KM คือเครื่องมือที่แต่ละท่านมีอยู่แล้ว สำคัญที่การมองสิ่งที่ท่านมีให้เห็น ....และ “เห็นมากกว่าสิ่งที่ท่านมี” นั่นก็คือการดึงศักยภาพตัวตนของแต่ละท่านที่ศิลาสะท้อนให้เห็นในวันแรกของการอบรมออกมาใช้ แล้วหยิบฉวยเครื่องมือต่าง ๆ ใกล้ตัวของท่านออกมาหาปลากันดู

ก่อนที่จะเล่าเรื่อง (Storytelling) เกี่ยวกับการไปเป็นวิทยากรเรื่อง  “การจัดการความรู้จากกระบวนการเรียนรู้ภายใน” ที่สมุทรสาคร ในโครงการอบรม “การจัดการความรู้ของครู กศน. สมุทรสาคร” ระหว่างวันที่ 2- 3 กรกฎาคม 2552  ขอกล่าวคำขอบพระคุณท่านผู้มีพระคุณที่ทำให้ศิลาได้มีโอกาสเผยแพร่ความรู้ในศาสตร์ที่ตนได้ศึกษามาร่วมสิบปี

 

ผู้ชักนำเข้าสู่วงการการศึกษานอกระบบ : ท่านอาจารย์ขจิต   ฝอยทอง,     คุณพี่ครูสุนันทา,   ท่านผู้อำนวยการการศึกษานอกโรงเรียนสมุทรสาคร (ท่านพยุงศักดิ์) 

 

ผู้เกื้อกูลร่วมทีมงานจัดอบรม : คุณพี่ Krutoi ที่แสนดี,  กัลยาณมิตรคู่ใจศิลาสองท่านที่ติดตามไปช่วยเหลือเรื่องคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกทั่วไปแก่ศิลา

 

ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาแนวทางในการฝึกอบรม : คุณเอก และน้องซวง

 

และท่านครูอาจารย์ รวมถึงกัลยาณมิตรทุกท่านที่อยู่ในทีมเดียวกัน

 

                          

ศิลาต้องขอออกตัวว่าตนเองค่อนข้างหลุดออกจากกรอบใด ๆ การนำเสนอก็จะไม่นำเสนอเนื้อหาสาระล้วน ๆ ของการอบรม ว่าได้ถ่ายทอดความรู้ที่เป็น “content” อย่างไรบ้าง  แต่จะเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับ “กระบวนการ” ในการอบรมครั้งนี้

 

                     

   

ศิลามองเห็นว่ามีหลายท่านทีเดียวที่เข้าใจว่าการจัดการความรู้นั้นเป็นตัวทฤษฎี หรือเนื้อหาที่จะต้องมาเล่าเป็นองค์ความรู้ เป็นขั้นตอน เป็นระบบ นำแนวคิดเกี่ยวกับศาสตร์เรื่องนี้มาฉายภาพเป็น slide แล้วอธิบายในรายละเอียดซึ่งเป็นรูปแบบ เป็นวิธีการเรียนรู้ในห้องเรียนที่มี “ครู” เป็นผู้สอน และมีนักเรียนหลายคนมานั่งฟัง

 

                

สิ่งที่ศิลาพยายามจะสื่อความหมายตั้งแต่ก้าวแรกของการนำเสนอก็คือการดึงวิธีจัดการความรู้ของ “ครู” ออกมาจากตัว “ครู” เอง โดยมองว่าความรู้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัว  หากไม่มีก็ค้นคว้าศึกษาให้มีขึ้นมาได้  แต่สารัตถะก็คือ “การรู้” ศักยภาพของตัวตนในตัวเอง เพื่อที่จะดึงความรู้ที่แฝงเร้น (Tacit Knowledge) ออกมาให้ปรากฎเป็นความรู้เชิงประจักษ์ (Explicit Knowledge) ให้ได้

 

ดังนั้น ศิลาจึงนำ Enneagram (นพลักษณ์) เข้ามาสะท้อนตัวตนของคุณครูทุกท่านที่เข้าร่วมอบรม โดยมีขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ดังนี้

 

Step 1 (ช่วงเช้าของวันแรกในการอบรม)

กระบวนการในการเรียนรู้ตัวตนเริ่มจากการเล่าเรื่องเชิงบรรยายเกี่ยวกับศูนย์ใจ  สมอง  และกาย (สัญชาตญาน)  ซึ่งแต่ละศูนย์ประกอบไปด้วย 3 ลักษณ์ (รายละเอียดอยู่ในบล๊อกรู้ตัวเพื่อการพัฒนาจิต)  พร้อมกับยกตัวอย่างบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันดีเพื่อให้เห็นบุคลิกภาพภายนอก แล้วสะท้อนกลับมาที่บุคลิกภาพภายในที่แต่ละลักษณ์ยึดติด

