การประชุมวิชาการแห่งชาติ “๒๕๕๒ ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย” จัดโดย สกอ. ที่ อิมแพ็คท์ เมืองทองธานี   ระหว่างวันที่ ๒ – ๓ ก.ค. ๕๒   มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๓,๕๐๐ คน   ถือได้ว่าในภาพรวมประสบความสำเร็จสูงมากในการขับเคลื่อนขบวนการคุณภาพอุดมศึกษา


          ผม AAR ให้แก่ทีมจัดการประชุมด้วยความชื่นชม ว่าจัดได้ดีมาก   แต่การ AAR นี้มุ่งเสนอแนะวิธีการปรับปรุงให้การประชุมปีหน้าและปีต่อๆ ไป มีพลังยิ่งขึ้น    ผมมองว่าการประชุมแบบนี้คือเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูปอุดมศึกษา    ซึ่งถ้ามีวิธีจัดที่ดียิ่งขึ้น พลังจะยิ่งมาก


          ความเห็นของผม ได้จากมุมมองของคนแบบผม ซึ่งไม่จำเป็นจะถูกต้องทั้งหมด   ต้องรับฟัง AAR ของคนหลายๆ แบบ เอามาประกอบกัน  

 
          การประชุมนี้จัดแบบไม่เก็บค่าลงทะเบียน   จึงได้รับคำชมในแง่นี้   แต่มองอีกมุมหนึ่ง ทำให้มีผู้เข้าร่วมประชุมที่ด้อยคุณภาพ หรือไม่ค่อยสนใจสาระ ติดเข้ามาด้วย    และที่สำคัญคือเราไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เมื่อกลับไปแล้ว จะกลับไปทำอไรบ้าง    เราอยากได้ผู้เข้าร่วมประชุมที่มารับแรงบันดาลใจ หรือมาได้เครือข่าย และกลับไปลงมือทำงานวิชาการ    หรือปรับปรุงระบบงานของหน่วยงานของตน   นี่คือผู้เข้าร่วมประชุมคุณภาพสูง  


          ผู้เข้าร่วมประชุมคุณภาพต่ำคือคนที่มาฟัง มาดู มารับแจกเอกสาร เฉยๆ    กลับไปไม่ทำอะไร   เราไม่อยากได้คนแบบนี้ เพราะสูญเสียทรัพยากรเปล่าๆ    จึงมีโจทย์สำหรับปีต่อๆ ไป ว่าจะมีวิธีให้ได้ผู้เข้าร่วมประชุมคุณภาพสูงเข้ามาในสัดส่วนมากๆ


          High quality participants คือ คนที่เป็น actor type   ไม่ใช่ passive listener type


          การประชุมครั้งนี้ นอกจากช่วงประชุมในห้องใหญ่แล้ว    มีห้องย่อยที่ประชุมพร้อมกัน ๖ ห้อง   ผมมีข้อสังเกตว่า การรักษาเวลาไม่ค่อยดี   และบางห้องพูดไม่ค่อยตรงประเด็น


          ผมมีข้อสังเกตว่า การประชุมเน้นแบบผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงถ่ายทอดความรู้มากไป   ยังเน้น ลปรร. เรื่องราวของความสำเร็จเล็กๆ น้อยไป   ปีหน้าควรหาทางทำให้การรักษาเวลาดีกว่านี้    ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการติดต่อวิทยากร (รวมผู้ดำเนินการอภิปราย) ล่วงหน้า    มีเอกสารแจ้งวัตถุประสงค์ของแต่ละ session อย่างชัดเจน   และมีการซักซ้อมให้แม่นยำ    จะช่วยลดความเยิ่นเย้อของการพูดลง   และจะช่วยให้บรรยากาศเป็น dialogue มากขึ้น


          ผมคิดว่า การประชุมแบบนี้ต้องได้สมดุลระหว่างการขับเคลื่อนหลักการหรือทฤษฎี กับการขับเคลื่อนวิธีปฏิบัติ   การประชุมครั้งนี้มีลักษณะ ขับเคลื่อนหลักการ : ขับเคลื่อนวิธีปฏิบัติ = 80 : 20   การประชุมครั้งต่อๆ ไปควรจัดให้เป็น 50 : 50


          การขับเคลื่อนวิธีปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ผมชำนาญ   คือใช้ KM  ใช้ SSS ซึ่งมีเทคนิคเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย   โดยที่เคล็ดลับสำคัญคือ “การจับภาพ” เพื่อให้ได้ “ความสำเร็จเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่” เอามา ลปรร.   ซึ่งถ้า สกอ. ถนัดทำงานแบบ outsource จะ outsource งานส่วนนี้ออกไปให้ผู้มีความชำนาญทำ   ผมก็มีคำแนะนำให้ ว่ามีกลุ่มไหนบ้างที่มีทักษะนี้  

