อยากทำงานแต่ไม่มีงานให้ทำ

เมื่อวานได้รับโทรศัพท์จากญาติผู้น้องซึ่งเป็นพนักงานแบงค์ อยู่ต่างอำเภอบอกขายอาคารพาณิชย์ 3 คูหาเนื่องจากลูกค้าผ่อนไม่ไหว    ฉันไม่สนใจที่จะซื้อจึงโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนที่อยู่ที่อำเภอเดียวกันกับน้อง  เผื่อเพื่อนฉันสนใจ  ระหว่างที่คุยกันเพื่อนฉันไม่ยอมวางหูโทรศัพท์ง่าย ๆ  ถามสารทุกข์สุกดิบ  ถามเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่อำเภอเมือง  เล่าเรื่องภาวะเศรษฐกิจในอำเภอที่ตัวเองอยู่  เล่าเรื่องเพื่อนเก่าคนอื่น ๆ  ฯลฯ

        เพื่อนคนนี้มีอาชีพรับซื้อยาง(พารา)แผ่น  เศษยาง(ขี้ยาง)   เธอบ่นให้ฉันฟังว่าเดี๋ยวนี้ซื้อยางแผ่นได้น้อยลงเพราะชาวสวนนิยมขายน้ำยางมากกว่าทำแผ่น  พ่อค้าตามตำบล  ตามหมู่บ้านก็จะไปรับซื้อน้ำยางถึงสวนแล้วมีโรงทำแผ่นเอง  ฉันถามถึงโรงงานอบไม้ยางพาราของน้องชายเธอ     เธอตอบว่าก็ไม่ดีเหมือนกันเพราะส่งออกไม่ได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดีทั่วโลกต่างชาติขายเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ก็ไม่มีออร์เดอร์เข้ามา  เธอบ่นต่อไปอีกเรื่องจะซื้อทองไว้เก็งกำไรดีหรือจะเล่นหุ้นดี  ฉันปลอบเธอว่า ค้าขายมานานแล้วมีเงินเหลือมากแล้ว  อย่าคิดมากเลย   เธอบอกว่าเธอไม่คิดมากหรอกแต่เครียสเพราะเป็นคนชอบทำงานแต่ไม่มีงานให้ทำ

        เพื่อนของฉันเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จในการค้าในยุคหนึ่ง  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  เช่นภาวะเศรษฐกิจซบเซา  มีคู่แข่งมากขึ้น  พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน(จากเคยขายยางแผ่นเปลี่ยนเป็นขายน้ำยาง)  คนกลุ่มนี้จึงเครียสเพราะรายได้ลดลง  ถ้าจะสู้โดยการไปรับซื้อน้ำยางตามสวนยางบ้างก็ทำไม่ได้เพราะตัวเองอายุมากแล้ว  มีเงินแล้ว  ไม่อยากลำบาก  ถ้าจะลงทุนใหม่ขยายการค้าออกไปก็ไม่มีลูกหลานรับช่วงต่อ  ก็เลยต้องทู่ซี้อยู่กับร้านเดิมที่อยู่ในช่วงขาลงด้วยความเบื่อหน่าย  คอยคิดถึงอดีตที่การค้ายังรุ่งเรือง   ฉันเองก็ไม่ต่างกับเพื่อนสักเท่าไร   เมื่อยอดขายลดลงก็เครียส  พยายามคิดหาวิธีเพิ่มยอดขายจากเดิมที่ขายส่งอย่างเดียวก็คิดจะเปิดร้านขายปลีกอีกสักร้าน  แต่สามีไม่เห็นด้วยเพราะถ้าเปิดร้านขายปลีกฉันต้องไปเฝ้าร้านตั้งแต่เช้าจนค่ำและไม่มีวันหยุด    ดังนั้นฉันจึงต้องยอมรับสภาพ  พยุงกิจการให้อยู่ได้นานที่สุดเพื่อรอวันเกษียณตัวเอง