 

Step 2

การอ่านป้ายข้อความสำคัญของแต่ละลักษณ์ แล้วให้แต่ละท่าน นั่งตามกลุ่มลักษณ์นั้น ๆ  แล้วสนทนากันว่าทำไมจึงเข้าใจว่าเป็นลักษณ์นั้น โดยตีความคำสำคัญในแผ่นป้ายข้อความที่ให้ไว้

 

Step 3

ศิลาเดินไปตั้งคำถาม เพื่อให้แต่ละท่านในกลุ่มสะท้อนตัวตนออกมา  ตอบคำถามตามรูปภาพใน slide และตอบคำถามตามโจทย์ที่ตั้งไว้ ผลสรุปคือในภาพรวม ทุกคนยืนยันและยอมรับว่าตนเป็นลักษณ์นั้นด้วยความเต็มใจและดูเหมือนจะภาคภูมิใจที่ “ฉันก็เป็นฉัน” "ฉันได้ค้นพบตัวฉัน"   โดยคำตอบในแต่ละภาพ แต่ละโจทย์ที่ตั้ง  แต่ละกลุ่มจะตอบแตกต่างกันสะท้อนวิธีคิด การแสดงความรู้สึกทางอารมณ์และการกระทำได้อย่างมีลักษณะเฉพาะของลักษณ์ตน  จึงเชื่อได้ว่าทุกคนสอบผ่านการทำความเข้าใจในลักษณ์ตน เนื่องจากสามารถอธิบายตัวเองได้สอดคล้องกับลักษณ์นั้น ๆ

 

Step 4(ช่วงบ่ายของวันแรกในการอบรม)

เชิญตัวแทนแต่ละลักษณ์มาสัมภาษณ์เจาะลึก โดยแบ่งเป็น 3 รอบ

รอบแรก    เป็นศูนย์ใจ   (ลักษณ์ 2, 3 และ 4)

รอบสอง   เป็นศูนย์หัว   (ลักษณ์ 5, 6 และ 7)

รอบสาม   เป็นศูนย์ท้อง (ลักษณ์ 8, 9 และ 1)

       

 

แต่ละรอบก่อนการสัมภาษณ์ (TypingInterview) ศิลาจะเปิดเพลงบรรเลงทั้งสามช่วง เพื่อขับกล่อมจิตใจ  ปรับโหมดอารมณ์

 

ผลสรุปคือทุกคนสามารถถ่ายทอดลักษณะเฉพาะของบุคลิกภาพภายในตัวเองได้อย่างชัดเจน และเห็นความแตกต่างระหว่างตัวเองกับผู้อื่น

 

แต่ละช่วงตอนของการพูดคุยซักถามวิธีคิด ความรู้สึกภายใน และการแสดงออก  ศิลาจะทำตัวเป็นกระจกสะท้อนภาพของแต่ละท่านโดยปราศจากการตัดสินใด ๆ เพียงแต่จะให้แต่ละท่านได้ทบทวนตัวเอง มองเห็นสิ่งที่ผ่านมาในห้วงความคิด ความรู้สึก ซึ่งเป็นการหยุดคิดสิ่งภายนอก ให้ย้อนกลับมามองที่กระบวนการเรียนรู้ภายในตัวเอง  เพื่อจะได้มองเห็นศักยภาพตัวตนในการดึงสิ่งดี ๆ จุดแข็งของตัวเองออกมาใช้ โดยมีเป้าหมายที่จะตอบโจทย์ใหญ่ว่า “รู้ศักยภาพตนเอง” แล้วจะนำไปจัดการความรู้ในชุมชนของตนอย่างไร  ซึ่งคำตอบนี้แต่ละคนเท่านั้นที่จะตอบได้ เพราะเป็นผู้รู้บริบทในพื้นที่ของตนเอง  ศิลาทำได้เพียงเสนอเครื่องมือหาปลาแต่หากว่าท่านใดจะมาหาปลาจากการถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้ (หมายถึงเนื้อหาความรู้ที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ตนได้เลย)  ศิลาก็ต้องขออภัยอย่างสูงที่ทำให้ท่านที่เข้าใจเช่นนั้น ผิดหวังค่ะ  แนวการอบรมของศิลาจะกระตุ้นกลุ่มให้มองกลับมาค้นหาศักยภาพของตนเองเป็นหลัก  หากท่านใดมองเห็นก็จะเป็นประโยชน์แต่ตัวเอง  เพราะสุดท้ายแล้ว  พ้นจากเวทีนี้ไปไม่มีพี่เลี้ยงค่ะ

