เมื่อสัปดาห์ก่อน ช่วงเวลาสั้นๆท้ายชั่วโมงสอน มีโอกาสคุยนอกรอบ ด้วยไม่กี่ประโยคกับศิษย์คนหนึ่ง แต่ติดใจมาก เพราะไม่ได้ยินประโยคเหล่านี้จากลูกศิษย์บ่อยนัก “หนูคิดเชิงบวก ไม่งั้นอะไร ก็ดูแย่ไปหมด”
ผมตอบทันที ด้วยความคิดส่วนตัวที่มีต่อเรื่องนี้อยู่แล้ว “ครูก็คิดในเชิงบวก แต่ก็ไม่ลืมคิดในเชิงลบ เพราะมิเช่นนั้น ครูจะไม่พบความจริง”
วันรุ่งขึ้น ชั่วโมงถัดมา ก่อนที่จะสอนเนื้อหาสาระวิชา ผมเอ่ยประโยคนี้กับนักเรียนทั้งชั้น “ความคิดเชิงบวก..นักเรียนเห็นไงกันบ้าง”
คนหนึ่งบอก “มองในเชิงบวกไว้ก่อน”
โอเคเลย เห็นตรงกับครู “มองในเชิงบวกไว้ก่อน”
ลูกศิษย์คนเมื่อวานนี้บอกว่า “มองในเชิงบวก แล้วสบายใจ”
“นั่นส่วนตัวใช่มั้ย..แล้วส่วนรวมล่ะ ไม่ต้องคำนึงถึงเลยหรือ” ผมถาม
“เรื่องนั้นว่ากันทีหลัง” นักเรียนตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ก็พอได้” ผมสรุป
เหตุที่ครูพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะคิดดูแล้วว่าสำคัญ ครูดีใจที่ได้ยินประโยคเหล่านี้จากลูกศิษย์ของครู เพราะปกติไม่ค่อยได้ยิน ครูก็มองเชิงบวกไว้ก่อนเช่นกัน ถ้ามองแต่แง่ลบ เราคงไม่ต้องคุยกับใคร คบกับใคร หรือใครก็ไม่ต้องคุย ไม่ต้องคบกับเราแล้ว เพราะจริงๆแล้วทุกคนต่างก็มีทั้งดีและเลว..รวมถึงครูด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเหรียญสองด้าน ถ้าเลือกมองแค่ด้านเดียว จะพบความจริงของสิ่งๆนั้นได้อย่างไร
นักวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถพบหลักการ ทฤษฎี หรือสมมติฐานอะไรที่เป็นจริงได้เลย ถ้านักวิทยาศาสตร์เลือกมองเฉพาะแง่บวก แง่ดี โดยละเลยแง่ลบ หรือแง่เลวของสิ่งนั้นๆ หากข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์รวบรวมได้ ไม่จริงเสียแล้ว จะพบข้อสรุปที่เป็นจริงได้อย่างไร
มองด้านดีอย่างเดียว จะไม่ครอบคลุมความจริง ความจริงมีทั้งดีและเลว ฉะนั้น คิดในเชิงบวก จึงไม่ใช่ความจริง หากเราทำอย่างนี้จนเป็นนิสัย เราจะมิกลายเป็นคนหลอกตัวเอง หรือถูกหลอกอยู่เรื่อยๆดอกหรือ “เคยเรียนได้ 4.00 มาตลอด พอเกรดลดได้แค่ 3.60 ก็โดดตึกค่าตัวตายแล้ว อย่างนี้จะอธิบายอย่างไร ละเลยความจริง ใช่หรือไม่”
เหมือนตาบอดคลำช้าง ให้นักเรียนปิดตาคลำช้าง แล้วสรุปให้ได้ว่า รูปร่าง ลักษณะช้างเป็นอย่างไร ถ้านักเรียนเลือกที่จะคลำเฉพาะส่วนที่นักเรียนชอบ เพราะคิดว่าไม่อันตราย ปลอดภัย คลำที่ท้องดีกว่า คลำที่หางดีกว่า บางคนบอกคลำที่หัวดีกว่า ทั้งสามคนจะเล่ารูปร่าง ลักษณะช้างไปคนละอย่างเลย ถ้าจะให้ได้รูปร่าง ลักษณะช้าง ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด นักเรียนคงต้องคลำในทุกส่วนหรือมากส่วนที่สุด ใช่หรือเปล่า
