การสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

พี่กุ้งกำลังโชว์เสียงหวานๆ ค่ะ

ล่องแม่ปิง

“ดอกบัวตองนั่นบานอยู่บนยอดดอย ....ดอกเอื้องสามปอย บ่อเคยเบ่งบานบนลานพื้นดิน” ฮืม...

เพลงล่องแม่ปิงที่พี่กุ้ง สุธีรา วิทยากรรับเชิญของเรา ในการแลกเปลี่ยนเรื่อง”การดูแลด้านจิตวิญญาณ” ขึ้นมาฮัมเพลงเพราะๆ ทั้งที่เริ่มจะแสดงอาการป่วยไข้ แต่ก็ยังต่ออีกเพลง ”สาวอีสานรอรัก” กลายเป็นเพลงประจำตัวของสาวขอนแก่นไปแล้วค่ะ อิอิ นี่ขนาดไข้ขึ้นยังขอสองเพลง ถ้าสบายดี พี่ท่านคงไม่ยอมลงจากเวทีเป็นแน่ คริคริ

วงดนตรีที่เล่นได้ทุกสไตล์

นักร้องสาวสวย แม่ต้อยขอเพลง สามปอยหลวง จนทำให้นักร้องคิดหนัก เพราะเก่ามากๆ ค่ะ อิอิ

ร้านอาหารเฟื่องฟ้า ที่อยู่ใกล้ รร.เซ็นทรัล ดวงตะวัน เป็นความหลังของแม่ต้อยค่ะ อิอิ

 

กับเวลาสองวัน 25 - 26  มิย. ที่รร.เซ็นทรัลดวงตะวัน ทีมงานของสถาบันฯไปร่วมชง SHA กับ โครงการสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน กับรพ.ชาวภาคเหนือจำนวน 22 รพ. จำนวนกลุ่มมากมายเกินวิทยากรของเราไปเยอะเลยค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ สู้ๆๆ มีรพ.ของภาคกลางหลงมา 1 แห่งค่อ รพร.หล่มเก่าจ.เพชรบูรณ์ ท่านบอกว่าเป็นคนภาคกลาง ขอไปกรุงเทพในคราวหน้า อิอิ ...พอลล่าจัดให้ค่ะ

อิงเรื่องเล่า

ยิ่งทำก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น โดยเฉพาะการเล่าเรื่อง เริ่มจากเรื่องง่ายๆ สบายๆ แล้วนำมาอิงกับมาตรฐาน ซึ่งเป็นวิธีการที่อาจจะย้อนสรจากเดิมที่เรากางมาตรฐานแล้วเขียนวิธีการปฏบิติและการประเมินผลลัพธ์ประกอบมาตรฐานนั้น วันนี้เราให้รพ.ได้เรียนรู้จากเรื่องเล่า สบายๆ เรื่องการดูแลคนไข้ โดยนำ care process มาเป็นแนวทาง วิธีการเล่ามีหลายแบบหลายสไตล์ เล่าแบบไหน ผู้เยี่ยมจะไม่ถามเพิ่มเติม แล้วจะถามอะไรเพิ่ม ขึ้นอยู่กับวิธีการเล่าค่ะ ถ้าเราจะแสดงให้เห็นถึงมิติจิตใจ เราคงต้องเล่าความรู้สึก วิธีคิด ที่มาของเรื่องนั้นร่วมด้วยจะทำให้เห็นมาตรฐานด้านมิติจิตใจเด่นชัดมากขึ้นค่ะ

เช่นการดูแล ผ้ป่วย COPD (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง) ของรพ.แห่งหนึ่ง เล่าว่า  ปัญหา COPD นี้ รพ.มีการทบทวนพบปัญหา การกลับมารักษาซ้ำสูง เสียค่าใช้จ่าย ประกอบกับชุมชนเป็นโรงสีเยอะ และยังมีโรงงานทอผ้า รพ.จึงได้มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง โดยใช้ spirometer และกลุ่มป่วยได้จัดการดูแลรักษา ตั้งแต่การเข้าถึง จนถึงจำหน่าย บางคนเป็นระยะสุดท้ายจะให้การดูแลระยะสุดท้าย วางแผนการดูแลร่วมกับญาติ  มีการทำงานร่วมกับชุมชนเกิดชุมชนเข้มแข็ง และกำลังจะขยายไปที่ชุมชนอื่น”  

ประเด็นนี้ จึงเกิดคำถาม ในเรื่องมิติด้านจิตใจ โดยอ.เรวดี ให้รพ.เล่าเพิ่มเติม ว่ารู้สึกอย่างไร ได้บทเรียนอะไรบ้าง ขั้นตอนไหนที่ผสมผสานมิติจิตใจ รพ.จึงเล่าต่อในเรื่องการเสริมพลังครอบครัวและชุมชนในการดูแลคนไข้ สามารถโทรมาปรึกษาได้ตลอดเวลา ตลอดจนมีการให้ยืมออกซิเจนไปใช้ที่บ้าน...โดยการเล่านี้แสดงถึงสิ่งที่อยู่ในใจที่เป็นตัวกำหนดการกระทำของเราก็คืออยากให้เขาดูแลตนเองได้ เมื่ออยู่บ้าน โดยทีมมีการประเมินและเตรียมความพร้อมของสิ่งแวดล้อม ประสานอบต.เรื่องค่าใช้จ่ายออกซิเจน และอาชีวอนามัยในการช่วยเหลือปรับสิ่งแวดล้อม และยังมีการติดตามเยี่ยมประเมินผลสองปี ไม่พบการกลับมารักษาซ้ำอีกเลย แล้วยังต่อยอดเรื่องการป้องกันโดยมีโครงการรณรงค์เรื่องการไม่สูบบุหรี่ในวัยรุ่นอีกด้วยค่ะ .... หากจะพูดเป็นภาษาพรพ. ภาษาคุณภาพที่รพ.มักจะบอกว่าเป็นภาษาเทพ ก็คือ core value (ค่านิยมร่วม) ที่อยู่ในใจคนทำงาน ออกมาจากเรื่องเล่าแบบนี้ค่ะ

