสมเป็นข้อคิดสติเตือนใจได้เป็นอย่างดีครับ
ทำอะไรก็แล้วแต่ให้เรารู้เนื้อรู้ตัวอยู่เสมอในสิ่งที่กำลังทำขอรับคุณครู..
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้สาระดีๆเกี่ยวกับ
การทำงานให้ประสพความสำเร็จเพื่อให้มีฐานะดีขึ้น
ขอให้มีความสุขนะคะ
ขอบคุณค่ะ
การทำงานโดยนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทองค์มาเป็นเครื่องกำกับย่อมนำความเจริญมาให้คะ
หมั่นเจริญภาวนาด้วยคะ
การเจริญภาวนานั้นมี 2 อย่าง คือ การเจริญสมถภาวนา และการเจริญวิปัสสนาภาวนา คะ
สมถภาวนา เป็นการปฏิบัติเพื่อยังจิตให้เข้าถึงความสงบ
โดยเพ่งพิจารณาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนกระทั่งจิตนิ่งสงบเป็นสมาธิ
วิปัสสนาภาวนา เป็นการเจริญสติให้เกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงคะ
ว่าสังขารนี้เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง เกิดดับ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
อย่างนี้เรียกว่าเกิดปัญญา ปัญญาก็จะชำแรกจะประหารกิเลส เมื่อกิเลสลดน้อยลง
ความร้อนใจทุกข์ใจก็ลดลง ความเย็นก็ปรากฏ ความสุขก็ปรากฏ
ยิ่งความร้อนมอดลงไปดับสนิทเมี่อไร ก็พบกับความเย็นสนิทมากเท่านั้น คะ
นิยมและศรัทธาครูแป๋มมาตลอดคะ
ขอบคุณมากครับ ผมสนับสนุนให้คนปฏิบัติตามหลักศาสนาทุกศาสนาเราจะไม่ทะเลาะกัน