นั่งรถเมล์ รถไฟ เที่ยวสนุกกว่า

วันที่ 7 แล้วหล่ะ ออกมาจากห้องมาทานอาหารเช้าซึ่งเหมือนกันมาประมาณ 3 วันแล้ว แต่ที่อร่อยคือโยเกิร์ต อร่อยมาก ไม่หวานเหมือนเมืองไทย วันนี้ก็เริ่มทานแบบไม่เหมือนเดิมคือ ทานแต่โยเกิรต์และผลไม้ อาจมีโปรตีนบ้างเล็กน้อย ขอแนะนำให้ผู้เดินทางท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่ไปกับทัวร์ คือตามตารางนั้นควรทานผักและผลไม้มากๆ เพราะเป็นผลดีต่อระบบย่อย วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ข้าพเจ้าและคู่หูไม่จำเป็นต้องไปตามตารางของคนส่วนใหญ่ หมายความว่าเที่ยวกันเองอีกแล้ว แต่พี่นกออกมาเจอแล้วบอกว่ามีคำสั่งให้ไปเจอที่มหาวิทยาลัยตอนเวลาสี่โมงครึ่ง เพราะว่าจะให้ไป Dinner กับมหาวิทยาลัยปอร์โต้ ข้าพเจ้าและคู่หูจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลนิดนึงว่าอยู่ตรงไหน มี Public Transport อะไรบ้างที่ไปถึงที่

ขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อวานนี้หน่อย ว่าจริงๆ แล้วตามเมืองแบบนี้น่าจะมี One Day Pass ตามความรู้สึกของข้าพเจ้า แต่ไม่มีใครในโรงแรมนี้ให้ข้อมูลนั้นได้ เช้าวันนี้จึงเกิดการวางแผนการท่องเที่ยวแบบใหม่ขึ้น คือจะซื้อ One Day Pass ขออธิบายว่า One Day Pass เป็นบัตรที่มีแถบแม่เหล็ก โดยใช้ได้ 1 วันไม่ว่าจะเดินทางไปไหนภายในขอบเขตที่กำหนดตามบัตรและเป็น Public Transport ซึ่งจะประหยัดอย่างมากมาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแบบข้าพเจ้าคืออยากไปไหนต่อก็เปิดแผนที่แล้วเดินทางไป ในที่สุดก็หาข้อมูลได้ว่า (ทาง Internet) มี One Day Pass จริงๆ ราคา 5 EUR คิดสะระตะแล้วถูกจริงๆ แล้วก็หาซื้อไม่อยาก บนรถเมล์นั่นแหละมีขายแน่นอน เสร็จสรรพก็ออกเดินทางเกือบสิบโมงแล้วแหละ ที่นี้รู้แล้วว่าป้ายรถเมล์ตรงโรงแรมไม่เข้าเมือง ต้องเดินถอยหลังไปหนึ่งป้าย พอขึ้นรถเมล์ได้ก็แสดงเจตนารมณ์ทันทีว่าจะขอซื้อ One Day Pass คนขับฟังไม่ออก ทำไงดี อ้า! มีรูปติดอยู่ข้างคนขับนั่นแหละ ชี้ค่ะ ชี้ ภาษาใบ้นั้นสากลกว่าภาษาอื่นใด เรียบร้อยได้แล้ว นั่งไปจนถึงในเมือง ป้ายที่ลงเป็นป้ายรถไฟฟ้า คนขับใจดีอธิบายด้วยภาษาใบ้เรียบร้อยว่าบัตรนี้ใช้กับรถไฟฟ้าได้ด้วย กลัวพวกเราเป็นกะเหรี่ยงเข้ากรุง คนที่นี่ใจดีจริงๆ

