อารมณ์นั้นไม่ต่างอะไรจากกระแสลม พัดมาแล้วก็พัดไป ดูแลใจเราให้ดีก็แล้วกัน !!

ทุกท่านคงยอมรับนะครับว่าเรา รับรู้ สิ่งต่างๆ ผ่าน หกช่องทาง ด้วยกัน คือผ่านเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ . . . คำถามที่ถามไว้ในชื่อบันทึกก็คือ . . . แล้วนี่เราจะ ขุ่นมัว ไปทำไมในการรับรู้ของเรา?

        ทุกๆ เช้าผมมักจะขับรถส่งลูกชาย (คนเล็ก) ไปโรงเรียนก่อนที่จะมาทำงาน แต่เช้าวันนี้เป็นวันที่ลูกต้องเรียน รด. ต้องไปถึงโรงเรียนเช้ากว่าวันอื่น เพราะต้องไปขึ้นรสบัสที่โรงเรียนจัดไว้ให้เพื่อพาไปยังสถานที่ที่ต้องเรียน รด. ซึ่งภรรยาผมรับอาสาว่าจะไปส่ง แต่ตัวผมเองก็ยัง อดไม่ได้ คอยเตือนอยู่เรื่อยๆ ให้ระวังเรื่องเวลาเพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันรถบัส เช่นพูดว่า อีก 15 นาทีต้องออกจากบ้านแล้วนะ ถ้าออกสายจะไปไม่ทันรถบัส . . . อีก 5 นาทีต้องออกแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ทัน อะไรทำนองนี้ พูดทุกๆ ห้านาทีจนภรรยาผม เบรคแตก หันมาทำ ตาเขียว ใส่ และบอกให้ผมเลิกการพูดจา เร่งรัด แบบนี้ซะที

        นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ที่แปลกก็คือผม ไม่เคยจำ ยังทำซ้ำอยู่เป็นประจำ และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็จะมีเสียงภายในหัวของผมดังขึ้นมาว่า แล้วเธอจะมาหงุดหงิดใส่ฉัน จะมาหงุดหงิดกับคำพูด (คำเตือน) เหล่านั้นทำไม ที่ผมทำไปก็เพราะความหวังดี และเป็นการทำหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ที่ผมเตือนเรื่องเวลาก็เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ไปสาย ลูกจะได้ไม่ตกรถ . . . แท้จริงแล้วมันก็เป็นเพียง แค่เสียง ที่ออกมาจากปากผมเท่านั้น ทำไมต้องไป หงุดหงิด กับเสียงที่เข้าไปในหูนั้นด้วย . . . แค่เพียงสักแต่ได้ยิน สักแต่รับรู้ โดยที่ไม่มีอารมณ์ ไม่ได้หรือ?

        แต่เมื่อลองนึกย้อนกลับไปถึงช่วงที่ผม หงุดหงิดใจ บ้าง ก็พบว่าสำหรับผมหลายครั้งมีสาเหตุมาจากการที่ภรรยาวางของไว้ไม่เป็นที่ หรือเวลาที่ผมกลับเข้าบ้านแล้วเห็นของวางระเกะระกะ อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง แต่แล้วในวันนี้ผมได้ ความกระจ่าง ว่า . . . ในขณะที่ผมเห็น (สิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ใจผมต้องการ) แล้วรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจนั้น ผมเองจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากภรรยา คือภรรยาหงุดหงิดกับคำพูดของผม หงุดหงิดเวลาได้ยินผมพูดเรื่องเวลา แต่ทว่าสิ่งที่เกิดกับผมนั้นเป็นเรื่องการรับรู้ ทางตาส่วนของภรรยาเป็นการรับรู้ ทางหู . . . แล้วนี่เราจะดูแบบ สักแต่ว่าเห็น หรือฟังแบบ สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ได้หรือ?

        เขียนมาถึงตรงนี้ ผมรู้ดีว่าสิ่งที่พูดถึงนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตราย เพราะหลายๆ ครั้งคนมักจะตีความคำว่า สักแต่เห็น . . . สักแต่ได้ยิน ในทำนองที่ว่าถ้าเช่นนั้นก็ ไม่ต้องทำอะไร ใครจะพูดใครจะทำอะไร ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องใส่ใจ ผมว่านี่เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดนะครับ เราคงยังต้องสนใจ ยังต้องใส่ใจ ยังต้องมีความรับผิดชอบทำไปตามหน้าที่ แต่สิ่งที่สำคัญ ณ ขณะนั้นก็คือการเข้าใจถึงช่วง เวลาปัจจุบัน ก็คือ ต้องยอมรับ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้ได้ก่อน ต้องไม่เดือดร้อน หรือหงุดหงิดรำคาญใจโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องหงุดหงิดใจก็ให้รู้ว่าขณะนั้นเกิดอาการอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นการ ฝึกสติ ไปในตัว หากรู้ตัวได้เช่นนั้นแล้วต้องการจะทำอะไรต่อไป ก็สามารถทำได้ ไม่ได้ผิดอะไร เพราะจะเป็นการทำไปด้วย ใจที่เป็นกลาง คือว่างจากอาการหงุดหงิด ท่านคิดว่าจะดีกว่าไหม? อย่างที่ผมได้เคยพูดไว้แล้วว่า. . .

    อารมณ์นั้นไม่ต่างอะไรจากกระแสลม พัดมาแล้วก็พัดไป” ดูแลใจเราให้ดีก็แล้วกัน !!