  
          ผมมองว่าการประชุมปีต่อๆ ไปควรเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสที่ ๙ ก.ค. หลังหยุดยาว    โดยทีมงานมา AAR กัน   เพื่อเอาความรู้จากประสบการณ์ปีนี้ไปใช้ปรับปรุงการวางแผนงานปีหน้า    และงานปีหน้าควรมีการเตรียมงาน ๑ ปี   มีทีมคณะทำงานจากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมกันทำงานให้บ้านเมือง (ไม่ใช่เป็นตัวแทนแต่ละมหาวิทยาลัย)    โดย สกอ. ใช้วิธีเลือกเจาะจงตัวบุคคลแล้วติดต่อขอยืมตัวมาทำงานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย  


          ที่ต้องรีบทำ AAR เพราะจะได้มีความทรงจำสดๆ เอามา ลปรร. กัน


          การเตรียมการณ์ปีหน้าควรเริ่มจากการกำหนด theme ของการประชุม และ sub-theme   โดยมีห้องย่อย ๖ ห้อง    สามารถมีได้ ๖ sub-theme หรืออาจมีได้ถึง ๑๒ subtheme   แต่ต้องไม่ลืมว่ายิ่งมาก sub-theme ยิ่งจัดยาก   ถ้ามี ๖ sub-theme แต่ละ sub-theme จะมีกิจกรรม ลปรร. ได้ ๔ ช่วง (session)    จะ ลปรร. ความรู้ปฏิบัติได้มากทีเดียว


          คณะทำงานจัดการประชุม มีหน้าที่ร่วมกันคิด theme, sub-theme และทำ mapping หา success stories ตาม theme และ sub-theme จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ    การออกแบบ theme, sub-theme เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์   โดยคำนึงตลอดเวลาว่า การจัดงานนี้มีเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุดมศึกษา    ให้อุดมศึกษาเชื่อมโยงกัน เชื่อมโยงกับการศึกษาระดับอื่นๆ เชื่อมโยงกับ real sectors   ให้อุดมศึกษาทั้ง ๔ กลุ่มเกิดความมั่นใจใน excellence ของตนเอง


          จะยิ่งดี ถ้ามีการทำ VCD เปิดงานด้วย success stories ที่สมควรยกย่อง และถือเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นว่านวัตกรรมอุดมศึกษาไม่ใช่เรื่องยากเกินไป   และมีนวัตกรรมได้ในทุกกลุ่มของอุดมศึกษา  

 
          ยิ่งดีถ้ามีการทำเอกสาร เรื่องเล่าความสำเร็จที่คณะทำงานเลือกสรรแล้ว ของสถาบันต่างๆ ตาม theme และ sub-theme   ทำเป็นหนังสือเผยแพร่    และ ทำเป็นแผ่นโปสเตอร์นิทรรศการ ที่เมื่อจบงานก็มอบให้สถาบันเจ้าของเรื่องเอาไปใช้ต่อไป   โดยมีการออกแบบโปสเตอร์ให้มีโลโก้เดียวกันหมด   มีทั้งโลโก้การประชุม และโลโก้สถาบันเจ้าของงาน   โปสเตอร์ต้องมรสาระและภาพที่แสดง excellence ที่น่าภาคภูมิใจ


          เรื่องผลงานที่เป็น SS – Success Story นี้ ต้องคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน   อย่าเลือกแบบหยวนๆ หรือเกรงใจกัน    อย่ายกเอา SS แบบด้อยคุณภาพมายกย่อง    ดังนั้น ต้องมีเกณฑ์คัดเลือกให้ชัด และอย่าเชื่อ “เขาบอก” ต้องมีคนไปดูจริงๆ    และคนไปดูต้องเชื่อถือได้


          หลักการก็คือ งานในปีต่อๆ ไป ควรจัดให้เกิดพลังความภาคภูมิใจในผลงานสร้างสรรค์หลากหลายระดับ หลากหลายแบบ ใน ๔ กลุ่มสถาบัน   และจัดให้บรรยากาศเอื้อให้เกิดความร่วมมือกันทำงานสร้างสรรค์ต่อ   เกิดโจทย์วิจัย เกิดการให้บริการ เกิดการสร้างสรรค์วิธีจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ   โดยควรเชิญภาคี “ผู้ใช้” ประโยชน์สถาบันอุดมศึกษา    โดยต้องไม่ลืมว่าแหล่งทุนวิจัย  บริษัทเอกชนที่เขาร่วมมือวิจัย  อปท. ที่เขาร่วมมือด้านการผลิตบุคลากรและด้านการวิจัยท้องถิ่น ฯลฯ เหล่านี้มองในมุมหนึ่งคือ “ผู้ใช้”    น่าจะได้รับเชิญมาเสนอผลงาน และ “หาคู่” ด้วย   

 

วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๕๒