ที่แรกที่ไปเยี่ยมชมในวันนี้เป็นถนนของการ Shopping แต่ที่แตกต่างก็คือเป็น Walking Street คือ ถนนคนเดิน โผล่ขึ้นมาจากใต้ดินก็หมุนซ้ายขวาดูว่าจะไปทางไหน กำลังดูแผนที่อยู่ดีๆ ก็มีเสียงว่า “I think we should find a map” เงยหน้าขึ้นมาเจออเมริกันตัวใหญ่ถามว่าที่นี่ที่ไหน ก็เลยชี้ให้เขาดูว่าเราอยู่ตรงไหน แล้วก็ถามสาระทุกข์สุกดิบว่าไปไงมาไงกัน เลยรู้ว่าพวกเขามาจากเรือสำราญที่ล่องกันมาตั้งแต่ Seattle สรุปว่ายกแผนที่ให้เขาไปอันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เดินต่อไปยังตลาดสดของที่นี่ ใหญ่โตมากใช้ได้เลย เห็น Strawberries ถูกๆ ก็อยากซื้อ ติดอยู่ที่ว่าตอนบ่ายต้องไปมหาวิทยาลัยนะสิ อากาศขนาดนี้ถือไปถือมาก็โยนทิ้งพอดีกว่าจะถึงโรงแรม มีปลาและของทะเลอื่นๆ ขายด้วย เดินจนท้องเริ่มร้องแล้ว สุดท้ายไม่ได้ซื้ออะไร เดินชมไปเรื่อยๆ จึงสังเกตว่าที่นี่มีร้านของสำหรับเท้าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเท้ารูปแบบไหน เท้าแบน เท้าอูม รองเท้ากัด เท้าเจ็บ อะไรที่เป็นเรื่องแบบนี้ข้าพเจ้าชอบมาก เพราะว่าเท้าของข้าพเจ้านั้นผิดปกติมาตั้งแต่เด็กและก็กลายเป็นสาเหตุของการทรงตัวในปัจจุบันนี้ เดินเข้าไปดู อยากได้ทุกอย่างเลย เลยไม่ซื้อซะอย่างคิดว่าถ้าไปถึง Lisbon แล้วค่อยซื้อกลับบ้าน เดินไปจนถึง Majestic café (http://www.cafemajestic.com/eng) เข้าไปนั่งกินกาแฟซะหน่อย เห็นลงไว้ใน Attractions ปรากฎว่าไปพบกับชาวอเมริกันที่มากับเรือสำราญที่ล่องมาจาก Seattle นั่นเอง เต็มร้านไปหมด รสชาติของกาแฟก็ไม่ได้แตกต่างจากร้านอื่น เพียงแต่ร้านนี้เป็นร้านเก๊า….เก่า มากกกกกกกกกกกกก เท่านั้นเอง แพงด้วย พวกเราเดินชมนู่นชมนี่ได้ไม่นานนักก็ตัดสินใจเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยปอร์โต้ที่นัดหมายไว้ พอไปถึงก็เดินๆ ๆๆๆๆๆๆๆ อีกไกลเลย รู้งี้น่าจะขึ้นรถไฟไป เพราะว่าเราไปนั่งรถเมล์ เดินหลงเข้าไปในคณะแพทย์ เต็มไปด้วยหมอใส่เสื้อกาวน์กันทั้งนั้น ที่นี่คนสูบบุหรี่มาก แต่ดีกว่าเมืองจีนตรงที่จะไม่มีใครขากถุย ไปถึงก็ไปหาอะไรกินที่cafeteria ของนักศึกษา ไม่ค่อยมีอะไรกินเท่าไหร่เพราะเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว รอ แล้วก็ รอ รอ รอ รอ รอ รอ………………………… โชคดีที่ก่อนออกมาจากโรงแรมเมื่อเช้านี้พี่นกให้ยืมโทรศัพท์ พอสี่โมงครึ่งก็เลยโทรเข้าไปหาหนึ่งในผู้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยว่าพวกเรามาถึงแล้ว แต่อีกกว่าชั่วโมง ถึงจะมีโทรศัพท์กลับมาว่า ทั้งคณะไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัย Campus นี้แล้ว แต่ไปอยู่อีก Campus หนึ่งในเมือง ให้นั่งรอที่เดิมเดี๋ยวจะมีคนมารับ เฮ้อ! รวมเวลาที่รอก็สามชั่วโมงกว่าแล้ว