ถ้าเราจะนำมาเทียบกับมาตรฐานแล้ว เข้าได้หมดเลยค่ะ แต่ที่เด่นๆ เป็นเรื่องกระบวนการคุณภาพมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย การดูแลระยะสุดท้าย การทำงานกับชุมชน การดูแลผู้ป่วย เด่นเรื่องการเสริมพลัง การให้ข้อมูล การทำงานเป็นทีม การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ  สิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ และมีนวตกรรมในการทำงานเชิงรุก ที่ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นแนวรับ โดยการทำงานร่วมกับชุมชน เป็นต้น

และได้เรียนรู้ว่าการเล่าประกอบกับการ capture ประเด็นสำคัญที่แสดงว่ารพ.มีความเข้าใจในมาตรฐาน  เพื่อเชื่อมโยง core ของมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าเราต้องสมดุลย์ทั้งสองด้าน ด้านความรู้สึกที่เป็น core value และเรื่อง criteria นั่นคือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องนั่นเอง

เรื่องเล่าจากคุณหมอน้อง จากรพ.สวนปรุง ที่สะท้อนบริบท (context) ของรพ.จิตเวช ได้ขัดเจน เราคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย การพิทักษ์สิทธิคนไข้ ไม่มีคนไข้คนไหน อยากให้คนอื่นรู้ว่าป่วย การทีมีนักข่าวมากว่ายี่สิบคน เราต้องพิทักษ์สิทธิให้คนไข้ รับฟังและตอบสนองความต้องการสำคัญของคนไข้ก่อน เช่นเรื่องอาหารเช้ามีความจำเป็นสำหรับเขา เราต้องจัดหาให้“

หากมีรพ.ไหน เล่าที่สะท้อนภาพ สามด้านนั้นได้ (Core value Criteria Context) เราเห็นว่า สุดยอดมั่กๆ แล้วค่ะ เรารอท่านมาเล่าอยู่ค่ะ ท่านเล่าเราจะฟังค่ะ อิอิ

ปลุกเร้าความฝัน

ในวันที่สองเราให้ทุกคนร่วมสร้างความฝันในการดูแลคนไข้สำคัญของรพ.โดยใช้ OM เป็นเครื่องมือ พอลล่าได้เรียนรู้ว่า OM เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการฝีนให้ไกลและไปให้ถึง โดยการเปลี่ยนวิธีคิดมุมมองเดิมๆ ทะลายกรอบคิดเก่าๆ ที่เราเป็นคนทำให้ สู่การร่วมทำ ร่วมคิด ร่วมประเมินผล

หากฝันเรายังไม่ไกล ในเรื่องที่เรายังไปไม่ถึง เราจะไม่มีความสุขในการนำเครื่องมือนี้มาใช้ เช่นปัญหาเบาหวาน และเรื่องลดพุงลดเอว(ขออนุญาตนำมาเรียนรู้นะคะ) เหมือนเรามีกรอบคิดว่าเราเคยทำเรื่องนี้แล้ว จะทำต่อ อาจจะทำให้ฝันเราไม่บรรเจิดได้ เรื่องนี้พอลล่าได้เรียนรู้จากกลุ่มว่า...การสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคิดทะลายกรอบเดิมต้องใช้ทักษะการฟังเขาและให้เวลา เพื่อเสริมพลังจากสิ่งที่เขาคิด เราควรฟังเขาก่อนตัดสินว่าไม่ถูก ซึ่งเมื่อคุยแล้วพบว่าเขาฝันใหญ่กว่าแต่เขียนออกมาเล็กไปหน่อย อิอิ ...จบลงด้วยดีค่ะ

ในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นปัญหาระดับชาติแก้ไม่ได้เสียที....เรื่องการตรวจเท้า ซึ่งรพ.นำมาเป็นวิสัยทัศน์ของโรคนั้น อาจจะทำให้ฝันของเราหดสั้นเกินไปไม่ท้าทาย หากคิดใหม่ทำใหม่ ฝันให้ไกล แต่เน้นในสิ่งที่เราจะทำให้ชัดเจน คือพันธกิจ ว่าเราจะทำแค่ไหน อะไรบ้าง โดยการทบทวนบริบทพื้นที่ วัฒนธรรม ปัญหา อุปสรรค ความเสี่ยง ผลงานที่มาเป็นตัวสำคัญในการกำหนดพันธกิจที่เราจะทำ เราจะมองเห็นภาคีที่จะมาช่วยเราทำเรื่องนี้ต่อ ซึ่งจะทำให้เกิดพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ไม่มีเขา ไม่มีรพ.แต่จะเกิดภาพ “เรา” seamless ไร้รอยต่อของการทำงานด้วยกันระหว่ารพ.ชุมชน ภาคีที่เกี่ยวข้อง

และเป็นหนทางที่เราจะมุ่งมั่นสู่ SHA ได้แน่นอนค่ะ สู้ๆๆๆ