ครีมที่อวดอ้างสรรพคุณว่ าทำให้ผิวขาวนวลชวนลูบไล้ที่มีวางจำหน่ายกลาดเกลื่อนตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยา ถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่เติบโตเบ่งบานมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยผู้หญิง 4 ใน 10 ในฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างซื้อครีมที่ว่ามาทาผิวกันเป็นประจำ ทั้งนี้ จากการสำรวจของบริษัทวิจัยตลาด ซินโนเวต
       
        ความคลั่งไคล้ในผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่ง หรือผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่าทำให้ผิวหนังบริเวณที่ใช้สวยใสขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับกระแสโลกของการทำศัลยกรรมความงามและการฉีดโบท็อกซ์ ไม่ได้มีเฉพาะครีมทาหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริเวณหมองคล้ำใต้วงแขน และโลชั่นเปลี่ยนเม็ดสีน้ำตาลบนหัวนมให้กลายเป็นสีชมพู นอกจากนั้น สาวๆ ยังซื้อครีมกันแดดมาทาปกป้องผิวจากแสงแดดแผดกล้า
       
        ความที่ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งจำนวนมากแต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่มีความปลอดภัย แพทย์และกลุ่มผู้บริโภค ตลอดจนหน่วยงานรัฐ จึงมีรายงานอันตรายของกระแสความขาวคือความสวยออกมาเป็นระยะๆ ที่สำคัญ แทนที่จะใช้เพื่อรักษารอยหมองคล้ำ ผู้หญิงเอเชียกลับใช้ครีมในปริมาณที่มากจนเป็นอันตราย
       
        ซ้ำร้าย ผลิตภัณฑ์ราคาย่อมเยาในตลาดมืดที่มีสารฟอกขาวผิดกฎหมายเป็นส่วนประกอบ ยังมีวางขายเกลื่อนกลาดในชุมชนคนยากบางส่วนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       
        “ผมได้รับการร้องเรียนมากมาย พร้อมภาพยืนยันแสดงผิวหน้าปกติก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ และใบหน้าที่เหมือนถูกย่างบนเตาหลังใช้” ดาร์ชาน ซิงห์ ผู้จัดการศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำหรับผู้บริโภคแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรของมาเลเซีย เล่า
       
        ที่เมืองไทย สำนักงานอาหารและยาเผยแพร่รายชื่อผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งผิดกฎหมาย 70 ยี่ห้อ และทางการอิเหนาสั่งแบนเครื่องสำอางค์ 50 ยี่ห้อ
       
        กระนั้น ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ แพทย์บางคนระบุว่า สารไฮโดรควิโนน ซึ่งแพทย์โรคผิวหนังทั่วโลกเคยใช้เพื่อขจัดริ้วรอยหมองคล้ำมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน อาจเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ในระยะยาวและในปริมาณมาก
       
        สารดังกล่าว ซึ่งใช้ในกระบวนการถ่ายภาพด้วยนั้น ทำให้หนูและสัตว์อื่นในการทดลองเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว สหภาพยุโรป (อียู) ห้ามใช้ไฮโดรควิโนนเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางตั้งแต่ปี 2001 อย่างไรก็ดี สารชนิดนี้ยังคงเป็นส่วนประกอบในยาตามใบสั่งแพทย์ หรือครีมเถื่อนในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง และขายในสหรัฐฯในฐานะยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปหากมีความเข้มข้นไม่ถึง 2%
       
        นักสังคมวิทยาถกเถียงกันมาระยะหนึ่งแล้วว่า เหตุใดคนเอเชีย ที่มีความแตกต่างหลากหลายกันทุกอย่างตั้งแต่เรื่องภาษา วัฒนธรรมไปจนถึงศาสนา จึงมีความเชื่อสนิทใจในสิ่งเดียวกันว่า คนผิวขาวดูดีมีเสน่ห์กว่า
       
        เหตุผลหนึ่งที่พูดกันมากคือ การมีผิวขาวเชื่อมโยงกับความมีฐานะ มีชาติตระกูล และมีการศึกษา เนื่องจากคนจากชนชั้นที่ต่ำกว่าในสังคม กรรมกร และชาวไร่ชาวนา มักเป็นพวกที่ต้องตากแดดตากลม ผิวจึงคล้ำกว่าคนรวย
       
        อีกหนึ่งทฤษฎีที่เกี่ยวโยงกับกระแสผิวขาวมาแรงก็คือ ชาวมองโกลจากเอเชียตะวันออก หรือเจ้าอาณานิคมจากยุโรป ล้วนมีผิวขาวซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของการดูดีมีเสน่ห์ดึงดูด
       
        “ความสำเร็จของไวเทนนิ่งครีมสะท้อนว่า ในที่สุดแล้ว แนวคิดด้านความสวยความงามแบบตะวันตกในแง่ของสีผิว ได้ฝังรากลึกลงสู่ชนชั้นระดับล่างของสังคม” แรนดี้ เดวิด นักสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ วิเคราะห์
       
        แพทย์คลินิกผิวหนังในกรุงเทพฯคนหนึ่ง กล่าวว่า “ผู้หญิงไทยทุกคนคิดว่า ถ้าตัวเองผิวขาว เงินจะไหลมาเทมา และผู้ชายจะเข้ามาหา ดาราส่วนใหญ่ผิวขาว และใครๆ ก็อยากดูดีเหมือนดารา”
       