การพัฒนาหรือการทำให้ดีขึ้น อาจเรียนรู้จากแง่ดี หรือความสำเร็จ แล้วก็เลียนแบบ ทำตาม ย่นระยะเวลาการเรียนรู้ เขาเรียกการจัดการความรู้ แต่การเรียนรู้จากแง่เลว หรือปัญหา ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ปัญหาคืออะไร ลองตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบ ประมวลผล วิเคราะห์ สรุป สุดท้ายจะรู้คำตอบที่แท้จริงของปัญหานั้นๆ เราเรียกวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือระเบียบวิธีวิจัย
ครูจึงบอกว่า เราเห็นตรงกัน “มองแง่ดีไว้ก่อน โดยไม่ละเลยแง่เลว” อยากจะรู้ความจริง แต่ข้อมูลทั้งหมดที่มี มันไม่จริง เราจะไม่มีวันพบความจริง..เว้นแต่จะหลอกตัวเองไปวันๆ
ที่ครูพูดมาทั้งหมด มิได้ต้องการให้เชื่อครู มิได้ต้องการให้เห็นอย่างครู แต่ต้องการให้นักเรียนรู้ว่า ครูคิดอย่างนี้ และเพราะเหตุนี้ ทั้งนี้ จะได้เป็นข้อมูลให้นักเรียนนำไปพินิจพิเคราะห์ ใช้วิจารณญาณ ว่านักเรียนควรจะคิดอย่างไร
พระพุทธเจ้ายังสอนไม่ให้เชื่อ เพราะว่าเป็นพระพุทธเจ้าเลย..ตรองดู
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ครูอ้อย เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
เคยคิดเหมือนกับ อ.ธนิตย์.. สับสน ค่ะ
บันทึกนี้ช่วยให้ดิฉันกระจ่างขึ้นค่ะ
การมองด้านดีด้านเดียวไว้ก่อนเป็นวิธีการของการครองตนร่วมโลกกับผู้อื่น
แต่การคิดของนักวิทยาศาสตร์ไม่น่าเกี่ยวกับการคิดเชิงบวก เพราะเป็นเองการค้นคว้าวิทยาการ ไม่ใช่เรื่องการครองตนอยู่ร่วมกันในสังคมนะคะ
หนูไม่คิดเอามาปะปนกันคะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ครูอ้อยด้วยเช่นกันครับ
อาจารย์ธนิตย์ครับ
ต้องขอชมเชยเด็กนักเรียนคนดังกล่าวด้วยใจจริงครับ ที่ว่า
หนูคิดเชิงบวก ไม่งั้นอะไร ก็ดูแย่ไปหมด”
นักเรียนคนนี้ สุดยอดครับ
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆที่นำมาฝากครับ
สวัสดีค่ะ
*** เด็กๆหลายคน มีรสนิยมในการอ่านดีขึ้น ทำให้มีวิธีคิดเป็นของตนเอง
*** นักเรียนที่อ่าน เดอะ ท็อป ซีเครต และ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก เมื่อได้พูดคุยด้วยพบว่าวุฒิภาวะเขาดีขึ้นค่ะ
การที่เราคิดในแง่บวก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่คิดในเชิงลบเลย ความคิดหนูเป็นแบบนี้ แต่ในที่สุดเราก็ต้องอยู่กับสังคมที่เป็นอยู่ให้ได้ใช่ไหมคะ ไม่ว่าคน คนนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องยอมรับเขาคนนั้น
เรียน ท่านอาจารย์ธนิตย์ ชีวิต เราเรียนรู้ คิดเชิงลบมาตลอดครับ ดู จากการออกข้อสอบแบบ "ปรนัย" ผิด มากว่า ถูก คงต้องแก้วิธีการเรียนรู้ด้วยใหมครับ