เพราะผมแสดงความคิดเห็นว่าก็ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการให้มีโรงเรียนสองภาษา ไทย-อังกฤษ ไทย-จีน ทำไมไทย-มลายู ถึงทำไม่ได้ การที่คนเราจะสื่อสารกันด้วยภาษาของเขามันผิดตรงไหน สมัยก่อนพวกผมเป็นเด็กนักเรียนก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้ภาษาถิ่นในการพูดคุยกันในโรงเรียน แล้วเราก็มาสอนให้ลูกพูดภาษากลางกลัวลูกจะขายทองแดง เดี๋ยวนี้เด็กพังงาภูเก็ต(ทั่วประเทศนั่นแหละ)พูดภาษากลางกับปู่ย่าตายาย พูดภาษาถิ่นไม่เป็น จนเดี๋ยวนี้หลักสูตรท้องถิ่นก็ต้องหันให้เด็กกลับมาพูดภาษาถิ่นกันอีก ก็ให้เขาสอนสองภาษาในโรงเรียนเสียก็หมดเรื่อง

          ต้องขออภัยที่ไม่ได้เขียนต่อเนื่อง เนื่องจากเดินทางไปทำกิจธุระของครอบครัวที่ อ.หาดใหญ่เสียสองวันเพิ่งกลับมาถึงเมื่อวานตอนเย็น หมดแรงเพราะขับรถไปกับครอบครัว ว่าจะไปเยี่ยมนมัสการพระมหาชัยวุฒิ ที่วัดบ่อยางก็ไม่ได้ไปเพราะมีความจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับ คงต้องไว้คราวหน้า เรามาว่ากันต่อดีกว่า

        เราได้เชิญ ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลามาแสดงความเห็นต่อข้อเสนอร่างรายงานของเราและทิศทางการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป เนื่องจากในตอนบ่ายท่านติดภารกิจ ท่านขอให้จัดเวลาให้ท่านขึ้นเวทีในช่วงนี้ ท่านมีข้อเสนอให้ทบทวนการเมืองปัจจุบันว่ามีความเหมาะสมเพียงใด ทำอย่างไรจึงจะมีศักยภาพในการนำการทหาร และยังมองว่าการเมืองในปัจจุบันนั้นคุณธรรมยังไม่สามารถนำการเมืองได้ ถ้าไม่มีความคุณธรรมแล้วจะให้สงบสุขได้อย่างไร  ท่านได้พูดให้ฟังถึงการเมืองนำการทหารถ้าจะให้ได้ผล การเมืองจะต้องมีความยุติธรรม นักการเมืองต้องมีคุณธรรมมิฉะนั้นจะให้นำอย่างไรก็ไม่เป็นผลเพราะชาวบ้านขาดศรัทธาต่อการเมืองที่ขาดไร้คุณธรรม และการเมืองที่ไร้คุณธรรมอาจจะเลวร้ายกว่าการทหารเสียอีก ท่านจี้ไปเลยว่าที่ภาคใต้ขาดความยุติธรรม การเมืองและการทหารจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับความยุติธรรม  ท่านยังมีข้อเสนอแนะให้พัฒนาการเมืองให้เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา แก้ปัญหาภาคใต้ต้องให้ประชาชน เอกชน ประชาสังคม มีความสำคัญให้เขากำหนดอนาคตตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

        จากนั้นก็มีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาบางท่านก็อาศัยเวทีของเราโจมตีทางการเมืองใช้คำถามถามมาที่ผู้ดำเนินรายการแต่ความจริงฝากไปที่รัฐบาลมากกว่า เช่น

ถามว่าเงินที่ส่งไปใช้แก้ปัญหาภาคใต้เกิดประโยชน์จริงไหมคุ้มค่าไหมฟุ่มเฟือยหรือเปล่า

เราสอบตกเรื่องการข่าวหรือไม่

แก้ปัญหาถูกจุดจริงหรือ

บางท่านก็มาเสนอแนะให้ลดกำลังทหาร ให้ดูแลปากท้องของประชาชนให้มากขึ้น ให้สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริง ให้มีเขตปกครองพิเศษ