สุดท้ายก็ได้พบกับกลุ่มใหญ่และได้ความว่ามหาวิทยาลัยจะเลี้ยงอาหารเย็น ให้ไปเจอที่บ้านหลังหนึ่งในเมือง ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ซื้อไว้เพื่อให้นักศึกษาฝึกฝนวิชาการอาหารและการโรงแรม เวลาทุ่มตรง ไปถึงก็มีท่านทูตและคณบดีของคณะจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยปอร์โต้ไปด้วย เริ่มด้วย Cocktail หางไก่นั่นแหละ อิอิ จิ้มๆ ดื่มๆ จนใกล้อิ่นแล้ว อย่างที่น่าจะเคยบอกแล้วว่าที่โปรตุเกสนี้กินอาหารช้ามาก แปลว่าสายมากทุกมื้อเลย มื้อเย็นนี้เป็นมื้อแรกที่กินกับคนที่นี่ของจริง สองทุ่มก็เข้าไปนั่งเป็นโต๊ะกลม นั่งโต๊ะละ10 คน จากนั้นก็เริ่มเสริฟไวน์ น้ำอะไรต่อน้ำอะไรแล้วแต่ใครชอบ ข้าพเจ้าเลือกไวน์ขาวเพราะได้ยินว่ามื้อนี้เป็นปลา เริ่มแรก Starter เป็น Soup อะไรซักอย่าง ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าได้นั่งข้างเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของมหาวิทยาลัย คุยเป็นกันเองและสนุกมาก ถามไปถามมาเลยรู้ว่าเธอทำงานเป็นเหมือน Promoter ให้กับมหาวิทยาลัย ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติมากมาย จานต่อไปเป็น Main Course แล้ว เป็นปลากินกับข้าวและมันฝรั่ง ชิ้นใหญ่มาก ลืมบอกไป ว่าถ้านั่งโต๊ะแล้วต้องรอให้คนในโต๊ะกินหมดหรือพอแล้วก่อนจึงจะเสริฟอาหารจานต่อไป เมื่อเสร็จจาก Main Course ต่อไปก็เป็นของหวาน เป็นไอติมชิ้นใหญ่มากประมาณฝ่ามือ และหนาประมาณหนึ่งเซนติเมตร ข้าพเจ้านั่งมองอย่างเดียวเลยจานนี้ เวลาก็ประมาณเกือบสี่ทุ่มแล้ว ถ้ากินเข้าไปคงจะต้องไปวิ่งรอบโรงแรมจนถึงเช้า บริกรก็เข้ามาถามว่าข้าพเจ้าจะเอาอย่างอื่นแทนมั้ย ข้าพเจ้าขอไม่เอาอะไรทั้งนั้น เลยขอกาแฟไปซะหนึ่งแก้ว กาแฟที่นี่กินแล้วหลับได้ไม่ต้องห่วง เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหารค่ำสุดหรูแล้ว ก็มีนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์มาแสดงร้องเพลงให้ฟัง แต่เป็นเพลงคล้าย Folk Songs คือเป็นเพลงพื้นเมือง เล่าเรื่องราวต่างๆ เสียงประสานเพราะมาก และใช้เครื่องดนตรีโบราณของเขา หน้าตาคล้าย Banjo ขนาดจิ๋ว กว่าจะแสดงเสร็จ ร่ำลากันถ่ายรูป ก็ประมาณห้าทุ่มครึ่งที่ทั้งเกือบสามสิบคนจะขึ้นรถเมล์กลับไปยังโรงแรม ดีที่ข้าพเจ้าและคู่หูซื้อเป็นแบบ One Day Pass ถ้าคำนวณคร่าววันนี้ก็ได้กำไรไปหลายแล้ว ถึงโรงแรมก็ตัวใครตัวมัน คลานขึ้นเตียง พรุ่งนี้ 7 8 9 นะพี่น้อง แง้! ลืมไปแล้วราตรีสวัสดิ์ภาษาโปรตุเกสว่าไงหว่า