        ในทางกลับกัน คนผิวคล้ำจะถูกดูถูกเหยียดหยามด้วยคำพูดประชดประชันต่างๆ นานา เช่น ‘อีดำ’ หรือ ‘ดำตับเป็ด’
       
        หนังและโฆษณามีบทบาทสำคัญอย่างชัดเจนในการส่งเสริมความเชื่อที่ว่า ผิวขาวสวยกว่าผิวคล้ำ
       
        ในการสำรวจที่ซินโนเวตจัดทำขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2004 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 61% ในฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน บอกว่ารู้สึกว่าตัวเองดูเด็กขึ้นถ้าผิวขาวใส ขณะที่ผู้หญิงตากาล็อกครึ่งหนึ่ง, สาวฮ่องกง 45% และสาวมาเลเซีย 41% บอกว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่ง
       
        จากข้อมูลของบริษัทวิจัย ดาตามอนิเตอร์ ปีที่ผ่านมา มีผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งใหม่ๆ เปิดตัวในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาทั่วเอเชีย-แปซิฟิกถึง 62 ชิ้น ส่งให้กระแสนี้แรงยิ่งๆ ขึ้นจากในช่วง 4 ปีก่อนหน้าที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกวางตลาดเฉลี่ยปีละ 56 ชิ้น
       
        ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำงานในลักษณะต่างๆ บางชิ้นอิงกับส่วนผสม เช่น ไฮโดรควิโนน สารสกัดจากหม่อน สารสกัดจากชะเอม กรดโคจิ หรือ สารอะบูติน โดยส่วนผสมเหล่านี้ใช้ยับยั้งการก่อตัวของเมลานินหรือเม็ดสีบนผิวหนัง บ้างทำจากกรดที่ขจัดชั้นผิวหนังเก่าเผยให้เห็นชั้นผิวหนังใหม่ที่ขาวใสกว่าที่อยู่ลึกลงไป
       
        แต่ปัญหาก็คือ สารที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการฟอกผิวให้ขาวขึ้นมักเป็นสารอันตรายและบ่อยครั้งราคาถูกที่สุด เช่น สารที่มีส่วนผสมของปรอทหรือไฮโดรควิโนน ที่มีขายในเมืองไทยในราคากิโลกรัมละแค่ 20 ดอลลาร์ (760 บาท) โดยประมาณ เทียบกับสารสกัดจากชะเอมที่ขายกันกิโลกรัมละ 20,000 ดอลลาร์ (760,000 บาท)
       
        ปีที่แล้ว ไวเทอ เวสเทอร์ฮอฟ แพทย์โรคผิวหนัง ผู้ก่อตั้งสถาบันเพื่อความผิดปกติของเม็ดสีแห่งเนเธอร์แลนด์ในอัมสเตอร์ดัม และที.เจ. คูเยอร์ส นักเคมีชาวดัตช์ ร่วมกันเขียนบทความลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ยุโรป เจอร์นัล ออฟ คอสเมติก เดอร์มาโทโลจี้ โดยระบุว่าผลข้างเคียงระยะยาวของครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนเป็น ‘ระเบิดเวลามหาภัย’ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการนำสารชนิดนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งทันที รวมถึงให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลข้างเคียงนี้
       
        กระนั้น แพทย์หลายคนบอกว่า ไฮโดรควิโนนยังคงเป็นหนึ่งในสารเคมีที่ใช้เปลี่ยนผิวใสที่แพร่หลายมากที่สุด
       
        ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ ประธานสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณของไทย เชื่อว่า แพทย์โรคผิวหนังในไทยราวครึ่งหนึ่งยังคงจ่ายครีมที่มีไฮโดรควิโนนเป็นส่วนผสมให้คนไข้ ขณะที่ตัวเขาเองเลิกเกี่ยวข้องกับสารชนิดนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่แล้ว หลังจากสังเกตเห็นว่า คนไข้มีผื่นแดงและคัน และมีผลข้างเคียงร้ายแรงขึ้นอย่าง ochronosis หรือตุ่มดำถาวรซึ่งยากต่อการรักษา
       
        คนไข้ บางคนมีผื่นขาว (leukoderma) หรือการที่ผิวหนังไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้ตามปกติ เหมือนเช่นที่เกิดกับใบหน้าและคอของปัญญา
       
        ตอนแรกที่ใช้ครีม ‘3 วัน’ ที่ราคาตลับละไม่ถึง 40 บาท ปัญญาบอกว่าเธอมีความสุขมากกับผลที่เห็นทันตา แต่แล้วผิวหน้าเธอก็เริ่มคัน แต่เธอยังทนใช้ครีมนั้นต่อไปเพราะผิวใสขึ้นผิดหูผิดตา บรรดาลูกค้าในร้านอาหารที่เธอไปร้องเพลงให้ทิปเธอมากมาย
       
        แต่สองเดือนต่อมา เมื่อหน้าเริ่มพุพอง ชีวิตของเธอก็ย่อยยับ เจ้าของร้านเลิกจ้างปัญญา เพราะหน้าตาเธอไม่น่ามองอีกแล้ว วันนี้เธอถังแตกพอๆ กับหัวใจที่แตกสลาย
       
        “ฉันไม่เคยดูกระจกอีกเลยนับจากนั้น” เธอกล่าวเสียงสะอื้น