ทหารท่านก็ว่าทำงานการเมืองนำการทหารอยู่แล้ว งานการเมืองทำโดยผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และทำร่วมกันทุกฝ่ายทั้งตำรวจ ท้องถิ่น (ท่านออกมาโต้บังยุบ อิอิ) เรื่องการสื่อสารก็เช่นกันชาวบ้านเขาไม่ดูทีวีไทยเขาดูของมาเลย์ (มาโต้คุณปองจิต จากมะขามป้อม) โรงเรียนสองภาษาก็ทำแล้วมีโรงเรียนนำร่อง(อันนี้โต้ของผม เพราะผมแสดงความคิดเห็นว่าก็ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการให้มีโรงเรียนสองภาษา ไทย-อังกฤษ ไทย-จีน ทำไมไทย-มลายู ถึงทำไม่ได้ การที่คนเราจะสื่อสารกันด้วยภาษาของเขามันผิดตรงไหน สมัยก่อนพวกผมเป็นเด็กนักเรียนก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้ภาษาถิ่นในการพูดคุยกันในโรงเรียน แล้วเราก็มาสอนให้ลูกพูดภาษากลางกลัวลูกจะขายทองแดง เดี๋ยวนี้เด็กพังงาภูเก็ต(ทั่วประเทศนั่นแหละ)พูดภาษากลางกับปู่ย่าตายาย พูดภาษาถิ่นไม่เป็น จนเดี๋ยวนี้หลักสูตรท้องถิ่นก็ต้องหันให้เด็กกลับมาพูดภาษาถิ่นกันอีก ก็ให้เขาสอนสองภาษาในโรงเรียนเสียก็หมดเรื่อง)

มีคำถามมากมายครับ แต่ถามให้เราตอบข้อเท็จจริงแต่ใครจะตอบละครับเพราะไม่มีใครรู้จริง เช่น ถามว่าการทำร้ายทหาร ตำรวจ ครู พระสงฆ์ เขาว่ามีการจ้างกะเหรี่ยง พม่า มาวางระเบิดจริงหรือไม่ มีการฆ่ามุสลิมในมัสยิดโยนความผิดให้รัฐสร้างความแตกแยกจริงหรือไม่ แฮ่ะๆ รัฐบาลยังตอบไม่ได้ มาถามให้พวกผมตอบ...ผมจะตอบบังไงละครับ

มีผู้เสนอให้ใช้คำว่า สังคมจิตวิทยานำการทหาร แทนการใช้ การเมืองนำการทหาร

มีผู้เสนอแนะว่า ปัญหาในภาคใต้มันเป็นปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว การแก้ปัญหาต้องให้คนในครอบครัวเขาแก้กัน ไม่ใช่ให้คนจากที่อื่นไปแก้ปัญหา

ผู้ฟังเสนอแนะอย่างน่าฟังอีกว่าอยากเห็นรูปธรรมของการแก้ปัญหา เจ้าของปัญหาต้องลงไปแก้และกำหนดอนาคตของตัวเอง และได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมานี้พวกเขาได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมกันเอง (อิอิ ผมตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ลงพื้นที่หลายเดือนมาแล้วว่า พอลงพื้นที่ภาคใต้มีการจัดงานแต่ละงานทำไมเขาชอบใช้ชื่อมหกรรมกันนักหนาก็ไม่รู้....) ปรากฏว่ามีคนมาร่วมงานถึง ๔,๐๐๐ คน ไม่มีหน่วยงานภาครัฐหน่วยใดไปร่วมด้วยเลย ชาวบ้านมากันเอง เอาข้าวห่อกันมาเอง เขามาระดมความคิดกัน สร้างรูปธรรมให้เป็นจริง ช่วยกันคิดช่วยกันบอกสิ่งใดใช่สิ่งใดไม่ใช่ ชาวบ้านเขาฝากบอกว่าเขาเบื่อการอบรมสัมมนาโดยภาครัฐเต็มทีแล้ว เลิกโยนเงินให้เขาเสียที...

ผมขอหยุดการเสวนาในช่วงเช้าเมื่อเวลาประมาณ ๑๒.๓๐ น.

ในช่วงบ่ายก็มีการเสวนากันต่อในหัวข้อ ข้อเสนอร่างรายงานและทิศทางการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย มีท่านอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร,พลโทดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ/ผู้แทนกอ.รมน.,นายนพ เฟื่องฟู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.บต.(ข่าวกรอง),รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และนายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ งานนี้ดำเนินรายการโดยพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ และคุณศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์ ซึ่งเป็นมืออาชีพคล่องกว่าผมเยอะ....

ถัดจากนั้นก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็น โดย ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้มาร่วมฟัง

 และท่านได้ขึ้นปาฐกถาปิดการสัมมนาในหัวข้อ ทิศทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ในระยะต่อไปของรัฐบาล ซึ่งผมได้อยู่ฟังเพียงเบื้องต้นเพราะต้องรีบเดินทางไปสนามบินกลับภูเก็ต จึงขอรายงานเพียงเท่านี้ อิอิ...