อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา

ข้อความนี้มักมีผู้นำไปอ้างเสมอในการสอนธรรมเชิงปฏิบัติ วันนี้ก็มีผู้สงสัยถามมาว่า คำไหนที่แปลว่า มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน เพราะมองไม่เห็นศัพท์เลย ศัพท์ใดกันแน่ที่แปลว่า ความเพียร เผา และ กิเลส (ถามมาทาง Email ซึ่งผู้เขียนบอกหลายครั้งแล้วว่า ไม่ตอบคำถามหรือไม่รับปรึกษาปัญหาทุกกรณีผ่านทาง Email)... แต่ประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญ จึงใคร่จะใช้บันทึกนี้ขยายความย่อๆ เพื่อคลายความสงสัย...

อาตาปี สมฺปชาโน สติมา ข้อความนี้ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฏกหลายที่ ส่วนที่นิยมอ้างนั้น มาจาก มหาสติปัฏฐานสูตร ผู้สนใจจะอ่าน คลิกที่นี้ โดยพระสูตรนี้ ท่านแปลข้อความนี้สั้นๆ ดังนี้

  • อาตาปี = มีความเพียร
  • สมฺปชาโน = มีสัมปชัญญะ
  • สติมา = มีสติ
  • อาตาปี สมฺปชาโน สติมา = มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

 

ในประเด็นที่ถามมา สำหรับผู้เป็นมหาเปรียญนั้น มิใช่เรื่องยากหรือลึกลับเลย เพราะสามารถตอบได้ทันทีว่าศัพท์ว่า อาตาปี นี้แหละ ที่แปลว่า มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส หรือ มีความเพียรย่างกิเลสให้เร่าร้อน และอาจแปลสั้นๆ พอได้ความว่า มีความเพียร

อาตาปี มาจากรากศัพท์ว่า ตปฺ ซึ่งศัพท์นี้ถ้าจะแปลเป็นศัพท์ที่ไม่ต้องเรียกหากรรมของประโยค (intransitive verb) ก็จะแปลว่า ร้อน ... แต่ถ้าแปลเป็นศัพท์ที่เรียกหากรรมของประโยค (Transitive verb) ก็จะแปลว่า เผา ...

ส่วน อา เป็น อุปสัคใช้นำหน้ารากศัพท์ในความหมายว่า ทั่ว. ยิ่ง. ขยายความว่า ทั่วทั้งหมด ทั่วทุกอย่าง หรือ ยิ่งๆ ขึ้นไป นั่นคือ ช่วยหนุนให้รากศัพท์มีความหนักแน่นยิ่งขึ้น แต่อุปสัคนั้น บางครั้งจะไม่แปลออกความหมายก็ได้เพื่อมิให้รกเรื้อเกินไป และครั้งนี้ผู้เขียนก็จะไม่แปล...

อาตาปี เป็นศัพท์ตัทธิต ซึ่งเดิมเป็นศัพท์นามกิตก์ว่า อาตาโป (อาตาปะ) โดยมีการตั้งวิเคราะห์ว่า...

  • กิเลเส อาตปติ เตนาติ อาตาโป
  • บุคล ย่อมเผา ซึ่งกิเลสทั้งหลาย ด้วยความเพียรนั้น ดังนั้น ความเพียรนั้น ชื่อว่า อาตาปะ (เป็นเครื่องเผากิเลส)
  • กิเลเส อาตาเปติ เตนาติ อาตาโป
  • บุคล ยังกิเลสทั้งหลาย ย่อมให้เร่าร้อน ด้วยความเพียรนั้น ดังนั้น ความเพียรนั้น ชื่อว่า อาตาปะ (เป็นเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน)

ตามนัยนามกิตก์นี้ จะเห็นว่าคำว่า อาตาปะ เป็นคำคุณนามขยายความเพียร โดยถ้าแปลว่า เผา ก็จะได้ว่า (ความเพียร) เป็นเครื่องเผากิเลส ... ถ้าแปลว่า ร้อน ก็จะได้ว่า (ความเพียร) เป็นเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน

 

จาก อาตาโป ซึ่งเป็นศัพท์นามกิตก์นั้น ก็ตั้งวิเคราะห์ตามนัยตัทธิตได้อีกครั้งว่า..

  • อาตาโป ตสฺส อตฺถีติ อาตาปี
  • ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ของบุคลนั้น มีอยู่ ดังนั้น บุคลนั้น ชื่อว่า อาตาปี (มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส)
  • อาตาโป ตสฺส อตฺถีติ อาตาปี
  • ความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน ของบุคลนั้น มีอยู่ ดังนั้น บุคลนั้น ชื่อว่า อาตาปี (มีความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน)

ตามนัยตัทธิตนี้ อาตาปี จะแปลงมาเป็นคำคุณนามขยายบุคล โดยถ้าแปลว่า เผา ก็จะได้ว่า (บุคล) มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส... แต่ถ้าแปลว่า ร้อน ก็จะได้ว่า (บุคล) มีความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน

 

สรุปว่า อาตาปี ถ้าจะแปลให้ได้ความสั้นๆ ก็ มีความเพียร ... แต่ถ้าจะแปลออกศัพท์ ก็อาจยักเยื้องไปตามโวหารได้ เช่น มีความเพียรเป็นเครื่องย่างกิเลสให้เร้าร้อน มีความเพียรเผาผลาญกิเลส ฯลฯ...

อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์บาลีที่แปลว่า ความเพียร นั้นก็มีหลายศัพท์ แต่มิใช่ว่าบางศัพท์จะใช้แทนกันได้ (สอบบาลีประโยคสูงๆ ใช้ศัพท์ผิดคำเดียว ท่านอาจปรับตกได้ โดยให้ความเห็นว่าไม่สมภูมิรู้ หรือผิดหลักธรรม)...  เหมือนดังภาษาไทยว่า กิน แดก ฉัน ยัด ทาน รับ รับทาน รับประทาน เสวย ฯลฯ ในภาษาไทย ต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ... ประมาณนั้น

อนึ่ง อีก ๒ ศัพท์ คือ สติมา (มีสติ) และ สัมปชาโน (มีสัมปชัญญะ) ขอผ่าน... แต่ยืนยันว่าที่ท่านแปลนั้นถูกต้อง