ผมต้องละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความประหลาดใจ เป็นตากับยาย พาหลานกลับมาตรวจตามวันที่นัดไว้ เธอดูแข็งแรงขึ้น ร่องแก้มและซี่โครงหายไป ใบหน้าสดใสเหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดวงตาอันบริสุทธิ์จับจ้องที่ผมตลอดเวลาที่ตรวจร่างกาย

ดูแลด้วยใจ

นพ.กฤตพงศ์   สมบูรณ์

                 

                เช้าตรู่ของวันใหม่ ปลายเดือนพฤษภาคม ผมเตรียมตัวเพื่อไปทำงานตามปกติ  ท่ามกลางเสียงบรรเลงของสายฝนที่คอยขับกล่อมตลอดทั้งคืน ขณะผ่านทางเดินด้วยความเร่งรีบ ผมได้สัมผัสกับความเย็นจากสายฝนที่ยังปกคลุมอยู่ และค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ทุกๆ อณูในร่างกาย ทำให้ใจที่รีบร้อนของผม เย็นลง  ผมได้ซึมซับบรรยากาศความสดชื่นของกลิ่นไอฝน  หยดน้ำที่เกาะบนยอดหญ้า สะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ชวนให้หลงใหล เมฆหมอกที่ปกคลุมยอดเขา ยิ่งมองก็ให้รู้สึกสงบในใจยิ่งนัก แต่ผู้ป่วยที่รอผมอยู่ จะทำให้ผมใจสงบ และนอนหลับเต็มอิ่มได้อย่างไร 

                กว่า 2 สัปดาห์แล้วที่ผมเป็นแพทย์เจ้าของไข้ ดูแลผู้ป่วยเด็กกำพร้าพ่อ แม่ มีตาและยายสองคนคอยดูแลมาตลอด เธออยู่เตียงสอง เป็นคนไข้ที่ส่งตัวกลับจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นผู้ป่วยหญิง อายุ 15 ปีแล้วแต่ร่างกายเหมือนเด็ก 10 ขวบ ผอมมาก แก้มตอบมองเห็นซี่โครงชัดเจน พูดไม่ได้ เธอจะทำหน้าเหยเกเวลาปวด หรือเรียกร้องความสนใจ นอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย  เธอได้รับการผ่าตัดใส่ tracheostomy tube หลังจากได้นอนรักษาอยู่นานจากภาวะ brain anoxia  วันนี้อาการของเธอดีขึ้น เสมหะที่ไอออกจาก tracheostomy ลดลง ต้องใช้ที่ดูดยางแดงน้อยครั้งลง อาหารเหลวปั่น bendalite สามารถให้ทาง NG ได้ ไม่มีท้องอืด นอนหลับได้ไอลดลง ตากับยายก็ดูท่าทางสบายใจมากขึ้น ผมเริ่มให้ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้ง ให้ตา กับยายหัดทำอาหารเหลวปั่นกับแม่ครัว และวางแผนการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน จากหลายวันที่ผ่านมาความสัมพันธ์ ท่าทางและการพูดคุยของตา ยาย กับผม ค่อยๆ พัฒนาในทางที่ดีขึ้นตามลำดับเหมือนอาการของผู้ป่วยที่ค่อยๆ ดีวันดีคืน ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญให้ตา กับยายมีกำลังใจในการดูแลหลาน แพทย์และทีมพยาบาลก็เช่นกัน ย้อนไปถึงวันแรกที่เจอผู้ป่วยเด็กคนนี้  ครั้งแรกที่เจอ ผมรู้สึกหดหู่ใจนักกับสภาพผู้ป่วยที่นอนอย่างเดียว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และยิ่งรู้สึกหนักใจมากเข้าไปอีก เมื่อเจอกับ ตาและยายที่ดูแล ซึ่งมีความวิตกกังวลค่อนข้างสูง ครั้งแรกที่เจอตา และยาย ไม่ค่อยน่าประทับใจนัก เนื่องจากผมมีความคิดเข้าข้างตัวเองว่าผม พยาบาล และทีมดูแลผู้ป่วย ได้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด เต็มความสามารถแล้ว

คนไข้เป็นจังได๋ยาย เมื่อคืนไอหลายบ่ ผมถามนำด้วยภาษาอีสาน เพื่อเปิดโอกาสให้ยายเล่าอาการผู้ป่วยให้ผมฟัง พร้อมเอานิ้วแตะข้อมือคลำชีพจรผู้ป่วย ใช้หูฟัง ฟังที่ปอดทั้งสองข้าง ผู้ป่วยทำหน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้เมื่อผมสัมผัสที่ตัว

ไอเบิดทั้งคืนเลย ต้องคอยดูดเสมหะตลอด ยายตอบด้วยแววตาที่วิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่ผมรู้มาคือพยาบาลถูกตามทั้งคืนเพื่อ suction ดูดเสมหะให้ผู้ป่วย ทั้งที่ก็ไม่ค่อยมีเสมหะเท่าไหร่ แถมยายยังตำหนิพยาบาลว่าช้า ดูแลหลานแกไม่ค่อยดี ซึ่งผมก็ให้นึกเคืองในใจอยู่เล็กน้อย

ช่วงนี้เสมหะ น้ำลายอาจจะหลายแหน่ ยายก็ซอยใช้ผ้าเช็ดออกนำเด้อ จังได๋ก็อย่าไปว่าพยาบาลเค้า ผมหลุดปากพูดออกมาเป็นเชิงตำหนิยาย