 

มิติของการจัดการความรู้ตามความเข้าใจของศิลา จริง ๆ แล้วเป็นการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฎิบัติที่มีอยู่แล้วไปจัดระบบเป็นศาสตร์หรือองค์ความรู้ให้ง่ายแก่ความเข้าใจ  แนวคิดทฤษฎีจึงเกิดมาภายหลังการปฏิบัติจริงของเราซึ่งจริง ๆ แล้วเราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราได้จัดการความรู้แก่ชุมชนอยู่เป็นประจำด้วยวิธีที่เนียนไปกับเนื้องานของเรา  ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของเรา  ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเรา  เพราะเราเข้าใจและเข้าถึงชุมชนของเราดังนั้น อย่าไปมองความรู้ที่ไกลออกจากตัวมากนัก  สิ่งเหล่านั้นเราจะหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือภายหลังหากเราสนใจเรื่องอะไร ก็ค้นคว้าเอาเองได้  จะด้วยการพิมพ์คำที่ต้องการใน google หรือด้วยการถามผู้รู้นั่นคือเราได้มีฉันทะ การใฝ่รู้ ใฝ่เรียนแล้ว  ความรู้ในเรื่องที่เราไม่รู้ก็จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องมีการยัดเยียดทฤษฎีให้ตั้งแต่แรกจงมองคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่ให้เห็น…มองให้เข้าถึงใจเราเอง...

 

Step 5

ศิลาได้แนะนำการเป็น Blogger ของตัวเองคร่าว ๆ   วิธีคิดและวัตถุประสงค์ที่แฝงอยู่ในการทำ Blog  เพื่อที่จะเกริ่นนำสำหรับการจัดการความรู้ในการเป็น Blogger ใน G2K ซึ่งคุณพี่ Krutoi จะมาทำหน้าที่เป็นวิทยากรในเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม (วันที่สองของการอบรม)

 

Step 6 (ช่วงบ่ายวันที่สองของการอบรม)

ศิลาอธิบายทฤษฎี Dialogue  และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Discussion VS Dialogue   จากนั้นก็อธิบายคร่าว ๆ เกี่ยวกับ  Storytelling

 

Step 7

จับกลุ่มตามใจชอบ แบ่งเป็น 6 กลุ่ม เพื่อทำ Dialogue ในหัวข้อเรื่องการจัดการความรู้ในความหมายใหม่ของฉัน”  ภาพรวมที่ปรากฎจะออกมาในลักษณะของสภากาแฟ ที่พูดคุยกันสนุกสนาน  ซึ่งไม่ใช่การประชุมที่เคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง หรือการ Discussion …และแม้ว่าจะไม่มี Flow of Meaning ของกระบวนการ Dialogue แต่สิ่งที่ศิลามองเห็นก็คือความพยายามในการค้นหาคำตอบคำว่าการจัดการความรู้ด้วยตนเองของแต่ละท่าน และแต่ละกลุ่มก็มีความตั้งใจในการทบทวนหาคำตอบ

 

 

Step 8

ขอให้ตัวแทนแต่ละกลุ่ม กลุ่มละหนึ่งท่านออกมาพูดเล่าเรื่องที่ได้จากการ Dialogue แต่ละท่านจะมีแผ่นข้อความที่เขียนไว้ เตรียมการนำเสนอ

 

                 

สิ่งที่ตัวแทนแต่ละกลุ่มสะท้อนออกมาก็คือความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในองค์ประกอบแต่ละส่วนของโมเดลปลาทู (แนวคิดของท่านอาจารย์ประพนธ์)

 

               

กล่าวคือกลุ่มหนึ่งจะเน้นเรื่องการมีวิสัยทัศน์ร่วม  กลุ่มสองก็จะพูดในเรื่องการบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ การจัดองค์ความรู้เป็นระบบ เป็นขั้นตอน  อีกกลุ่มก็จะเสริมต่อยอดกันในลักษณะของการเรียนรู้เป็นทีม  มีการยกตัวอย่างวิธีการทำห่อหมกสูตรใหม่ในชุมชม  ในขณะที่อีกกลุ่มมองว่า KM ก็คือ MK การทำสิ่งดี ๆ มาใส่ในหม้อรวมกันให้ได้รสชาติที่อร่อย ทานกันอย่างมีความสุข  และกลุ่มหนึ่งก็ได้บอกว่าการจัดการความรู้ในเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรา เพื่อประโยชน์ต่อคนที่ท่านรักอันเป็นการจัดการความรู้ในเรื่องที่เราไม่รู้ในลักษณะของการค้นคว้าหาข้อมูล คล้าย ๆ กับการทำวิจัยที่เริ่มจากสนใจตั้งประเด็นปัญหาในสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนนอกจากนี้ก็มีบางกลุ่มที่เล่าเรื่องการเรียนรู้โดยให้นักศึกษาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการเกษตร ซึ่งเป็นการสอนโดยให้ผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลาง แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซักถามเล่าเรื่องกัน

