..........สักครังหนึ่งในรอบปีเราเคยให้อะไรใครโดยปราศจากการหวังผลบ้างไหม.....จากวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา (4-5 กรกฏาคม 2552)ผมได้ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มลูกศิษย์จากศูนย์ฐานเทคโนโลยีในสองสาขาวิชา.......ประกอบด้วยสาขาวิชาบริหารธุรกิจ และ สาขาวิชา การจัดการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม.......สาขาวิชาบริหารธุรกิจส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาสตรีประมาณร้อยละเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนนักศึกษาสาขาวิชา การจัดการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาผู้ชาย นักศึกษาทั้งสองกลุ่มนี้ประมาณหกสิบคนล้วนแต่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงาน และงานอาชีพอิสระ ทุกคนมีงาน อาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นผู้ใหญ่ ดำรงสถานะเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ในแต่ละปีที่เขาเหล่านั้นทำงาน เขาจะมุ่งมั่นกับงานที่รับผิดชอบ เขามุ่งมั่นกับสถานะภาพตนเอง เขามุ่งมั่นกับการเจริญเติบโตของหน่วยงาน และองค์กรที่ผูกพันธ์กับเขาอยู่........
.......เขาทำงาน เขาดูแลครอบครัว..........และเขา.......ถึงวันหนึ่งที่เขาเข้ามาอยู่ร่วมกันกับเพื่อนที่ต่างวัย ต่างสถานะ ต่างความคิด ต่างสังคม และแตกต่างกันด้วยหลายๆสิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ต่างกันเลย คือความรักที่ให้แก่กัน เขารักเพื่อน รักพี่ รักน้อง รักสถาบัน และเหนืออื่นใด ผมคิดว่า และคงเข้าใจได้ถูกต้องที่สุด เขารักครูของเขา ซึ่งแน่นอนที่สุด นิยามของคำว่าครู มันมากกว่าที่คิด มันยิ่งใหญ่กว่าที่ฝัน มันยิ่งกว่าบันลังก์และมงกุฏเพชร ผมคิดว่านั่นแหละสิ่งที่ครูๆทั้งหลายต้องตระหนัก และอยู่ในจิตสำนึกตลอดเวลา ของคำว่าครู........
.......จากวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา (4-5 กรกฏาคม 2552)ณ โรงเรียนบ้านพุเข็ม อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ผมออกจากกรุงเทพฯเวลาประมาณ 07.30 น ซึ่งเป็นวันที่ผมกำลังนอนสบายอยากจะงีบอีกสักนิด แต่ก็ต้องรีบตื่นเพราะได้นัดหมายกับคณะ และลูกศิษย์จำนวนมาก ฮัลโหล ฮัลโหล มานุชา นายเรียบร้อยแล้วหรือยัง ผมมารอคุณแล้วนะ ด้วยจิตวิตกกลัวหิว เห็นร้านไก่ย่างวิเชียรบุรีจอดรถรอมานุชาตรงนี้แหละ ข้าวเหนียวหนึ่ง น้ำตกคอหมูย่างหนึ่ง ส้มตำไทยหนึ่ง ฮัลโหล ฮัลโหล ผมรอคุณที่ร้านไก่ย่างวิเชียรบุรีนะ แน่นอนก่อนออกเดินทางต้องอิ่มไว้ก่อน ซึ่งปกติแล้วผมทานอาหารพวกนี้น้อยครั้งมากเพราะไม่เคยชิน แต่ก็รู้ว่าถ้ามีการเดินทางให้ทานอาหารอิสานเพราะจะได้อยู่ท้อง และแก้หิวได้นาน....เจอข้าวเหนียวแล้วไว้ใจได้ ครับพี่น้อง ........เดินทางประมาณสามชั่วโมงเราก็มาถึงเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เราต้องเข้าไปในภูเขาอีกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร บนพื้นถนนที่เป็นดินลูกรัง ผ่านหมู่บ้านต่างๆที่มีชื่อแปลกๆไม่คุ้นหู แต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นภาษาถิ่น ที่น่าจะเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อย เราเข้ามาจนถึงหมู่บ้านสุดท้ายในสำมะโนประชากรไทย โดยมีผุ่นสีแดงไล่ตามหลังอย่างไม่หยุดยั้ง บางครั้งพอเราเบรคมันยังแซงเราเสียอีก เรากลัวมันจะแซง มานุชาเลยเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นไปอีก พร้อมกับหันไปมองฝุ่นที่ท้าแข่งกับเขา ฝุ่นเอ๋ย ให้รู้บ้างไผ เป็นไผ พร้อมกับหันมองมาทางผม ผมได้แต่ยิ้มให้ (ปลอบใจตัวเอง)......