ยายบ่ เคยว่าอีหยังเลยนะ ยายตอบทันที ด้วยสายตาที่สงสัยและขุ่นเคือง

เอาหละบ่เป็นหยังดอก เดี๋ยวมือนี้สิมาเคาะปอดให้ และสอนตา ยายด้วย พร้อมกับหัดใช้ลูกยางแดงดูดเสมหะ น้ำลาย ผมตัดบท เพราะกลัวว่าจะเลยเถิดกลายเป็นเรื่องต้องทะเลาะกันไปเปล่าๆ

หลังจากที่ได้ทบทวนข้อมูล ประวัติความเจ็บป่วย ความยากลำบากต่างๆ ของทั้งผู้ป่วยและญาติแล้ว ผมตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่ผมไม่ค่อยถนัดนัก ในวันถัดมา

สิริรัตน์เป็นจังได๋ยาย อาการดีขึ้นบ่ ผมถามตาผู้คอยเฝ้าหลานตลอดทั้งคืนด้วยสำเนียงอีสานเหมือนเดิม แต่แฝงด้วยความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

กะคือเก่านั่นหละคุณหมอ น้ำเสียงอิดโรยของคุณยาย ตอบมาอย่างสิ้นหวัง

ยาย โรคนี้ต้องใช้เวลาแน่เด้อ ตา กับยายต้องใจเย็นๆ ตอนนี้น้องเขามีปัญหาติดเชื้อที่ปอด หมอก็ได้ให้ยาฆ่าเชื้อไว้ เคาะปอดดูดเสมหะ อีกอย่างคือผอมมากน้ำหนักน้อย เดี๋ยวจะปรับอาหารทางสายจมูก ตากับยายต้องมาเรียนนำ แล้วน้องจะค่อยๆ ดีขึ้น ระหว่างวันต้องคอยพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงระวังอย่าให้มีแผลกดทับนะ  ตากับยายพยักหน้าเข้าใจ

ผมและทีมร่วมกันวางแผนการดูแลผู้ป่วยกับตา และยาย เตรียมการดูแลต่อเนื่องที่บ้านหลังจากที่คิดที่จะให้อยู่ฝ่ายเดียวมาระยะหนึ่ง  ผ่านไป 1 เดือนนับจากวันที่ผู้ป่วยถูกส่งตัวกลับมา ผู้ป่วยดูหน้าตาสดใสขึ้น น้ำหนักขึ้นมาหลายกิโลกรัม ยิ้มเป็น และเธอก็ยิ้มได้น่ารัก น่าประทับใจมากเสียด้วย

สิริรัตน์มื่อนี้กลับบ้านเนาะ เดี๋ยวหมอสินัดมาเบิ่งอาการซักเดือนนึงเด้อ พูดและมองหน้าผู้ป่วยในขณะที่ตากับยายก็ยืนอยู่ข้างเตียงมองหลานและยิ้มตลอดเวลา ผมเอื้อมไปสัมผัสที่แขนของผู้ป่วย เธอสบตาซักพักและยิ้มให้ เหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด

                เช้าวันหนึ่ง กลางเดือนกรกฎาคม ณ ห้องตรวจเบอร์ 2 ผมเรียกชื่อผู้ป่วยรายถัดไปเข้ามา รอซักพัก ก็มีรถเข็นนั่งเข้ามา ผมต้องละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความประหลาดใจ  เป็นตากับยาย พาหลานกลับมาตรวจตามวันที่นัดไว้ เธอดูแข็งแรงขึ้น ร่องแก้มและซี่โครงหายไป ใบหน้าสดใสเหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดวงตาอันบริสุทธิ์จับจ้องที่ผมตลอดเวลาที่ตรวจร่างกาย

                เป็นจังได๋สิริรัตน์ เบิ่งแข็งแรงขึ้นเนาะตา ผมถามหลังจากที่รับไหว้ตา กับยายแล้ว

                มันดีวันดีคืนเลยคุณหมอ ตอนนี้นั่งได้แล้ว ยิ้มกะเก่ง หัวเราะกะเป็น กินทางปากกะได้ ตาว่ากำลังสิหัดให้ยืนนะคุณหมอ อัน...ตาว่าอยากจะเอาท่ออยู่คอออกแหม ได้บ่ตาพูดชื่นชมหลานไม่ขาดปาก พร้อมเสนอแผนการดูแลผู้ป่วยในขั้นต่อไปเอง

                ได้ตา บ่มีปัญหา เดี๋ยวหมอส่งไปให้แพทย์เฉพาะทางที่หนองคายเค้าประเมินให้ก่อนเด้อว่าสิเอาออกได้บ่ ผมเสนอทางออกที่คิดว่าดีที่สุดให้ พร้อมจัดรายการยาให้กลับบ้าน

                ไปไส หมอกะมีแต่บอกว่าบ่รอดดอกให้พากลับบ้านซะ มีแต่มาโรงบาลนี้แหละที่เฮ้ดจนเซา จนดีได้ป่านนี้  ตาทิ้งประโยคสุดท้าย ก่อนพาผู้ป่วยเดินออกไปจากห้องตรวจ โดยที่แกคงไม่รู้ว่าได้ทำให้ผมหัวใจพองโตด้วยความปลื้มปีติไปทั้งวัน