 

Step 9

บทสรุปสุดท้าย ศิลาได้นำสิ่งที่แต่ละท่านถ่ายทอดออกมาเชื่อมโยงกับทฤษฎีโมเดลปลาทูของท่านอาจารย์ประพนธ์ แล้วเน้นย้ำว่า KM คือเครื่องมือที่แต่ละท่านมีอยู่แล้ว สำคัญที่การมองสิ่งที่ท่านมีให้เห็น  จริง ๆ ลืมพูดไปคำหนึ่งขอเติมตรงนี้แล้วจะส่งบทสรุปนี้ถึงคุณครูกศน. สมุทรสาครทุกท่านด้วยค่ะ  คำที่ลืมพูดคือ “เห็นมากกว่าสิ่งที่ท่านมี” นั่นก็คือการดึงศักยภาพตัวตนของแต่ละท่านที่ศิลาสะท้อนให้เห็นในวันแรกของการอบรมออกมาใช้ แล้วหยิบฉวยเครื่องมือต่าง ๆ ใกล้ตัวของท่านออกมาหาปลากันดู ปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาซิว ปลาสร้อยก็หากันไป  ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรได้เหมาะสมเท่ากับตัวท่านค่ะ

            

 

ศิลาขอกราบขอบพระคุณท่าน ผอ. พยุงศักดิ์ที่กล่าวสรุปปิดท้ายก่อนรับวุฒิบัตรได้อย่างประทับใจยิ่งนัก 

                     

ศิลาจับใจความได้ว่าท่านมองเห็นแล้วว่า KM เป็นเครื่องมือที่มีอยู่ในตัวเอง (หากหาเจอ)  และวิธีการแสวงหาความรู้ที่สำคัญคือการตั้งโจทย์ และลองค้นคว้า สืบค้น ทบทวนหาคำตอบด้วยตัวเองก่อน ที่จะให้ผู้รู้สะท้อนออกมาให้เห็นโดยเชื่อมโยงแนวทางปฏิบัติที่ท่านทำกันอยู่แล้วกับศาสตร์ที่มีนักคิดสร้างขึ้นมา (ศาสตร์ต่าง ๆ เกิดขึ้นภายหลังจากการมองเห็นแนวปฏิบัติของพวกเรากันเองค่ะ) ซึ่งจะว่าไปแล้ว KM ก็มีผู้นิยามความหมายไว้หลากหลาย มีแนวคิดมากมาย อย่าไปหาข้อสรุปกับนิยามความหมายคำนี้ที่มีความเป็นพลวัตเลยค่ะ...ลงมือปฏิบัติไปเลย Knowledge Sharing...  ทำก่อนแล้วจะเห็นเองค่ะ...1+1+1+1+1....Synergy ค่ะ

ศิลาอัดเทปคำพูดอธิบายตัวตนแต่ละคนของทุกท่านไว้ ศิลาเก็บรายละเอียดความเข้าใจใน KM ตามมุมมองของแต่ละท่านไว้ หากครูกศน. ผู้เข้าร่วมการอบรมท่านใดสนใจติดต่อขอรับไปได้นะคะ  ศิลาจะประสานงานส่งข้อมูลที่มีอยู่ไว้ที่ท่าน ผอ. พยุงศักดิ์ค่ะ

 

ความรู้ที่เป็นเนื้อหามีมากมายเรียนอย่างไรก็ไม่จบสิ้น แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้วิธีเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนหรอกนะคะ  เพราะหากเรามองเห็นเครื่องมือและรู้จักการใช้เครื่องมือที่เรามีได้อย่างเหมาะสมกับบริบท ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนรู้ของเราและตัวเราเอง... ข้อสำคัญที่สุดคือ Learner Center...โดยการเปิดใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้  (จะด้วย Dialogue หรือ Storytellng หรือ Interview ก็ดี) แล้วยอมรับน้อมนำสิ่งใหม่ ๆ เข้าสู่ตนจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองและผู้อื่นค่ะ

 

                               ขอบพระคุณที่แวะมาอ่านค่ะ