........ตูจะรอดไหมนี่.......เฮ้ยถึงแล้ว ถึงแล้ว ผมตะโกนด้วยความดีใจเห็นแล้วโรงเรียนบ้านพุเข็ม ผมเห็นชาวบ้าน ผมเห็นครู ผมเห็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ (ไม่รู้เหมือนกันใครเป็นครูใครเป็นชาวบ้าน แต่นักเรียนนะรู้) ต่างคนต่างขมักเขม่นขุด ขุด และก็ขุดรู ด้วยความเข้มแข็งกลางแสงแดดที่ร้อนเปรี้ยงๆ
........สวัสดีครับครู....ผมเอ่ยปากเมื่อพบผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก้มๆเงยๆขุดรูอยู่ ...เขาก็ลุกขึ้นและพูดว่าสวัสดีครับ ผมเป็นภารโรงครับ ที่อยู่ไกลๆโน้นครับเป็นครู ผมปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อทีเดียว หน้าแตกจนเย็บไม่ติด ถ้าต้องศัลยกรรมก็คงต้องเสียเงินเยอะมาก แต่เอ ผมจะรู้ได้ไงเหรอว่าใครเป็นครู และใครเป็นภารโรง เพราะทั้งครูทั้งภารโรงมีสภาพไม่ได้ต่างกันเลย เนื้อตัวเปรอะไปด้วยดิน เขาทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข เขาไม่ได้แสดงตน ของความเป็นนาย และลูกน้อง เขาทำงานด้วยกันอย่างมีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายเดียวกัน ข้างๆครู มีลูกศิษย์ตัวเล็กโกยดิน ขนหิน อย่างทะมัดทแมง ผมอดที่จะคิดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับเด็กในกรุงเทพที่พ่อแม่ส่งเรียนโรงเรียนติว พักเที่ยงกินไส้กรอก แฮมเบอร์เกอ จิบน้ำอัดลม นอนห้องแอร์ .......
.......หนูๆ ลูกๆ เอ๋ย มานี่หน่อย ครูบังเอิญ ครูอัตราจ้างเพียงคนเดียวของโรงเรียน เธอทั้งสาวและสวย และยังมีจิตใจที่ดีงาม อาจารย์หยก อาจารย์คนเก่งอีกคนหนึ่งของฐานเทคโนโลยีที่เตรียมขนม นม เนย ร่วมกับลูกศิษย์สวยๆอีกจำนวนหลายสิบคนเตรียมขนมมาแจกเด็กๆ ฮ่า ฮ่า นางงามรักเด็กครับ (ล้อเล่น )จริงๆแล้วผมรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ สัญชาติญาญความเป็นแม่ของผู้หญิงสูงมากครับ........... ผมวัดจากความรักที่แม่ให้ผม....... ผมรู้จากสิ่งที่แม่ทำ ผมเห็นจากสิ่งที่แม่เป็น แม่ครับผมรักแม่...........เด็กๆ มารับขนมด้วยรอยยิ้มที่น่ารัก บางครั้งอาจสังเกตุเห็นความหวาดระแวงบ้าง(ใครว่ะ อยู่ๆ เอาขนมมาแจก ตูงงนะนี่) พี่น้องครับ มันเป็นอย่างนี้แหละ ก่อนหน้านี้บ้านเมืองเรา คนไทยของเรา จะทำอะไร เราไว้วางใจกัน ไม่มีแทงข้างหลัง ไม่มีหักหน้า ตีเข่า ไม่หลอกลวง ไม่ปลิ้นปล้น ตลบแตลง และ วาระซ่อนเร้น วางปม ผูกเงื่อน ที่แย่ๆ คนไทยจึงวางใจ ไว้ใจ และเป็นมิตร แต่บัดนี้เหตุการณ์มันเปลี่ยนไป ผู้ใหญ่เป็นเสียเอง แล้วเด็กก็ต้องเป็น เป็นเพื่อความอยู่รอด ......
แล้วเราจะทำอย่างไรให้กับคนไทย ชาติไทย ในขณะที่สังคมมันป่วย มันป่วย ระดับไอ ซี ยู.......................
ลูกศิษย์ของผมทั้งหญิง และชาย ต่างช่วยกันพัฒนาโรงเรียนบ้างก็ขนปูน บ้างก็ปักเสา บ้างก็ทำโน่นทำนี่ตามแต่ได้ตกลงและวางแผนกันไว้ล่วงหน้า แผนน่ะแผน poscorb หรือ
pole ก็ได้ ..............................
น้ำมั๊ยน้ำ เสียงแจ้วๆมาแต่ไกล บนถาดสแตนเลสสีขาว วางไว้ด้วยแก้วพลาสติกสักสิบใบผสมน้ำแดงแปร๊ด ไอเย็นระเหยฉ่ำมาแต่ไกล ด้วยใบหน้ายิ้มละมุนของหนูเอ็ฟ และเพื่อนๆที่เป็นหน่วยสนับสนุน อันชื่นใจ (นางงามรักเด็กแล้วก็ทำงานหนักด้วย)................................
ทุกคนทำงานกันด้วยเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และจิตสำนึกของการเป็นคนไทยที่ดี พลเมืองที่พึงประสงค์ของชาติ ขอปรบมือให้กับพลเมืองที่ดีของชาติทุกคน.............
................โอกาสหน้าฟ้าใหม่เราคงได้ร่วมกันเป็นคนดีของชาติต่อไป ขอให้ทุกคนถือคติ เดินไปไหน เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน
สวัสดีค่ะท่าน